บทที่ 101 เ้าจะไหวหรือ
“คำพูดของท่านผู้เฒ่าแปลกนัก ทำไมนางถึงบอกเื่นี้กับศิษย์ไม่ได้” ฉินชูมองโม่เต้าจื่อด้วยความสงสัย เขาคิดว่ามันเป็เื่ปกติ หลังจากรู้จักกับนางมาหลายวัน จะไม่ให้พวกเขาสื่อสารกันหรือ แบบนั้นคงไม่ใช่เื่ปกติ
โม่เต้าจื่อไม่รู้ว่าจะตอบฉินชูอย่างไรดี เป็ไปได้หรือไม่ว่า เพราะระดับของพวกเขาห่างชั้นกันเกินไป ดังนั้นเฉียนหลิงอู่จึงคิดว่าเล่าเื่พวกนี้ให้ฉินชูฟังคงไม่มีปัญหา
“เื่ที่ควรพูด ศิษย์ก็พูดไปหมดแล้ว สำหรับสิ่งที่สำนักควรทำ ผู้เฒ่าน่าจะไปปรึกษากับท่านเ้าสำนักนะขอรับ” ฉินชูมองโม่เต้าจื่อที่เงียบขรึมไป เขาไม่อยากมีส่วนร่วมในเื่บางเื่ การแจ้งเื่ที่เขารู้ให้กับทางสำนัก ถือว่าภารกิจของเขาเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่เหลือก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขา
“เื่พวกนี้ข้ารับรู้แล้ว ่นี้การฝึกตนของเ้าเป็อย่างไรบ้าง มีปัญหาอะไรหรือไม่?” โม่เต้าจื่อมองฉินชูและถามขึ้น
ฉินชูส่ายหัว สำหรับเขาตอนนี้ทุกอย่างเป็ไปด้วยดี ต่อจากนี้ เขาจะขัดเกลาพลังปราณและขัดเกลาวิชากระบี่พันคลื่นควบคู่กันไป
“่นี้การที่เ้าไม่ไปที่หอคัมภีร์ และไม่แลกเปลี่ยนทรัพยากร เป็เพราะลุ่มหลงในสตรีหรือคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว” โม่เต้าจื่อมองฉินชูพลางเอ่ย
“ทำไมท่านผู้เฒ่าถึงคิดเช่นนั้น ศิษย์ได้แลกเปลี่ยนทรัพยากรสำหรับฝึกตนเอาไว้แล้วไม่น้อย ส่วนสาเหตุที่ไม่ไปที่หอคัมภีร์ก็เพราะมีวิชากระบี่ที่ต้องคุ้นเคยและฝึกฝนในตอนนี้” ฉินชูรู้สึกว่าทัศนคติของโม่เต้าจื่อแปลกไป ทั้งที่ตัวเขาเองพยายามฝึกตนพัฒนาตัวเองอย่างหนักขนาดนี้ แล้วจะคิดว่าตัวเองเก่งแล้วได้อย่างไรกัน
หลังจากถลึงตาใส่ฉินชู โม่เต้าจื่อก็หันกลับไป เขารู้ดีว่าฉินชูฝึกตนได้อย่างราบรื่นมากและพยายามอย่างหนัก เขาบรรลุขั้นเจินหยวนระดับที่เก้าได้ใน่เวลาสั้นๆ ที่ผ่านมาไม่มีลูกศิษย์คนไหนเคยทำได้มาก่อน แต่เขาแค่้าสั่งสอนฉินชูสักสองสามคำเท่านั้น
ไม่ว่าทางสำนักจะมีแผนอะไรอยู่ในตอนนี้ ฉินชูก็ได้แต่ฝึกตน จากเคยฝึกกันสองคน อยู่ๆ เหลือเขาแค่คนเดียว เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยชินเล็กน้อย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินชูก็มาที่หอคุณูปการบนยอดเขาชิงจู๋เพื่อรับภารกิจระดับสูง จากนั้นก็ไปที่หอคุณูปการบนยอดเขาหลัก
เมื่อเห็นฉินชูมาเยือน เหล่าลูกศิษย์ในห้องโถงหอคุณูปการบนยอดเขาหลักต่างก็หลีกทางให้ ส่วนลูกสิษย์ผู้หญิงก็มองฉินชูด้วยสายตาชื่นชม
เป็ศิษย์รับใช้แล้วอย่างไร ศิษย์สายในสู้ไม่ได้ ศิษย์สายหลักก็สู้ไม่ได้เช่นกัน สามารถพูดได้ว่าฉินชูเป็หนึ่งในลูกศิษย์อันดับต้นๆ ของสำนักชิงหยุนเลยก็ว่าได้ แต่พูดไม่ได้ว่าเขาแข็งแกร่งที่สุด เพราะยังมีศิษย์สายหลักอีกหลายคนที่แข็งแกร่งที่ฉินชูเองก็ยังไม่เคยพบ
นอกจากนี้ ่นี้การประลองวัดความสามารถบนยอดเขาหลักก็หยุดลงแล้ว หลัวเจินเป็ผู้แจ้งให้ทราบ เนื่องจากการมาเยือนของเฉียนหลิงอู่ ฉินชูจึงไม่สะดวกมารับคำท้า
ภายใต้สายตาของเหล่าลูกศิษย์จากยอดเขาหลัก ฉินชูได้รับภารกิจและออกจากห้องโถงของหอคุณูปการบนยอดเขาหลักไป
“เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง” ผู้ดูแลอวี่ถามเหล่าลูกศิษย์บนยอดเขาหลักที่กำลังตกตะลึงอยู่
“ท่านผู้ดูแล ตบะของเขาบรรลุขั้นเจินหยวนระดับเก้าแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนของเขามันน่ากลัวเกินไปแล้ว ไหนจะพลังในการต่อสู้ที่สูงเกินกว่าตบะของเขาอีก” ศิษย์สายในคนหนึ่งเอ่ยปากพูด ตบะของเขาอยู่ในขั้นเจินหยวนตอนปลาย จึงสามารถมองเห็นตบะของฉินชูได้
“พวกเ้าเห็นแค่ตบะที่สูงขึ้นของเขา แต่ไม่เห็นความพยายามของเขา จากที่ข้ารู้มา ปกติเขาอยู่แต่ที่ผาหินตัดไม่ออกไปไหน ขยันฝึกตนมาตลอด ทุกคนรู้ดีว่าเส้นทางการฝึกตนไม่ใช่เส้นตรง ตบะที่เพิ่มขึ้นมาจากความพยายามอย่างหนัก พวกเ้าก็ไม่เลวเหมือนกันจงปรับความตั้งใจให้ถูกให้ควรก็ใช้ได้แล้ว” ผู้ดูแลอวี่พูดขึ้น
ครั้นฉินชูออกจากสำนักชิงหยุนไป ก็เข้าไปในพื้นที่เขามี่หยุน แล้วเริ่มปฏิบัติภารกิจ อันที่จริงเป็การฝึกใช้วิชากระบี่พันคลื่นในสถานการณ์จริงเสียมากกว่า
เมื่อโม่เต้าจื่อออกจากยอดเขาชิงจู๋ ก็เรียกหลัวเจิน ลู่หยวน และปรมาจารย์ผู้แลยอดเขาทั้งห้ามารวมตัวกันที่เรือนพำนักของเขาทันที จากนั้นก็แบ่งปันข้อมูลบางอย่างที่ได้มาจากฉินชู
“ท่านผู้เฒ่าโม่ สามสำนักติดต่อกับกองกำลังภายนอกกระนั้นหรือ ข่าวนี้เชื่อถือได้หรือไม่” เหลยอินแห่งยอดเขาเชียนหลัวถาม
“น่าจะไม่ใช่เื่โกหก คนที่เย่อหยิ่งยโสอย่างเฉียนหลิงอู่รังเกียจการโกหก อย่างน้อยนางคงไม่โกหกฉินชูเป็แน่ อีกประเด็นหนึ่งคือ ข้าเคยเดินออกจากอาณาจักรหนานเหยียนมาก่อน และรู้ว่าด้านนอกอาณาจักรหนานเหยียนมีตำหนักพญาจิ้งจอกอยู่ จะเกี่ยวข้องกับตำหนักพญาจิ้งจอกที่อยู่ในอาณาจักรหนานเหยียนหรือไม่นั้น ยากที่จะยืนยัน แต่ก็มีความเป็ไปได้ ดังนั้นราชวงศ์เฉียนจึงไม่คิดจะปล่อยไป” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น เขาเชื่อเื่ที่ฉินชูบอก
“หากทั้งสามสำนักติดต่อกับกองกำลังภายนอกและ้าล้มล้างความมั่นคงในอาณาจักรหนานเหยียนของพวกเราจริงๆ เช่นนั้นก็ควรถูกกำจัด” ลู่หยวนพูดขึ้น
“สำนักของพวกเรามีเสบียงโอสถเทียนหยวนอยู่ ที่เหลือก็แค่รอเวลา ่นี้พวกเราไม่ควรสนใจเกี่ยวกับความผันผวนภายนอก หากพวกเขา้าสู้ ก็ปล่อยให้พวกเขาสู้ไป เมื่อพายุผ่านไป ความแข็งแกร่งของสำนักชิงหยุนของพวกเราจะเพิ่มขึ้น” หลัวเจินแสดงความคิดเห็นของตัวเอง
“ท่านเ้าสำนักพูดถูก ตามความเห็นของท่านเ้าสำนัก ราชวงศ์เฉียนเป็ศัตรูของพวกเราก็จริง แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เราไม่สามารถยืนอยู่ในจุดเดียกันกับอีกสามสำนักได้” โม่เต้าจื่อเห็นด้วยกับความคิดเห็นของหลัวเจิน
“ศิษย์พี่ พวกเราสำนักชิงหยุนยังจะเข้าร่วมในการประลองยุทธ์ของศิษย์หน้าใหม่จากทั้งสี่สำนักอยู่หรือไม่ ข้าคิดว่ามันไม่น่าสนใจแล้ว” หลิงหยุนจื่อพูดขึ้น
“ลู่หยวนถามฉินชูไปแล้วขอรับ เขา้าเข้าร่วม หากพวกเราชนะ แล้วทั้งสามสำนักยังไม่ยอมปล่อยมือจากหุบเขา เทียนเซียงอีก ก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่ทำตามสัญญา ซึ่งเท่ากับสูญเสียศรัทธาของพวกเขาไป และคงไม่มีใครอยากฝากตัวเป็ศิษย์ในสำนักพวกเขาอีกต่อไป” ลู่หยวนพูดกับหลิงหยุนจื่อ ครั้งที่แล้วฉินชูให้คำตอบกับเขาว่า้าเข้าร่วม
“เอาไว้พวกเรามาพูดเื่นี้กันทีหลัง หากสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล ข้าจะพาฉินชูไปจัดการเื่นี้เอง หากชนะก็ดี หากไม่ชนะก็ไม่เป็ไร” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
เมื่อเข้าสู่พื้นทีู่เามี่หยุน ฉินชูก็เริ่มต่อสู้กับสัตว์อสูร ตอนนี้เขากล้าหาญมากขึ้น ตบะขั้นเจินหยวนระดับเก้าสามารถฆ่าสัตว์อสูรระดับที่สี่ได้อย่างไม่มีปัญหา ตราบใดที่ไม่เจอสัตว์อสูรระดับห้า เขาก็ไม่มีอันตราย
การคุ้นเคยกับวิชากระบี่พันคลื่นในการต่อสู้จริงเป็ประโยชน์สำหรับฉินชูยิ่งนัก วิชากระบี่ที่ผ่านการเข่นฆ่ามาคือวิชากระบี่ที่แท้จริง
ในระหว่างเก็บผลึกพลังสัตว์อสูร ฉินชูก็รวบรวมสมุนไพรไปพลาง เขารู้จักสมุนไพรหลากหลายประเภท ขอแค่มีราคา เขาก็เก็บมาหมด
หลังจากนั้นครึ่งเดือน ฉินชูก็ออกจากเขามี่หยุน นอกจากของส่งมอบในภารกิจแล้ว เขายังเก็บของดีได้อีกมากมาย
หลังจากส่งมอบภารกิจ ฉินชูก็มาที่หอคัมภีร์ ตอนนี้มีหลิงหยุนจื่อกับลูกศิษย์ที่เฝ้ายามอยู่สองคน
ลูกศิษย์ที่เฝ้ายามอยู่เป็ศิษย์สายหลัก แต่ค่อนข้างมีความเกรงใจกับฉินชูไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะเป็ด้านพลังและสถานะ ฉินชูล้วนอยู่สูงกว่าพวกเขา
“เ้าหนู เ้า้าตำรายุทธ์กระนั้นหรือ” หลิงหยุนจื่อถาม
“ศิษย์มีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่บ้าง ตอนออกไปทำภารกิจได้เก็บสมุนไพรมีค่ามา ดังนั้นจึงอยากหาตำราปรุงโอสถ เพื่อดูว่าศิษย์สามารถปรุงโอสถอะไรได้บ้าง” ฉินชูบอกความคิดของตัวเอง
“้าปรุงโอสถหรือ เช่นนั้นข้าแนะนำให้ไปหาผู้เฒ่าถางที่หอโอสถ เขาเป็ปรมาจารย์ที่เป็หัวหน้าด้านการปรุงโอสถแห่งสำนักชิงหยุน แต่เ้าจะไหวหรือ?” ดวงตาของหลิงหยุนจื่อมองฉินชูด้วยความสงสัย เพราะความสามารถด้านการปรุงโอสถจำเป็ต้องอาศัยพร์
