เมื่อเห็นไป๋เฉินเข่นฆ่าต่อไปเปรียบดั่งพยัคฆ์ในฝูงแกะ หลิวอี้หลิวที่กำลังครรลองมองอยู่ไม่ไกลก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างจนกรามแทบร่วง
เฉียบแหลม!
แม่นยำ!
ปราณีต!
ไร้ปราณี!
ทุกสิ่งอย่างนี้ล้วนเป็องค์ประกอบในการเคลื่อนไหวของไป๋เฉินทั้งสิ้น
การจะทำเช่นนั้นได้ต้องผ่านประสบการณ์การลอบสังหารมานับไม่ถ้วน และการเคลื่อนไหวเช่นนั้นสามารถลดหลั่งความเหนื่อยและความอ่อนล้าของร่างกายได้มากโข
และทุกการเคลื่อนไหวและการขยับร่างกายทุกอิริยาบถของไป๋เฉินไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่ไร้ประโยชน์แม้แต่น้อย
ในขณะที่เข่นฆ่าอย่างกระหายเื หางตาของไป๋เฉินเหลือบมองไปยังการต่อสู้ของผู้นำทั้งสองทุกขณะ และเห็นได้ว่าหญิงสาวนามหลิงซูกำลังเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด และนางมิอาจเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วเฉกเช่นก่อนหน้าและมิอาจทนรับาแได้มากกว่านี้อีกต่อไป
ไป๋เฉินเห็นดังนั้นพลันทอดถอนหายใจ ไม่ว่าอย่างไรงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ดูเหมือนว่าการต่อสู้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
ร่างเงาสีดำอันเลือนรางค่อยๆหับหายลับตาไปจากฝูงชนและไม่ปรากฏให้เห็นในสนามรบที่บ้าคลั่งอีกต่อไป
หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึงสิบลมหายใจ ก็เป็อย่างที่ไป๋เฉินคาดการณ์ไว้
หลิงซูมองซ้ายมองขวาด้วยใบหน้างดงามแต่ซูบซีด นางเปล่งเสียงะโกู่ก้องอย่างไร้หนทาง "แยกย้ายกันไป! ไม่จำเป็ต้องสนใจสิ่งใด แค่หลบหนีไปให้ได้ก็เพียงพอ!"
เห็นได้ชัดว่าหยางลั่วเป็เป้าหมายที่แข็งแกร่งเกินไป แม้แต่กองโจรมายาก็มิอาจต้านทานการโจมตีเต็มรูปแบบของตระกูลหยางได้แม้แต่น้อย
ชายร่างกายกำยำที่กำลังเผชิญหน้ากับหยางเหวินโจวเหลือบมองอาการของหลิงซู แม้นจะมีสีหน้าโกรธแค้นแต่กลับฟาดฟันด้วยขวานั์พลันถอยฝีเท้าออกจากวงล้อมพลางะโ "รักษาชีวิตไว้! หนีไป! อีกไม่นานข้าจะตามหาพวกเ้าอีกครา!"
ผู้รอดชีวิตจากกองโจรมายากว่าห้าสิบคนมองไปยังสหายที่ร่วมเป็ร่วมตายที่ไร้ซึ่งลมหายใจ พวกเขาทั้งหมดจ้องเขม็งไปยังใบหน้าทหารตระกูลหยางไว้ราวกับว่าจะจดจำความแค้นนี้ไว้ในใจไม่มีลืม
"พรึ่บ!"
"พรึ่บ!"
"พรึ่บ!"
"พรึ่บ!"
เนื่องจากคำสั่งของหลิงซู กองโจรมายาแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางอย่างจ้าละหวั่นและไม่มีผู้ใดหันหลังกลับมาแม้แต่น้อย
แต่มีหรือที่หยางลั่วจะยอม?
มันเปล่งเสียงะโปลุกเร้าอย่างบ้าดีเดือดโดยที่ยังไม่หันกลับไปมอง "ไล่ตามพวกมันไป! หากผู้ใดนำหัวของสมาชิกกองโจรมาได้ ข้าจะให้เหรียญทอง 500 เหรียญ!-"
แต่เมื่อมันหันกลับไปหมายจะสั่งการนายทหาร ั์ตาของมันกลับถลนออกมาจากเบ้า
กองกำลังทหารตระกูลหยางกว่า 500 นายที่มันนำมา บัดนี้หลงเหลือเพียงแค่ไม่ถึง 100 นายเท่านั้น
ทั้งๆที่กองโจรมายามีสมาชิกไม่เกินกว่า 150 คน แล้วทหารของมันจะสูญเสียไปมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร?
เมื่อเห็นเช่นนั้นความโกรธที่ได้ระบายออกไปกลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง มันสั่งการด้วยจิตสังหารที่แรงกล้า "เข้าไปในคฤหาสน์! นำทรัพย์สมบัติพวกมันกลับไป! หากพบเจอผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับมันให้รีบสังหารมันเสีย!"
เมื่อสั่งการเสร็จสิ้น หยางลั่วยังไม่วายที่จะรีบไล่ตามไปในทิศทางของหลิงซูที่หลบหนีไปอย่างหัวซุกหัวซุน มันสามารถบอกได้ว่าหลิงซูมิอาจหลบหนีไปไหนได้ไกลอันเนื่องมาจากาแที่นางได้รับ ฉะนั้นมันจึงตัดสินใจไล่ตามหมายจะสังหารไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม!
ค่ำคืนนี้ด้วยการต่อสู้เพียงครั้งเดียว ตระกูลหยางได้สูญเสียกองกำลังส่วนใหญ่ไปเกือบครึ่ง ส่วนกองโจรมายาที่ตั้งตระหง่านอย่างยโสโอหังมาเนิ่นนานกลับล่มสลายภายในค่ำคืนเดียว
ใครจะคาดเดาได้ว่าจากชายหนุ่มอายุ 16 ปีที่ไร้การฝึกฝนและถูกปรามาสว่าเป็ขยะจากตระกูลฉิน จะสร้างความวิบัติบรรลัยภายในเมืองเทียนหยุนได้ถึงเพียงนี้
นั่นคือกองกำลังอันดับสองของเมืองเทียนหยุนและกองโจรมายาที่มีกองกำลังเปรียบได้กับตระกูลอันดับสี่ แต่กลับกลายเป็ว่าพวกมันได้ห้ำหั่นกันจนสูญเสียกองกำลังมากมายถึงเพียงนี้
หากหยางเหมินไม่แหย่รังแตนั้แ่แรก ตระกูลหยางจะประสบพบเจอกับหายนะเช่นนี้ได้อย่างไร?
ทว่าทุกอย่างที่ไป๋เฉินทำลงไปล้วนมีจุดประสงค์แอบแฝง
นั่นคือเพื่อบั่นทอนกองกำลังทางทรัพยากรมนุษย์ของตระกูลหยาง และการขโมยหยกสีม่วงก็เพื่อบั่นทอนธุรกิจให้ตระกูลหยางต้องอับจนหนทาง หากเป็เช่นนั้นตระกูลหยางและฉินฟงอาจจะร่วมมือกันรวดเร็วยิ่งขึ้น
ฉินฟง้าจะยึดครองตระกูลฉินอยู่แล้ว ส่วนตระกูลหยางที่จะยากจนค้นแค้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเนื่องจากธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้ มันจะทำเช่นไรต่อไปหากไม่มีทุนทรัพย์ในการดำเนินกิจการภายในตระกูล?
แน่นอนว่านั่นคือการรีบดำเนินแผนการก่อฏตระกูลฉินกับฉินฟง เพื่อเรียกร้องค่าใช้จ่ายในความร่วมมือในครั้งนี้
ฉินฟงก็กระวนกระวายใจอยู่แล้วที่มิอาจติดต่อกับสมาพันธ์นักฆ่าได้ หยางลั่วที่สูญเสียเส้นทางธุรกิจก็จะยิ่งกระวนกระวายใจยิ่งกว่า
นั่นคือแผนการรีบเร่งการดำเนินที่ไป๋เฉินได้วางหมากไว้ั้แ่แรกเริ่มให้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เขา้า
. . .
ร่างสีทองที่ชโลมด้วยโลหิตของหลิงซูวิ่งปรี่ตามตรอกซอยเล็กๆด้วยเสียงหอบหายใจ นางมองกลับไปด้านหลังเพราะกลัวว่าจะมีผู้ใดไล่ตามมา
สถานที่เบื้องหน้าเป็ป่าทึบขจีที่เปี่ยมไปด้วยเสียงสิงสาราสัตว์ขนาดเล็กๆรอบๆผืนป่า แน่นอนว่านี่คือเส้นทางหลบหนีที่กองโจรมายาตระเตรียมไว้สำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง นางไม่ลังเลเลยที่เข้าไปในผืนป่าอย่างทุลักทุเล
"หลิงซู! ออกมาซะ!"
เสียงหยางลั่วสะท้อนก้องมาแต่ไกลตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังวิ่งไล่หลังมา หลิงซูที่ได้ยินก็แสดงสีหน้าที่สิ้นหวัง
การเคลื่อนไหวของนางมิอาจเร่งความเร็วได้อีกแล้ว ดูเหมือนว่าชีวิตของนางจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
แต่ทันใดนั้นกลับมีเสียง "วืด!" เงาสีดำที่สวมหน้ากากไหมกลับดักรอนางอยู่ที่ทางโค้งของต้นไม้ใหญ่ห้าคนโอบ ร่างนั้นกวักมือส่งสัญญาณว่าให้นางวิ่งมายังทิศทางตรงกันข้าม
หลิงซูกำลังตัดสินใจครั้งใหญ่ นางสามารถบอกได้ว่าเงาสีดำนั้นมิใช่คนของตระกูลหยาง เพราะนางเพิ่งจะหลบหนีไปยังทิศทางลับที่ไม่มีผู้ใดรับรู้ได้
หลิงซูตัดสินใจกัดฟันและพยายามก้าวย่างไปยังเงาสีดำนั้นอย่างเร่งรีบ
เงาสีดำดึงมือนางเข้ามาอย่างรุนแรงก่อนจะกระทืบเท้าอย่างหนักเผยให้เห็นหลุมลึกของคลับคล้ายกับอุโมงค์ที่ถูกขุดไว้
ร่างทั้งสองร่วงหล่นลงไปในอุโมงค์ที่อยู่ใต้กองใบไม้ที่ร่วงหล่นปิดกั้นเส้นทางเข้าไว้อย่างชำนาญ ร่างสีดำยังคงจับจังหวะดึงร่างของหลิงซูลงมาอย่างอ่อนโยนเพื่อมิให้มีแรงกระแทกต่ออวัยวะใดๆอย่างไร้เสียง
เมื่อถึงผืนธรณีร่างสีดำยังคงสาวฝีเท้าพุ่งตรงไปในอุโมงค์ที่ไร้ปลายทางพร้อมกับกอดร่างหอมหวลของหลิงซูไว้อย่างเร่งรีบ
หลิงซูที่อยู่ในอ้อมแขนไม่ทันจะได้กล่าวสิ่งใด นางมองไปยังใบหน้าของบุคคลที่ช่วยชีวิตนางไว้ด้วยอัตราการเต้นของหัวใจที่ถี่ขึ้น
ร่างสีดำสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า แต่กลับมีแววตาสีโลหิตส่องประกายอย่างน่าหลงใหลที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่ตกค้างจากการต่อสู้เมื่อครู่
จู่ๆใบหน้าที่แข็งกระด้างและเ็าของหลิงซูกลับมีรอยแดงจางๆลามไปถึงต้นคอ
"ผู้มีพระคุณท่านนี้... ท่านคือ?" หลิงซูในอ้อมแขนตัดสินใจเอ่ยถามอย่างเหนียมอาย
แต่ร่างสีดำกลับมิได้หันมองกลับมา เพียงกล่าวด้วยสุ้มเสียงเย็นะเื "อย่าเพิ่งพูด หยางลั่วอาจจะกำลังตามมา เพราะฉะนั้นหุบปากไปซะ"
แม้นจะใช้คำพูดที่หมางเหมิน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใดแทนที่นางจะโกรธเคืองตามบุคลิกปกติ แต่นางกลับผงกศีรษะอย่างเชื่อฟังเสียอย่างนั้น ก่อนจะก้มหน้าลงและสูดลมหายใจเบาๆ
แต่แทนที่จะได้กลิ่นของบุรุษ นางกลับได้กลิ่นของโลหิตที่คละคลุ้งอย่างรุนแรงจนแทบจะสำลัก
วินาทีนั้นนางรับรู้ได้ว่าคนผู้นี้เพิ่งจะผ่านการสังหารหมู่มาหมาดๆ!
หลังจากร่างสีดำโอบอุ้มไปจนถึงสุดทาง กลับมีแสงสว่างจากจันทราเล็ดลอดผ่านมาจากจากปลายอุโมงค์
ร่างสีดำกระแทกชั้นอุโมงค์และวิ่งขึ้นมาเหนือพื้น สถานที่ที่ปรากฏรอบๆในขณะนี้คือสลัมร้างไร้ผู้คนแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมืองเทียนหยุน ซึ่งใกล้เคียงกับประตูเมืองของเมืองเทียนหยุนมากที่สุด
ร่างสีดำของไป๋เฉินถอนหายใจรับอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดหลังจากที่อยู่ใต้ดินมานานกว่า 5 นาที
เขารีบปล่อยร่างหลิงซูและเตรียมตัวจะหันหลังกลับไปราวกับว่ามิได้สนใจต่อหลิงซูแม้แต่น้อย "เพียงเท่านี้หยางลั่วคงจะไม่ตามมาอีกต่อไป เช่นนั้นข้าขอตัว..."
"ช้าก่อน" แต่หลิงซูกลับรีบคว้าแขนของร่างนั้นไว้อย่างกระวนกระวายใจด้วยสีหน้าที่แดงก่ำดุจลูกพีชสด
"มีอันใด?" ไป๋เฉินเพียงเอ่ยตอบสั้นๆอย่างไม่ใส่ใจ
"ได้โปรดเอ่ยนามของท่านมาได้หรือไม่? ท่านเป็ผู้มีพระคุณของข้า เผื่อวันหลังข้าจะได้ตอบแทนท่าน" หลิงซูประสานมือพลางกล่าวขึ้น
ไป๋เฉินมิให้หันศีรษะกลับมา หากแต่เหลือบมองนางด้วยหางตาพลางกล่าวอย่างไม่แยแส "ไม่จำเป็ต้องสนใจตัวตนของข้า รู้เพียงแค่ว่าข้าคือศัตรูของตระกูลหยาง แน่นอนว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร และข้าก็ไม่้าให้เ้ามาตอบแทนใดๆ"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หลิงซูเอ่ยถามอย่างฉงนใจ "เมื่อครู่ท่านอยู่ที่นั่นด้วยใช่หรือไม่?"
"โอ้? ไม่คาดคิดว่าแม่นางจะสามารถััถึงตัวตนของข้าได้" ไป๋เฉินแค่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
"หากท่านไม่รังเกียจ โปรดเรียกข้าว่าหลิงซูเถิด" หลิงซูส่งรอยยิ้มอ่อนหวานในขณะที่นางประสานมือในขณะตัวบิดไปบิดมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ไป๋เฉินที่มองการแสดงออกของนางก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน และมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีอย่างฉับพลัน
