เล่มที่ 5 บทที่ 125 วิธีเข้าออก
“แย่แล้ว!” หวังหยวนที่กำลังตกตะลึงอยู่ เมื่อเห็นบรรดาศิษย์น้องขว้างยาลูกไฟหั่วหยวนออกไปก็แตกตื่นขึ้นไปใหญ่!
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
หวังหยวนพยายามจะห้ามเหล่าศิษย์น้อง แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
บัดนี้ยาลูกไฟหั่วหยวนถูกขว้างออกไปแล้ว…
ส่วนเ้าศิษย์น้องพวกนี้ก็ขว้างแม่นทีเดียว ยาลูกไฟหั่วหยวนสามลูกแรกที่ถูกขว้างออกไป ได้ปิดล้อมทางหนีทั้งหมดเอาไว้ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เหล่าศิษย์คนอื่นที่ไม่เคยพบหลินเฟยก็ล้วนทำตามกันหมด พากันขว้างยาลูกไฟหั่วหยวนออกไปอย่างเอาเป็เอาตาย
หวังหยวนอยากจะถลาออกไปรับยาลูกไฟหั่วหยวนนี้แทนจริงๆ…
แต่ก็น่าเสียดาย เพราะมันสายเกินไปแล้ว
ยาลูกไฟหั่วหยวนเจ็ดถึงแปดลูกถูกขว้างออกไปอย่างเต็มแรง บัดนี้กำลังประชิดถึงตัวหลินเฟยแล้ว
‘จบสิ้นแล้วล่ะ…’
ขณะที่หวังหยวนแทบจะร้องไห้ออกมานั้นเอง…
คิดไม่ถึงเลยว่าชั่วขณะที่ยาลูกไฟหั่วหยวนกำลังจะะเิ ก็ได้มีลำแสงเจิดจ้าและร้อนแรงสายหนึ่งวาบผ่านมาพอดี มันเคลื่อนที่เร็วมาก หากหวังหยวนไม่ได้จ้องอยู่ ก็คงไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีลำแสงหนึ่งพาดผ่านเขาไป
จากนั้น…
ยาลูกไฟหั่วหยวนทั้งแปดเม็ดก็แตกออกเป็สิบหกเม็ด
บัดนี้ยาลูกไฟหั่วหยวนทั้งสิบหกเม็ดร่วงลงบนพื้นเหมือนตอนที่ขว้างออกมาไม่ผิดเพี้ยน
ทว่าแต่ละลูกกลับเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
หรือพูดง่ายๆก็คือลำแสงที่สว่างวาบเมื่อครู่นี้ สามารถผ่าครึ่งยาลูกไฟหั่วหยวนทั้งแปดเม็ดภายในพริบตา!
หวังหยวนไม่อยากจะเชื่อสายตัวเอง!
‘หรือนี่จะเป็มนต์วิเศษ?’
‘แล้วเหตุใดถึงไม่ะเิล่ะ?’
ยาลูกไฟหั่วหยวนเป็อาวุธของเหล่าศิษย์สำนักหลิงติ่งที่ยังไม่บรรลุขั้นมิ่งหุน เพราะสำนักหลิงติ่งเชี่ยวชาญด้านการหลอมสมุนไพร จึงอ่อนหัดด้านการต่อสู้ เป็เหตุให้ผู้าุโรุ่นแล้วรุ่นเล่าพยายามพัฒนายาลูกไฟหั่วหยวน กระทั่งมีพลังทำลายล้างสูงเช่นนี้นั่นเอง
‘แต่มันกลับถูกผ่าครึ่งง่ายๆ มิหนำซ้ำยังไม่ะเิออกมาอีกด้วยเนี่ยนะ?’
หวังหยวนรู้สึกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ราวกับต้องมนต์วิเศษก็ว่าได้…
“นี่ๆ…” หวังหยวนเอาแต่ชี้ยาลูกไฟหั่วหยวนที่พื้น สายตาก็เอาแต่จดจ้องไปที่หลินเฟยด้วยความตกตะลึง คิดอยากจะถามว่าทำได้อย่างไร
น่าเสียดายที่หลินเฟยเองก็ไม่คิดจะตอบคำถามนั้น
แน่นอนว่าเพราะเขาเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร
หรือจะให้บอกว่าเพราะปราณกระบี่ซีรื่อเกิดจากแสงตะวันสายแรกของฟ้าดิน และเป็ขั้นเซียนเทียนโดยแท้จริง จึงสามารถกดข่มเปลวไฟขั้นโฮ่วเทียนได้ทุกชนิด อย่าว่าแต่ยาลูกไฟหั่วหยวนเลย ต่อให้เป็ยันต์เปลวไฟหั่วหยวนที่มีค่ามากกว่าหมื่นหินิญญา หากได้อยู่ต่อหน้าปราณกระบี่ซีรื่อแล้ว ก็ไม่อาจสำแดงพลังออกมาได้
หลินเฟยจึงทำได้เพียงขำแห้งๆออกไปเท่านั้น
“เป็การต้อนรับที่อบอุ่นเกินไปหน่อยนะ”
“คือว่า…” ตอนแรกหวังหยวนยังมองหลินเฟยด้วยแววตากระหายใคร่รู้ แต่พอได้ยินเช่นนั้นก็เกิดใขึ้นมาทันที ก่อนจะเอาตัวเข้ากำบังเหล่าศิษย์น้องไว้ หลังจากพินิจชั่วครู่ พอแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะลงมือ จึงเอ่ยถามออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ศิษย์พี่หลินไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
“จะเป็อะไรได้ล่ะ ข้าสบายดี…” หลินเฟยไม่ได้ใส่ใจอะไรกับท่าทีของอีกคนนัก แต่ก็มิวายที่จะมองไปที่ศิษย์สำนักหลิงติ่งอย่างไม่วางตา
“แต่นิสัยชอบขว้างยาลูกไฟหั่วหยวนนี่ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ…”
หวังหยวนได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวตอบทันที
“ใช่ๆ ศิษย์พี่หลินพูดถูก หลังจากกลับไป ข้าจะต้องรายงานทางสำนัก เพื่อลงโทษเ้าพวกนี้ให้หนัก!”
“ไม่จำเป็หรอก…” หลินเฟยงุนงงเล็กน้อย ‘แค่เื่เข้าใจผิดเอง ไม่ใช่เื่คอขาดบาดตายเสียหน่อย จำเป็ต้องลงโทษด้วยหรือ?’
“จำเป็สิ จำเป็อยู่แล้ว!”
“…” ในเมื่ออีกฝ่ายยังคงยืนกรานเช่นนี้ หลินเฟยก็ไม่อาจจะไปโต้แย้งอะไรได้อีก จึงทำแค่หัวเราะน้อยๆออกมา ก่อนจะเปลี่ยนบทสนทนาเป็เื่อื่น
“จริงสิ ข้าขอถามอะไรบางอย่างหน่อย…”
“เชิญศิษย์พี่ว่ามา” หลังจากได้ยินหลินเฟยเปลี่ยนเื่ หวังหยวนก็ลอบถอนหายใจเบาๆ ‘ในที่สุดก็รักษาชีวิตของเหล่าศิษย์น้องไว้ได้แล้ว’
เพียงครู่เดียวหลังจากนั้น หวังหยวนก็คิดขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายเป็ถึงมือสังหารโรคจิต ต่อให้ตอนนี้ไม่คิดเอาเื่ แต่วันหน้าก็อาจจะไม่แน่ หากวันดีคืนดีเกิดคลั่งขึ้นมาอีก จะทำอย่างไร?
“คือว่าศิษย์พี่หลิน ตรงนี้กำลังหลอมสมุนไพรอยู่ มีไอควันตลบอบอวล เปลี่ยนที่คุยกันไม่ดีกว่าหรือ? ศิษย์พี่อยากรู้เื่อะไร หากเป็เื่ที่ข้ารู้ ข้าย่อมไม่ปิดบังอยู่แล้ว”
“ไม่ค่อยดีกระมัง…” หลังจากมองไปยังจุดที่มีเสียงดังและลำแสงสีรุ้งที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้ หลินเฟยก็ลังเลขึ้นมา
น่าเสียดายที่หวังหยวนเกิดเข้าใจผิดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าหลินเฟยยืนกรานเช่นนี้ จึงรีบเอ่ยเสริมทันที
“ไม่เป็ไรๆ ปล่อยพวกเขาหลอมสมุนไพรที่นี่ไปนั่นแหละ เดี๋ยวข้าพาศิษย์พี่ไปคุยกันที่อื่นดีกว่า…”
“ก็ได้…”
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงบริเวณร่มรื่นแห่งหนึ่ง หวังหยวนเช็ดทำความสะอาดหินให้หลินเฟยนั่งอย่างเอาใจ พอเห็นหลินเฟยนั่งลงแล้ว จึงค่อยหาที่นั่งลงใกล้ๆ เพื่อรอให้อีกฝ่ายเป็คนถาม
“คืออย่างนี้…” หลินเฟยเรียบเรียงคำพูดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ข้าอยากติดต่อศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยน ไม่ทราบว่าศิษย์น้องหวังพอจะมีวิธีบ้างไหม?”
“ติดต่อสำนักเวิ่นเจี้ยนหรือ?” หวังหยวนหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับด้วยความประหลาดใจ
“ศิษย์พี่หลินหมายถึงติดต่อกับหน้าผาอวิ๋นอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้อง”
“คือว่า…” หวังหยวนครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับด้วยสีหน้าลำบากใจ
“หน้าผาอวิ๋นอยู่ทางเหนือสุดของพิภพซ่างจง ส่วนทะเลอูไห่อยู่ทางใต้สุด นอกจากนี้ก็ไม่รู้ว่ามีศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนอยู่ที่ทะเลอูไห่ไหมด้วย แต่ข้าอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี ไม่เคยเห็นเลยสักคน…”
“มีวิธีไหนที่ข้าจะไปหน้าผาอวิ๋นได้บ้าง?”
“ข้าได้ยินมาว่า หลายปีก่อนมีศิษย์สำนักกระบี่หลีซาน ใช้เวลาเหาะกระบี่ถึงสองปีเต็ม เพื่อไปดวลกับศิษย์คนหนึ่งของสำนักไท่เสวียน และในที่สุดก็เอาชนะอีกฝ่ายได้ที่หุบเขาว่านกุ่ย เื่นี้โด่งดังในพิภพซ่างจงมากเชียวล่ะ…”
“…” หลินเฟยลูบจมูกเบาๆ ในใจพลางคิดไปว่า หากตนเองสามารถเหาะกระบี่ไปแบบนั้นได้ มีหรือจะมาถามให้เสียเวลา?
แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเฟยก็เ็ปขึ้นมาทันที เพราะรู้ว่าการเดินทางจากใต้สุดไปเหนือสุดแบบนี้จะต้องไม่ใช่เื่ง่าย
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ หรือจะต้องเหาะกลับพิภพหลัวฝูจริงๆ?”
“ช้าก่อน…” จู่ๆหวังหยวนก็ชะงักไปอีกครั้ง
“ที่อยากไปหน้าผาอวิ๋นเพราะอยากกลับพิภพหลัวฝูอย่างนั้นหรือ?”
“เ้ามีวิธีหรือ?”
“สิบสำนักใหญ่แห่งเป่ยจิ้งสามารถเข้าออกพิภพซ่างจงได้ ศิษย์พี่หลินลองไปถามสำนักเชียนซานดูไหม?”
“สำนักเชียนซานคงไม่ยอมช่วยหรอก…” หลินเฟยส่ายหน้า เพราะโอกาสในการเข้ามาที่พิภพซ่างจงนั้น ถือว่าล้ำค่ามาก ต่อให้เป็สำนักเวิ่นเจี้ยนเอง โอกาสเช่นนี้ก็มีให้เฉพาะศิษย์สายในเท่านั้น แถมหลินเฟยก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรกับสำนักเชียนซานขนาดนั้น เมื่อหลายเดือนก่อนยังสังหารศิษย์พวกเขาไปตั้งหลายคน ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะยอมช่วยหรอก
“ไม่ๆ…” ศิษย์พี่คงไม่รู้ว่าวิธีเข้าออกพิภพซ่างจงของสิบสำนักไม่เหมือนกัน ได้ยินว่าสำนักเวิ่นเจี้ยนกับสำนักกระบี่หลีซานจะต้องให้ผู้บำเพ็ญขั้นสูงเปิดประตูพิภพ ให้เหล่าศิษย์สำนักตนเองเข้ามาฝึกฝนบำเพ็ญที่พิภพซ่างจง แต่สำหรับสำนักเชียนซานกลับไม่เหมือนกัน…”
“หื้อ?”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
