เล่มที่ 4 บทที่ 113 สมุนไพราาหญ้าหมอกดำ
ที่นี่คือพิภพซ่างจง เป็พิภพที่มีแต่พวกปีศาจและอสุรกายพำนักอาศัยอยู่เท่านั้น
โจวเสียวหมานออกเดินทางั้แ่เช้าตรู่ แต่เดิมสำนักเล็กๆอย่างสำนักหลิงติ่งก็ไม่ได้มีสิทธิ์เข้ามาที่พิภพซ่างจงได้ อีกทั้งโจวเสียวหมานเองก็เพิ่งจะบรรลุขั้นจู้จีเท่านั้น ต่อให้อยู่ในสำนักหลิงติ่ง ก็เรียกได้ว่าเป็ศิษย์ที่มีพร์ธรรมดาเท่านั้น บัดนี้กลับมีสิทธิ์เข้ามายังพิภพซ่างจงได้ ก็ล้วนเป็เพราะการช่วยเหลือของศิษย์พี่หญิงกู้นั่นเอง
โจวเสียวหมานรู้อยู่แก่ใจว่าเื่นี้ทำให้ศิษย์พี่หญิงถูกคนนินทาลับหลังไม่น้อย แม้แต่เหล่าผู้าุโเองก็เหมือนจะไม่พอใจนัก แต่ยังดีที่ศิษย์พี่หญิงกู้เป็อัจฉริยะที่ในหนึ่งพันปีจะเจอเพียงหนึ่งคนของสำนักหลิงติ่ง แถมยังเป็ผู้สืบทอดคนถัดไปอีกด้วย นางจึงสามารถช่วยให้เขาเข้ามาที่พิภพซ่างจงนี้ได้
ั้แ่มาถึงพิภพซ่างจง โจวเสียวหมานก็พยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้ศิษย์พี่หญิงจำต้องขายหน้า กระทั่งเขาสามารถยึดครองบริเวณตอนใต้ของทะเลอูไห่ที่เต็มไปด้วยไอิญญามาได้ ด้วยฝีมือในการปลูกพืชพันธุ์อันล้ำเลิศ ทำให้โจวเสียวหมานโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางศิษย์คนอื่นๆในสำนัก แต่ทุกๆปีสำนักหลิงติ่งจะต้องส่งสมุนไพรที่ปลูกได้ทั้งหมดสามส่วนให้สำนักเชียนซานเป็เครื่องบรรณาการเพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครอง จึงทำให้สำนักเล็กๆอย่างหลิงติ่งมีความเป็อยู่ที่ค่อนข้างขัดสนเลยทีเดียว
ทุกเช้าโจวเสียวหมานจะตามเหล่าศิษย์พี่มาเก็บสมุนไพรที่หุบเขาเสินมู่ที่อยู่ไกลออกไปร้อยลี้ เพื่อไม่ให้ศิษย์พี่หญิงกู้ถูกตำหนิ โจวเสียวหมานที่อายุน้อยและขั้นบำเพ็ญต่ำสุดจึงขยันขันแข็งกว่าทุกคน ทุกสิ้นเดือนเขาจึงรอดพ้นจากการถูกนินทาเื่ที่เข้ามาได้เพราะการช่วยเหลือของศิษย์พี่หญิงกู้…
หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน บัดนี้ท้องฟ้าก็เริ่มทอแสง ศิษย์พี่ทุกคนต่างกำลังแยกประเภทสมุนไพรที่เก็บเกี่ยวกลับมา ก่อนจะบรรจุลงในกระถางหลิงติ่งที่เป็อาวุธคู่กายของเหล่าศิษย์สำนักหลิงติ่ง หลังจากบรรจุเรียบร้อยก็มีศิษย์พี่คนหนึ่งเอ่ยเรียกโจวเสียวหมานที่ตั้งหน้าตั้งตาเก็บสมุนไพรอยู่
“พวกท่านกลับกันก่อนเลย หลายวันก่อนตอนที่รดน้ำไม้หลิงมู่อยู่ ข้าเห็นมีนกคาบหญ้าหมอกดำบินมาจากทางเขาหนานซาน ข้าสงสัยว่าที่นั่นจะต้องมีหญ้าหมอกดำแน่ จึงอยากไปดูหน่อย…” โจวเสียวหมานเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้า ใบหน้าที่ขาวนวลก็ขึ้นสีแดงเรื่อ
“ไม่ได้ ตอนนี้มืดแล้ว ที่นั่นมีปีศาจออกอาละวาดบ่อย เ้าไปคนเดียวแบบนี้ หากเกิดอะไรขึ้นมา พวกข้าจะแจ้งกับศิษย์พี่หญิงกู้อย่างไร?” ผู้ที่พูดคือชายหนุ่มที่ดูสุขุม อายุราวยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปีเห็นจะได้
“ศิษย์พี่หวัง ให้ข้าไปเถิด เดือนนี้เก็บเกี่ยวได้ไม่ดี เกรงว่าสิ้นเดือนข้าจะต้องถูกนินทาหาว่าเข้ามาด้วยเส้นสายอีกแน่…”
“เ้าไม่ต้องไปฟังเสียงนกเสียงกาพวกนั้นหรอก พวกนั้นไม่รู้หรอกว่าสองปีนี้ในพิภพซ่างจง เ้าน่ะขยันยิ่งกว่าใคร พวกข้าทุกคนล้วนเห็นกับตา เพราะฉะนั้นใครอยากจะพูดอะไรก็พูดไป เพราะถึงอย่างไรพวกข้าก็ไม่คิดว่าเ้าเป็ตัวถ่วงอยู่ดี…”
“ไปดูแค่แป๊บเดียวเอง ขอร้องล่ะ”
โจวเสียวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอ้อนวอน ทำให้ศิษย์พี่หวังไม่อาจหักหาญน้ำใจลงได้ เขาทำเพียงพยักหน้าอย่างลังเล
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเ้ารออยู่นี่ก่อน ข้าจะไปเรียกทุกคน”
“หา?”
“ที่เขาหนานซานเต็มไปด้วยอันตราย ยิ่งมืดค่ำแล้วด้วย เ้าไปคนเดียวทุกคนคงจะเป็ห่วง ถึงอย่างไรเ้าก็แค่ไปดูครู่เดียว ดังนั้นเรียกทุกคนไปด้วยกันดีกว่า หากมีหญ้าหมอกดำจริงๆ เดือนนี้ทุกคนจะได้ไม่ต้องกังวลเื่ผลเก็บเกี่ยวอีก…”
เมื่อพูดจบ ก็ไม่สนว่าโจวเสียวหมานจะปฏิเสธหรือไม่ ศิษย์พี่หวังก็หมุนตัวเดินไปเรียกเหล่าศิษย์น้องคนอื่น เมื่อทุกคนได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นก็ไม่มีใครปฏิเสธ หลังจากเตรียมตัวชั่วครู่ ทุกคนก็ยกโขยงมุ่งหน้าไปทางเขาหนานซาน ไม่นานก็มาถึงเขาหนานซานที่อยู่ส่วนลึกของหุบเขาเสินมู่ บริเวณเขาหนานซานนั้น มีไอหยินปกคลุมตลอดทั้งปี มีมารปีศาจออกอาละวาดบ่อยครั้ง ทำให้ปกติศิษย์สำนักหลิงติ่งไม่ค่อยอยากจะมาที่แห่งนี้นัก
“ทุกคนเร็วๆเข้า ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว”
ศิษย์พี่หวังถือคบไฟเดินนำหน้า หลังจากที่ะโเร่งทุกคน อยู่ดีๆก็เกิดเสียงกรีดร้องดังขึ้นมา
“ศิษย์พี่ดูนั่น ดูนั่นสิ!”
เ้าของเสียงกรีดร้องก็คือโจวเสียวหมาน บัดนี้แม่นางน้อยกำลังดึงชายเสื้อของผู้เป็ศิษย์พี่ ส่วนมืออีกข้างก็ชี้ไปยังลำธารสายน้อยที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจ้าง เห็นเป็กระแสน้ำในลำธารไหลเอื่อย แสงจันทร์ที่สาดกระทบลงมา ย้อมลำธารสายน้อยจนกลายเป็สีเงิน
และท่ามกลางสีเงินนั้นก็มีเงาดำวาบผ่านไป…
“อะไรน่ะ?” ศิษย์พี่หวังชะงักเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลงออกมา
ศิษย์สำนักหลิงติ่งล้วนเชี่ยวชาญเื่สมุนไพร ศิษย์พี่หวังเองก็ย่อมรู้ว่าหญ้าหมอกดำเติบโตในจุดที่มีไอหยินเข้มข้น พอตกกลางคืนก็จะกลายเป็หมอกดำแพร่กระจายไปตามอากาศ
พอหญ้าหมอกดำเติบโตได้สามร้อยปี ก็จะอาศัยไอหยินในอากาศหลอมรวมจนเกิดกายเนื้อคล้ายมนุษย์ พอดวงตะวันลาลับฟ้าจึงเกิดเป็เงาดำละม้ายคนลอยไปลอยมา จนผู้พบเห็นมักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็ิญญา
ทว่าสิ่งนี้คือาาหญ้าหมอกดำต่างหาก!
“ตามไปเร็ว!” ศิษย์พี่หวังดวงตาเป็ประกาย าาหญ้าหมอกดำที่มีอายุมากกว่าสามร้อยปี ต่อให้เป็แค่ใบ ก็มีค่ากว่าพันหินิญญาเสียอีก สำหรับสำนักเล็กๆอย่างหลิ่งติ่งแล้ว แค่าาหญ้าหมอกดำต้นเดียว ก็เพียงพอให้พวกเขาใช้ได้ทั้งปี
ศิษย์นับสินคนที่อยู่ตรงนี้ ล้วนเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ไม่นานก็ใช้กระถางหลิงติ่งที่เป็อาวุธคู่กายกักขังาาหญ้าหมอกดำเอาไว้ได้ ในขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปจับ ศิษย์พี่หวังก็ะโขึ้นมาทันที
“ระวัง!”
เมื่อสิ้นเสียงศิษย์พี่หวัง ก็ปรากฏเป็ศีรษะขนาดใหญ่โตแสนจะอัปลักษณ์โผล่ขึ้นมาจากลำธารสายน้อย มันกำลังอ้าปากกว้างพุ่งตรงมาทางาาหญ้าหมอกดำ…
“ไสหัวออกไป!” ศิษย์พี่หวังแค่นเสียงเ็า ก่อนจะโคจรพลังใส่กระถางหลิ่งติ่ง พริบตาต่อมากระถางหลิงติ่งก็ชนกระแทกเข้ากับหัวอันใหญ่โตจนเกิดเสียงดังและมีสะเก็ดเปลวไฟกระจายออกมาทันที แม้แต่กระถางหลิงติ่งเองก็กระเด็นออกไปไกลนับร้อยจ้าง…
ขณะเดียวกันหัวั์นั่นก็ถูกกระแทกจนหดกลับไป
ในตอนนี้เองที่ทุกคนเห็นชัดว่าหัวมหึมานั้นคือปีศาจจระเข้ขนาดั์ มันมีลำตัวยาวกว่าสิบจ้าง ขณะที่มันนอนอยู่ ก็กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งของลำธารแล้ว ทั่วทั้งตัวก็มีไอปีศาจที่แฝงไปด้วยความโเี้ปกคลุม ทำให้มารปีศาจตนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้ ศิษย์สำนักหลิงติ่งที่เมื่อครู่กำลังจะเอื้อมมือไปคว้าาาหญ้าหมอกดำ บัดนี้กำลังเหงื่อเย็นไหลโซมกาย หากเมื่อครู่ศิษย์พี่หวังไม่เอ่ยเตือนละก็ เกรงว่าตอนนี้คงกลายเป็อาหารในท้องมันแล้วแน่ๆ…
“ใช้ยาลูกไฟหั่วหยวน!” ศิษย์พี่หวังเพียงแค่ยกมือเท่านั้น ก็สามารถเก็บกระถางหลิงติ่งที่กระเด็นไปไกลกลับมาได้ ก่อนจะวาดมือขึ้น ไม่นานก็เกิดเป็ยาลูกไฟหั่วหยวน…
จากนั้นยาลูกไฟหั่วหยวนก็กลายเป็เปลวไฟสามสายพุ่งกระแทกศีรษะใหญ่โตของปีศาจจระเข้จนเกิดเสียงดัง…
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
