จางหงอี้กวาดตามองนักเลงสามคนและพยักหน้าให้เสิ่นม่านอย่างชื่นชม “แม่นางเสิ่นม่านกล้าหาญผดุงธรรม ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนัก ใครก็ได้ กุมตัวนักเลงสามคนนี้ไป!”
ผู้ชมทั้งหลาย “…”
ไม่ต้องตรวจสอบสักหน่อยเลยหรือ? แม่นางผู้นี้ดูเหมือนจะมีเส้นสายสินะ?
แต่คนในเหตุการณ์ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยแย้ง กระทั่งจางหงอี้พาคนจากไป ทุกคนจึงแยกย้ายไปจัดการเื่ของตน
เสิ่นม่านมองดูไก่บ้านในมือของเหอยวนยางและถาม “ไก่ตัวนี้ไม่เลว ขายอย่างไร?”
เหอยวนยางท่าทางตะลึงเล็กน้อย นางยัดไก่ใส่ในอ้อมอกของเสิ่นม่าน “ท่านช่วยข้าไว้สองครั้ง ข้าไม่รับเงินท่าน ไก่ตัวนี้… ยกให้ท่าน!”
ครั้งที่แล้วในค่ายโจร พี่สาวเทพธิดาคนนี้บอกว่าจะช่วยพวกนางออกมา แล้วก็ช่วยพวกนางออกมาได้จริงๆ
เสิ่นม่านยัดเงินย่อยใส่มือนางสีหน้าจริงจัง “เ้าขายไก่เพื่อหาเงินไม่ใช่หรือ? ข้าไม่ได้ขาดแคลนเงินค่าไก่แค่นี้ เ้าเก็บไว้เถิด!”
พูดจบ นางมองเกวียนวัวของตนที่จอดอยู่ไม่ไกล
“เ้ากลับตามลำพังคงไม่ปลอดภัย หากไม่ถือสาก็ไปเดินจ่ายตลาดกับข้าก่อน ข้าจะไปพบใครบางคน จากนั้นค่อยส่งเ้ากลับ”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อเหอยวนยางอยู่ต่อหน้าพี่สาวที่สีหน้าเ็าแต่จิตใจอบอุ่นคนนี้แล้ว นางรู้สึกอยากร้องไห้
หลังกลับจากค่ายโจรสี่ั บิดาของนางก็ตายไปแล้ว บ้านและที่ดินถูกลุงใหญ่ยึดไปหมด บ้านลุงใหญ่เห็นว่านางขวางหูขวางตา แต่ก็ยังอยากหาเงินค่าสินสอดให้มากหน่อย จึงตั้งใจยกนางให้กับพ่อม่ายเฒ่าอายุสี่สิบกว่าจากกั้นโจว
เหอยวนยางแม้ตายก็ไม่ยอม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ครอบครัวลุงใหญ่เคืองโกรธ ครอบครัวลุงใหญ่บังคับให้นางไปทำไร่ทำนา แล้วยังให้นางบากหน้ามาขายไก่ในตำบล หากไม่ขายจะไม่มีข้าวกิน
เด็กสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมจากบิดา แต่ในระยะเวลาเพียงสิบกว่าวัน กลับได้เรียนรู้จิตใจผู้คนไม่น้อย
เหอยวนยางมองดูหญิงสาวที่อุ้มไก่ข้างหน้าและเดินอย่างผ่าเผยเป็ธรรมชาติอยู่ในกลุ่มคน ใบหน้าเผยความเลื่อมใสออกมา
หากสามารถเป็เหมือนพี่สาวท่านนี้ที่ใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้ จะดีเพียงใดนะ? นางก้มหน้าจัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงและรีบตามไป
เสิ่นม่านซื้ออาหารระหว่างทางและหิ้วไว้ในมือ เมื่อถึงหน้าร้านของตน ถึงกับตาลุกวาว
กระเบื้องสีเขียว เสาสีแดงแวววาว แผ่นหินที่เรียงกันอย่างเป็ระเบียบ กระทั่งประตูก็ใหม่เอี่ยมอ่อง ั้แ่ประตูใหญ่ที่เปิดออกสามารถมองเห็นกำแพงสีขาวด้านในที่ขาวสะอาด
ร้านนี้ใกล้เสร็จแล้วหรือ?
นางตื่นเต้นดีใจรีบก้าวเท้าเข้าไป
เหล่าเกิงกำลังสั่งงานพี่น้องที่กำลังต่อเติม่หลังคา เมื่อเห็นว่าคนเดินเข้ามาเป็สาวงามหมดจดสองคน ก็ถึงกับหน้าแดง
โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ตรงหน้าสุด
มวยผมยกสูงเสียบปิ่นไม้หนึ่งด้ามอย่างไม่ใส่ใจนัก ดวงตาบริสุทธิ์ดั่งสายน้ำ แววตาเปี่ยมเมตตา ท่าทางองอาจมีไหวพริบ ช่างน่าหลงใหล
“แม่นางทั้งสอง พวกเ้ากำลังหาใครหรือ?”
“อะไรกันเหล่าเกิง? ไม่เจอกันเพียงครึ่งเดือน กระทั่งนายจ้างอย่างข้าก็จำไม่ได้แล้วหรือ?”
เสิ่นม่านฉีกยิ้มพร้อมขยิบตา ท่าทางน่ารักสดใส
ดวงตาของเหล่าเกิงแทบถลนออกจากเบ้า เขาใจนคางแทบห้อยลงพื้น นานครึ่งวันกว่าจะหุบปากได้
“ท่านๆๆ ท่านคือเสิ่นม่านเหนียง พี่เสิ่นหรือ?!”
พอสิ้นเสียง พี่น้องทั้งหลายที่กำลังต่อเติมหลังคาเกือบร่วงลงมา
เสิ่นม่านส่งเสียงอืมและเลิกคิ้ว “เรียกพี่ได้อย่างไรกัน ไหนเรียกโฉมงามให้ฟังหน่อย? เป็อย่างไร ข้าสามารถเป็ไซซีเต้าหู้แห่งตำบลซวงเยี่ยนได้หรือยัง?!”
เหล่าเกิงปิดปาก นานค่อนวันกว่าจะทอดถอนใจออกมา “ท่าน… เกิดใหม่เร็วเพียงนี้เชียวหรือ?”
เสิ่นม่าน “…”
แต่ละคน… ล้วนมีปากแต่พูดไม่เป็!
เสิ่นม่านไม่แกล้งเขาต่อ “ล้อเล่นหรอกน่า ก่อนหน้านี้ข้าโดนยาพิษ หลังแก้พิษก็ผอมลงมา พวกเ้าล่ะ? ความคืบหน้าเป็เช่นไรบ้าง?”
เหล่าเกิงมองนางด้วยความเป็ห่วง “โดนยาพิษหรือ? เ้านาย ท่านเป็อะไรมากหรือไม่?”
“ถ้าเป็อะไรแล้วจะมายืนตรงหน้าเ้าได้อย่างไร?”
ก็จริง เหล่าเกิงวางใจไม่น้อย
หลายวันก่อนได้ยินว่าโจรบุกปล้นหมู่บ้านโม๋ผ่าน เขากังวลว่าจะเกิดเื่กับเ้านาย ทว่ายังดี นางไม่เพียงรอดชีวิต แต่กลับมีชีวิตดีกว่าเดิมอีก
นี่เรียกว่ามีโชคในเคราะห์สินะ?
ไม่รู้เพราะเหตุใด เหล่าเกิงอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ตอบอย่างมีความสุข
“ท่านไม่เป็อะไรก็ดี เ้านาย ตอนนี้เรากำลังเก็บกวาดงานอีกเล็กน้อย พอต่อเติมหลังคาเรียบร้อยก็เหลือตัดแผ่นทำเตาอีกไม่กี่อัน ครอบครัวท่านก็สามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย”
โฉนดที่โจวฉี่เซียนมอบให้ค่อนข้างกว้างขวาง มีพื้นที่ราวยี่สิบกว่าไร่ หากสร้างแค่ร้านค้าคงสิ้นเปลืองพื้นที่อันมีค่า
เดิมทีเสินม่านออกแบบไว้ว่าจะทำร้านค้าไว้ตรงด้านหน้าสุด ส่วนตรงกลางทำเป็ครัวกับสวนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เพื่อกั้นพื้นที่ด้านหน้ากับด้านหลัง
ส่วนด้านหลังจะเป็บริเวณเรือนพักอาศัยของครอบครัว แบ่งเป็เรือนหลังเล็กหกเรือน ของตนเองและเด็กๆ
นอกจากเรือนเหล่านี้ เสิ่นม่านยังใช้กำแพงล้อมพื้นที่ที่เหลือไว้เพื่อทำสวนผัก ถึงเวลาหากจะขยายต่อเติมก็เหมาะสมเช่นกัน
นางเดินวนในบ้านรอบหนึ่ง รูปแบบทุกอย่างเป็ที่พอใจ โดยเฉพาะเรือนหลังเล็กทั้งหลาย แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ปลูกดอกไม้ใบหญ้า แต่อนาคตหากประดับตกแต่งสักหน่อย ก็ถือว่าน่าอยู่
เมื่อดูความคืบหน้าเรียบร้อย เสิ่นม่านจ่ายค่าแรงบางส่วนให้เหล่าเกิงและแจกขนมให้ทุกคนเพื่อนำไปกินกับภรรยาและลูกๆ
ส่วนค่าแรงที่เหลือจะจ่ายให้วันจบงาน
เหล่าเกิงกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง เมื่อส่งทั้งสองคนออกจากประตูร้านก็กลับไปทำงานต่อ
เหอยวนยางเดินตามหลังเสิ่นม่านอย่างเชื่องช้า สภาพจิตใจค่อนข้างสับสน
นาง… คือเสิ่นม่านเหนียงหรือ?
นึกถึงสมัยก่อน เพราะเื่ของหนิงโม่ นางจึงเคยปะทะฝีปากกับเสิ่นม่านเหนียงอยู่บ้าง ถึงขั้นเคยไปที่วัดหลังเขาเพื่อสาปแช่งให้นางเป็ม่ายชั่วชีวิต
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ถือสา ทั้งยังช่วยตนจากสถานการณ์ลำบากหลายครั้ง…
หญิงอัปลักษณ์ที่ขึ้นชื่อในหมู่บ้านสมัยก่อน ตอนนี้กลายเป็สาวงามที่สูงส่ง ความแตกต่างนี้ทำให้นางรู้สึกค่อนข้างสับสน…
เหอยวนยางรู้สึกประหม่าจนวางหน้าไม่ถูก
“พี่ม่านเหนียง…”
นางวิ่งเหยาะๆ ตามเสิ่นม่านมา
อีกฝ่ายมองนางและเลิกคิ้ว “มีอะไรหรือ?”
เหอยวนยางหน้าแดงหนักกว่าเดิมและก้มหน้า นางเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณที่ช่วยข้า”
เสิ่นม่านตบบ่าของนางอย่างใจกว้าง “เราต่างก็เป็ผู้หญิง เข้าใจถึงความยากลำบากซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือพึ่งพากันบ้างก็เป็ธรรมดา”
เหอยวนยางยิ่งละอายใจหนักกว่าเดิม ต่อหน้าเสิ่นม่าน นางไม่มีความรู้สึกเหนือกว่าแม้แต่นิดเดียว กลับกันคือยิ่งรู้สึกต่ำต้อยเพราะอดีตของตนเอง
เสิ่นม่านเห็นนางไม่พูดจาและคร้านจะวิเคราะห์ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ จึงเอ่ยถามเื่อื่นขึ้นแทน
“จะว่าไปแล้ว พ่อเ้าจากไป บ้านสกุลเหอของเ้ายังมีญาติให้ไปพึ่งพาหรือไม่? มิเช่นนั้นเ้าเป็เพียงสตรีอ่อนแอตัวคนเดียว หากเจอกับอันตรายคงไม่รู้ต้องทำอย่างไร”
ญาติ? เหอยวนยางนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย
“ยังมีลุงใหญ่ หลังจากพ่อข้าตายไป พวกเขารังแกข้าที่เป็เด็กกำพร้า จึงยึดบ้านกับที่ดินของบ้านข้าไป แล้วยังคิดจะให้ข้าแต่งงานใหม่กับพ่อม่ายเฒ่าที่อยู่เขตกั้นโจว…”
นางชะงักไปเล็กน้อย แล้วเสริมต่อ “ตอนนี้ข้าใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวลุงใหญ่”
เสิ่นม่านเลิกคิ้ว “มีญาติร้ายกาจเช่นนี้ด้วยหรือ?”
-----
