บทที่ 106 ทุกสิ่งยังไม่เปลี่ยน
เฉียนหลิงเทียนก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง “น้องหญิง ความจริงทุกสิ่งยังไม่เปลี่ยน ที่ผ่านมาพี่ไม่อยากพูด เพราะนี่เป็การปกป้องรูปแบบหนึ่ง แต่หากไม่พูดออกมา ในใจน้องหญิงต้องเ็ปมาก อาจทำให้นิสัยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มิควร หลังจากเสด็จพ่อจากโลกนี้ไป พี่เคยคิดจะยกบัลลังก์ให้น้องหญิง แต่ในวันนั้น ขณะที่พี่กำลังจะเรียกรวมตัวเหล่าผู้าุโในตระกูลรวมถึงขุนนางเพื่อประกาศเื่นี้ พี่กลับถูกลอบสังหาร ในเสี้ยววินาทีนั้นพี่คิดว่า หากน้องหญิงกลายเป็จักรพรรดิเฉียน เป้าหมายต่อไปต้องเป็น้องหญิงเป็แน่ ดังนั้นพี่จึงแย่งชิงกับเ้า ยามเสด็จพ่อยังอยู่ ท่านก็ปกป้องคุ้มครองน้องหญิงได้ แต่เมื่อเสด็จพ่อไม่อยู่แล้ว ต้องมีใครสักคนคอยปกป้องคุ้มครองน้องหญิงอยู่”
เฉียนหลิงเทียนกล่าวจบจึงเปิดเสื้อออก ตรงอกปรากฏรอยแผลเป็
เมื่อได้ฟังวาจาของเฉียนหลิงเทียน และเห็นรอยแผลเป็บนแผ่นอกของเขา เฉียนหลิงอู่ถึงกับมือสั่น นางไม่จำเป็ต้องสงสัยว่าเป็เื่จริงหรือเท็จ เพราะนางรู้จักเสด็จพี่ของตนเองดี เขาดูแคลนการพูดจากลับกลอกปลิ้นปล้อน ทั้งยังไม่คิดจะพูดปด
“ตำแหน่งจักรพรรดิเฉียนนี้ น้องหญิงอยากได้เมื่อใด พี่พร้อมให้ได้ทุกเมื่อ ไม่ลังเลแม้เพียงน้อยนิด!” เมื่อเห็นเฉียนหลิงอู่ไม่กล่าวอะไร เฉียนหลิงเทียนจึงให้คำมั่นสัญญา
“เหตุใดวันนี้ถึงบอกกล่าวเื่เหล่านี้กับข้า? เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงปิดบัง แต่บัดนี้กลับเปิดเผย?” เฉียนหลิงอู่ไม่ค่อยเข้าใจนัก
“คนบางคนแม้จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ในใจของพวกเรา เหมือนดั่งเสด็จพ่อ แต่คนบางคนแม้จะมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว พี่ไม่อยากให้เ้ามีชีวิตอยู่ ด้วยหัวใจที่ตายไปแล้ว” เฉียนหลิงเทียนทอดถอนใจก่อนกล่าว
เฉียนหลิงอู่นิ่งเงียบ ภายในใจรู้สึกผิดเล็กน้อย เพราะนางเข้าใจผิดมาตลอด เสด็จพี่ของนางยังคงเหมือนกับ่ก่อนจะเป็จักรพรรดิเฉียน ยังคงเป็ห่วงและดูแลนางอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย เพียงแต่เอาใจใส่ในรูปแบบที่ต่างจากเดิมเท่านั้น
“ข้าขอโทษเ้าค่ะ” หลังจากนิ่งเงียบครู่หนึ่ง เฉียนหลิงอู่จึงกล่าว
“เ้าไม่ผิด ในยามที่ในใจเ้าคิดว่าพี่เปลี่ยนไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ปลุกระดมเหล่าผู้าุโในตระกูล มาสั่นคลอนราชบัลลังก์ของพี่ เ้ายังคงเฝ้าปกป้องราชวงศ์เฉียน ดังนั้นเ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดต่อพี่” เฉียนหลิงเทียนยิ้มพร้อมกล่าว
“เสด็จพี่น่าจะบอกน้องเร็วกว่านี้ หากต้องสู้รบจนตัวตายในเสี้ยววินาทีต่อไป น้องก็รู้สึกเป็สุขแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ แม้จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย แต่ก็ไร้จุดหมาย อยู่แต่กับความเศร้าโศก” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“เพราะพี่คิดตกแล้ว จึงตัดสินใจมาบอกเ้า เอาละ พี่จะไปแล้ว จงมีความสุขเสียเถอะ ทุกสิ่งยังคงเป็เช่นเดิม” เฉียนหลิงเทียนพยักหน้าให้เฉียนหลิงอู่ก่อนลุกออกจากที่นั่ง
แต่เมื่อเดินถึงหน้าประตูโถงใหญ่ เฉียนหลิงเทียนพลันหยุดฝีเท้าและกล่าวขึ้น “เฉียนชิงไม่มีศักดิ์ศรีเยี่ยงคนตระกูลเฉียน นับแต่วันนี้เป็ต้นไป หากเราถูกขับออกจากตระกูลเฉียน ก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างห้าวหาญ”
ระหว่างมองส่งเฉียนหลิงเทียนที่เดินจากไป เฉียนหลิงอู่รู้สึกตกตะลึง เพราะเฉียนหลิงเทียนที่กล่าววาจานั้นจบ ไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นห้า แต่เป็ผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อเหมือนกับนาง อีกทั้งพลังตบะยังสูงกว่านางด้วย!
เพราะเหตุใด? เพราะเหตุใดเฉียนหลิงเทียนจึงต้องเก็บซ่อนพลังฝึกฝน เพราะการทำเช่นนี้จะดึงดูดให้กลุ่มอิทธิพลที่เป็ปรปักษ์มาดักโจมตีและลอบสังหาร เขาทำเพื่อปกป้องนางจริงๆ…
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เฉียนหลิงอู่ก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมา สิ่งที่นางคิดว่าสูญเสียไปแล้ว กลับยังคงอยู่เสมอมา ที่ผ่านมานางนึกว่า ขอเพียงนางอยากได้ ก็สามารถชิงบัลลังก์จักรพรรดิเฉียนมาได้ แต่ความจริงในยามนี้ทำให้นางเข้าใจ เว้นเสียแต่เฉียนหลิงเทียนจะยอมสละให้เอง มิเช่นนั้นนางไม่มีทางชิงมาได้ เหตุใดเหล่าผู้าุโในตระกูลที่สนับสนุนนางถึงปลอดภัยมาตลอด เป็เพราะเฉียนหลิงเทียนยอมทนต่อพวกเขา
เฉียนหลิงอู่ผ่อนลมหายใจออก จู่ๆ ก็รู้สึกว่าแรงกดดันลดลงไปมาก เพราะไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่คอยค้ำท้องนภาเหนือศีรษะของนาง แต่ยังมีผู้อื่นช่วยนางค้ำอีกแรง
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เฉียนหลิงอู่คิดว่าต้องพูดคุยกับเฉียนหลิงเทียน ประการแรกนางรับปากไว้ว่าจะไม่โจมตีสำนักชิงหยุน ประการที่สอง นางคิดว่าการโจมตีจื่อหลวนในหุบเขาเทียนเซียงก็ไม่เหมาะสมเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้นางไม่กังวล เพราะนางคิดว่าเฉียนหลิงเทียนไร้ความสามารถ แต่บัดนี้ความจริงพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่อย่างที่นางคิด ขึ้นอยู่กับว่าเฉียนหลิงเทียนอยากทำหรือไม่ก็เท่านั้น ผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ล้วนประเมินเขาต่ำเกินไป
ยามเฉียนหลิงอู่มาถึงวังหลวง เฉียนหลิงเทียนกำลังวาดภาพอยู่ ในขณะที่เบื้องล่างมีเหล่าขุนนางอยู่จำนวนไม่น้อยและเฉาเทียนยืนอยู่ด้วย
“น้องหญิง ลองดูสิว่าภาพลำนำหิมะที่พี่วาดเป็อย่างไร?” หลังวาดเสร็จ เฉียนหลิงเทียนหันมามองเฉียนหลิงอู่พร้อมเอ่ยถาม
“ฝีมือการวาดของเสด็จพี่ก็ไม่เท่าไรนี่ แต่น้องขอเอาภาพนี้ไป” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“ฮ่าฮ่า! เด็กๆ ใส่กรอบแล้วส่งไปยังตำหนักหลิงอู่ น้องหญิง ไปดื่มน้ำชาที่สวนดอกไม้กัน” เฉียนหลิงเทียนออกคำสั่งกับบ่าวเสร็จ จึงออกจากโถงวังหลวง เฉียนหลิงอู่เดินตามหลัง
เฉียนหลิงเทียนในยามนี้สะกดพลังตบะและกระแสพลังไว้ แต่คนจำนวนมากล้วนััได้ว่าเฉียนหลิงเทียนและเฉียนหลิงอู่มีความเปลี่ยนแปลง
“เสด็จพี่ น้องมีเื่จะพูดด้วย” หลังเดินถึงสวนดอกไม้ เฉียนหลิงอู่จึงกล่าว
“น้องหญิงพูดมาได้เลย” เฉียนหลิงเทียนหยุดฝีเท้า
“หลายวันก่อน น้องไปที่สำนักชิงหยุน รับปากกับศิษย์คนหนึ่งของพวกเขา ว่าจะไม่ลงมือกับสำนักชิงหยุน เื่นี้มีสาเหตุส่วนตัวด้วย แต่สาเหตุหลักเพราะสำนักชิงหยุนต่างจากสามสำนักที่เหลือ พวกเขาไม่คิดแย่งชิงอำนาจปกครอง และไม่คิดโค่นล้มราชวงศ์เฉียนของเราด้วย” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“หากสำนักชิงหยุนไม่ร่วมมือกับสำนักดาบโลหิต ตำหนักราชันย์หมาป่า และศาลาดาวฤกษ์มาต่อกรกับราชวงศ์เฉียนของเรา เราก็ไม่ลงมือกับพวกเขา ในอาณาเขตของราชวงศ์เฉียนยังคง้าสำนักที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง มุ่งแต่บ่มเพาะผู้ฝึกตนอยู่ นับว่าสำนักชิงหยุนค่อนข้างเหมาะสม” เฉียนหลิงเทียนไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“เื่นี้น้องจะไปจัดการเอง เื่ที่สองคือหุบเขาเทียนเซียง ถึงพวกเราสองคนพี่น้องจะร่วมมือกันสะสางปัญหานั้นได้ แต่จะคุ้มจริงหรือ? อีกฝ่ายเป็ถึงผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อที่ไม่สังกัดกลุ่มอิทธิพลใด หากนางไม่มีใจคิดเป็ปรปักษ์ต่อราชวงศ์เฉียนของเรา แล้วเราไปโจมตีนาง ไม่เท่ากับว่าเราลดทอนพลังความสามารถของผู้ฝึกตนในอาณาเขตของตัวเองหรอกหรือ” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“ที่น้องหญิงกล่าวมามีเหตุผล เช่นนั้นสองเื่นี้น้องหญิงไปจัดการเสีย หากทำสำเร็จ จะมอบภาพวาดให้เ้าอีกภาพหนึ่ง จำได้ว่าในครั้งอดีต น้องหญิงชอบภาพที่พี่วาดเป็อย่างมาก แม้ฝีมือวาดภาพจะไม่ดีเหมือนที่น้องหญิงพูดไว้ก็ตาม” เฉียนหลิงเทียนกล่าว
“เสด็จพี่ไม่ได้วาดมาหลายปีแล้วกระมัง?” เฉียนหลิงอู่เอ่ยถาม
“ใช่แล้ว นับั้แ่ขึ้นครองราชบัลลังก์เป็จักรพรรดิก็ไม่ได้วาดอีกเลย เพราะวาดไม่ดีนั่นละ อย่างน้อยน้องหญิงยังชอบ ส่วนผู้อื่นก็ไม่ได้มีใครคิดว่าพี่วาดได้ดี ความจริงเองพี่ก็รู้ว่ามันไม่ดีจริง ๆ ที่เ้าบอกว่าชอบก็แค่เอาใจพี่ แต่ความรู้สึกนั้นดีมากทีเดียว” เฉียนหลิงเทียนกล่าว
เฉียนหลิงอู่หัวเราะออกมา นางหวนคิดถึงเื่ราวในครั้งเยาว์วัย เฉียนหลิงเทียนวาดภาพหนึ่ง พระบิดาของพวกเขาบอกว่าวาดออกมาเหมือนอาจมก็มิปาน แต่ตอนนั้นนางกลับบอกว่าวาดได้ไม่เลว ช่วยเฉียนหลิงเทียนจากสถานการณ์อักอ่วนได้พอดี
หลังจากฉินชูอยู่ในหุบเขาเทียนเซียงเป็เวลาหนึ่งเดือน เขาตัดสินใจจะออกไประยะหนึ่ง เขาต้องไปพบเฉียนหลิงอู่ เขาพูดคุยกับทางจื่อหลวนไว้แล้ว และไม่อยากให้วันข้างหน้าคนของราชวงศ์เฉียนบุกมาที่นี่ หากเกิดขึ้นจริง จื่อหลวนคงไม่ยอมเป็แน่
“เ้าจะไปหรือ?” เมื่อได้ยินว่าฉินชูจะไป แววตาจื่อหลวนเต็มไปด้วยประกายอาวรณ์
“ใช่แล้ว ข้าจะไปที่เมืองหลวงต้าเฉียน ยามเ้าได้พบกับข้าอีกครั้ง ข้าก็จะเป็ผู้ฝึกตนขั้นสี่หลิงหยวนแล้ว” ฉินชูกล่าว
