ตู้เจวียนมองดูด้วยสีหน้าสงสัย ที่แท้กล่องในมือสาวใช้คนนี้คือกล่องเครื่องประดับนั่นเอง
“คุณหนู ชิวเยี่ยจากเรือนฮูหยินรองให้นำสิ่งนี้มาให้เ้าค่ะ บอกว่าเป็เครื่องประดับที่ฮูหยินรองมอบให้คุณหนู ให้คุณหนูใส่ไปงานเลี้ยงชมดอกไม้วันพรุ่งนี้เ้าค่ะ” สี่เชวี่ยสดใสร่าเริงเหมือนชื่อของเ้าตัว [1] ปากหวานปานน้ำผึ้ง เป็ที่รักของผู้อื่น เมื่อย้ายมาทำหน้าที่ในเรือนของไป๋เซียงจู๋ก็ประพฤติตนดีตามสมควร ไม่มีข้อบกพร่องใดๆ
ตู้เจวียนได้ยินดังนั้นก็รีบเดินไปรับด้วยความยินดีทันที ฮูหยินรองน่าจะคิดว่าตนเองทำเกินไปจึงอยากส่งของที่สวยกว่ามาให้ใช่หรือไม่
“มีเครื่องประดับอะไรบ้างน่ะ” ตู้เจวียนรับกล่องไม้ที่สี่เชวี่ยส่งมา พอเปิดออกดู ก็พบกับเครื่องประดับเต็มกล่อง
หลังเปิดกล่องแล้ว ตู้เจวียนเลือกปิ่นปักผมอันหนึ่งที่สวยที่สุดในกล่องนั้น “คุณหนูดูสิเ้าคะ ปิ่นอันนี้สวยจริงๆ !”
ไป๋เซียงจู๋มองปิ่นหยกชั้นดีอันนั้น บนเนื้อหยกยังเลี่ยมทองเป็ลวดลายดอกไม้งามประณีตด้วย แล้วจึงเผยรอยยิ้มออกมา
ใบหน้าละเหี่ยใจในตอนแรกของตู้เจวียนเปลี่ยนเป็เบ่งบานทันควัน ราวกับนางได้ถวายของล้ำค่าเลยทีเดียว “คุณหนู ปิ่นนี้งามยิ่งนัก ปักอันนี้ดีไหมเ้าคะ”
“ได้สิ” ไป๋เซียงจู๋พยักหน้าด้วยยิ้มละไม สายตาคล้ายทอดไปทางเงาสีเขียวไวๆ นอกเรือน มุมปากฉีกยิ้มกว้างขึ้นทีละน้อย
----------------------------------------
เรือนตะวันตก
“นางเด็กนั่นถูกใจปิ่นอันนั้นจริงๆ ใช่ไหม” อวี๋ซื่อจ้องมองชิวเยี่ย สาวใช้ในชุดเขียวที่กำลังคุกเข่าอยู่ ถามย้ำอีกครั้งให้แน่ใจ
“จริงแท้แน่นอนเ้าค่ะ บ่าวเห็นคุณหนูใหญ่ถือปิ่นอันนั้นไม่วางเลย และยังพูดด้วยว่าจะปักไปร่วมงานชมดอกไม้ในวันพรุ่งนี้เ้าค่ะ” ชิวเยี่ยพยักหน้าซ้ำๆ และตอบอย่างจริงจัง
เมื่อฟังจนจบ อวี๋ซื่อซ่อนรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าไม่อยู่อีกต่อไป นางหัวเราะเยาะ แววตาเต็มไปด้วยแผนการเ้าเล่ห์
“เท่านี้ก็เรียบร้อย ขอแค่ไป๋เซียงจู๋ยอมปักปิ่นอันนั้นในวันพรุ่งนี้ เมื่อถึงเวลา พระสนมกุ้ยเฟยจะหนุนหลังพวกเราแน่นอน จากนั้นก็กำจัดนางเสีย!” ไป๋ชิงโหรวที่อยู่ข้างๆ ดูตื่นเต้นชอบใจออกนอกหน้า อารมณ์เจ็บแค้นที่คุกรุ่นอยู่ภายใต้ั์ตาวาววับปรากฏออกมา นางจะหาทางเหยียบย่ำศีรษะของไป๋เซียงจู๋อีก และนางก็จะได้โดดเด่นในงานเลี้ยงชมดอกไม้ครั้งนี้
อวี๋ซื่อเห็นท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของบุตรสาวแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ “เ้าต้องรู้จักเก็บอาการบ้าง อย่าปล่อยให้หน้าเ้ามันฟ้องไปเสียทุกเื่ และหัดควบคุมอารมณ์เสียหน่อย อย่าเอะอะมะเทิ่ง”
“ลูกเอะอะที่ใดกัน ทุกครั้งท่านแม่เอาแต่ให้ลูกฟังนี่ฟังนั่น ลูกโดนไป๋เซียงจู๋กลั่นแกล้งเสียจนมุม ลูกเจ็บใจแทบตายแล้วเ้าค่ะ” ไป๋ชิงโหรวเบะปากอย่างดื้อรั้น ตนเป็จุดสนใจประจำตระกูลไป๋มาโดยตลอด เป็บุตรีของสะใภ้เอกผู้ได้รับความรักทั้งหมด แต่บัดนี้กลับพ่ายแพ้ให้นางคนร้ายกาจไป๋เซียงจู๋ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังต้องคุกเข่ายกน้ำชาต่อหน้านางมาแล้ว
เมื่อเห็นใบหน้างามล่มเมืองนั่น นางก็บ้าคลั่งถึงขีดสุดทุกที อยากจะพุ่งเข้าไปฉีกมันเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ข่วนจนลายพร้อย ทำให้ไป๋เซียงจู๋กลายเป็คนอัปลักษณ์ตลอดกาล!
พออวี๋ซื่อเห็นสีหน้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของบุตรสาวตนแล้ว หว่างคิ้วนางยับย่นยิ่งกว่าเดิม ทว่าสุดท้ายก็ตำหนิไม่ลง เอื้อมไปคว้ามือของไป๋ชิงโหรวและดึงมานั่งข้างตน
“แม่ก็ทำเพื่อลูกนะ งานชมดอกไม้หนนี้เหล่าองค์ชายท่านจะมา ลูกต้องคว้าโอกาสให้มั่น นอกจากองค์ชายสามแล้วคนไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ดีที่สุดย่อมเป็รัชทายาท องค์ชายต่างสกุลคนนั้น เฟิ่งเจาเกอ!”
พอไป๋ชิงโหรวนึกถึงใบหน้าอันหล่อเหลาของเหยียนอี้เลี่ย รวมทั้งกลิ่นอายเย็นะเืที่แผ่ซ่านปกคลุมั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้านั่น พวงแก้มนวลก็แดงจัดอย่างควบคุมไม่ได้ ถึงกระนั้นนางก็รู้ดีว่าองค์ชายสามไม่เป็ที่โปรดปราน นางจะไม่เสียความสาวของตนและวางเดิมพันให้กับคนคนนี้อย่างแน่นอน ทว่าคราก่อนแม้ได้เห็นเพียงแวบเดียว หัวใจของนางก็เต้นตึกตักไม่หยุดเสียแล้ว นางโตมาจนขนาดนี้ ยังไม่เคยพบเจอชายรูปงามมีเสน่ห์ปานนั้นมาก่อนเลย
ส่วนเฟิ่งเจาเกอผู้นั้น ั้แ่เล็กจนเติบใหญ่นางเคยได้ยินเพียงคำบอกเล่าเกี่ยวกับเขาเท่านั้น ไม่เคยได้พบตัวจริง แต่นางไม่คิดว่าบุตรบุญธรรมที่ฮองเฮาทรงอุปการะมาอย่างเขาเป็องค์รัชทายาทนั้นมีอะไรดี ในความคิดของนาง ตำแหน่งรัชทายาทที่เขานั่งอยู่นี้น่าจะไม่มั่นคงนัก ฮ่องเต้จะทรงส่งต่อบัลลังก์ให้ลูกเลี้ยงสืบทอดแทนโอรสร่วมสายเืได้อย่างไร
“ลูกทราบเ้าค่ะ ท่านแม่” ไป๋ชิงโหรวพยักหน้ารับพร้อมยิ้มน้อยๆ ความเขินอายอย่างหญิงสาวปรากฏขึ้นจางๆ บนใบหน้าเล็ก
เทียบกับชายที่หัวใจใฝ่หาแล้ว นาง้าตำแหน่งฮองเฮามากกว่า
“แม่เฒ่ากุ้ย ไปหาหลิวซานที่คอกม้า ให้เขาส่งจดหมายฉบับนี้ไปยังตระกูลอวี๋โดยเร็วที่สุด นำชุดนั่นมา” อวี๋ซื่อตรึกตรองสักพัก ในที่สุดก็พูดออกไปดังนั้นอยู่ดี
พออวี๋ซื่อสั่งเช่นนี้ ไป๋ชิงโหรวดีใจทันทีที่ได้ยิน ท่านแม่พูดถึงอะไรกัน ชุดนั่น...
“ท่านแม่...” ไป๋ชิงโหรวเรียกมารดาเสียงด้วยเสียงอ่อนหวานอย่างออดอ้อน ทั่วทั้งใบหน้าขึ้นสีเขินอายของสาวน้อย
อวี๋ซื่อพินิศบุตรสาวของตน แม้ไป๋ชิงโหรวไม่ได้งามจับใจเท่าไป๋เซียงจู๋ แต่อย่างไรเสียก็เป็ลูกสาวของตนเอง นางคิดว่าความงามอันน่าหลงใหลที่มากเกินควรคือหายนะ บางคนละเว้นที่จะสู่ขอสตรีอัปมงคลเช่นนั้นด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นรูปโฉมที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นทุกวันของบุตรสาว อวี๋ซื่อปลาบปลื้มใจไม่น้อยเหมือนกัน ถึงอย่างไรไป๋ชิงโหรวก็ยังมีความสามารถติดตัวบ้าง แม้เทียบเทียมยอดสตรีแห่งเมืองเหลียงผู้เป็เลิศทุกด้านอย่างมู่จื่อรั่วไม่ได้ ทว่าก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร อย่างน้อยพอได้ชุดนี้ช่วยส่งเสริมความงาม บุตรสาวนางคงดึงดูดสายตาของผู้คนได้มากทีเดียว ได้ลงเอยกับชนชั้นสูงสักคนก็ไม่น่าผิดหวังนัก
----------------------------------------
ณ วันงานชมดอกไม้
รถม้าคันหนึ่งจอดเทียบอยู่หน้าประตูจวนไป๋ การตกแต่งของมันหรูหรากว่าปกติมากโข ซึ่งก็เป็ธรรมดาที่ต้องดูดีกว่า เพราะนี่คือการเข้าวังเพื่อร่วมงานชมดอกไม้ที่พระสนมกุ้ยเฟยทรงจัดขึ้นเลยทีเดียว จะเข้าวังหลวงทั้งที ย่อมดูซอมซ่อต่ำต้อยไม่ได้เด็ดขาด
วันนี้ไป๋เซียงจู๋สวมกระโปรงจีบสีฟ้าใส ด้านในคือผ้าฝ้ายโปร่งสีเหลืองอ่อน ด้านนอกทับด้วยเสื้อปักลายห่านป่าล้อหมู่เมฆ ดูเรียบง่ายสง่างาม ส่วนใบหน้านั้นยิ่งเรียบง่ายกว่า เพียงแต้มชาดแดงบางๆ บนริมฝีปากเท่านั้น ถึงแม้จะเติมแต่งน้อยนิดเช่นนี้ ก็ยังมิอาจบดบังความงามเลิศล้ำของนางได้
ผมของนางในตอนนี้เพียงเกล้าขึ้นเป็ทรงมวยเฉียงเดี่ยว ใส่ตุ้มหูระย้าหยกขาวหนึ่งคู่ ศีรษะประดับด้วยปิ่นสวยวิจิตรที่อวี๋ซื่อส่งมาให้
เมื่อยืนเทียบเคียงกับไป๋ชิงโหรวที่ออกมาช้า การแต่งกายของไป๋เซียงจู๋ถือว่าเรียบง่ายเกินไปสักหน่อย
เวลานี้ไป๋ชิงโหรวอยู่ในชุดสีแดงเพลิงดุจดอกไห่ถัง [2] ใบหน้าถูกแต่งอย่างพิถีพิถันจนติดจะดูเกินพอดี ปักปิ่นตุ้งติ้งทองบนมวยผม ข้อมือคล้องสร้อยชะมดเชียง [3] สวมรองเท้าปักดิ้นทอง และตุ้มหูพู่ก็เป็ทองเช่นเดียวกัน ทั้งตัวนางจึงเสมือนนกยูงแสนเย่อหยิ่งที่เปล่งประกายมลังเมลือง
อวี๋ซื่อพยักหน้าน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจเมื่อเห็นบุตรสาวตนเจิดจรัสขนาดนี้ จากนั้นจึงมองไปยังไป๋เซียงจู๋ แววตาแสดงความเกลียดชังออกมาทันที ทว่าหลังเห็นปิ่นนั่นประดับอยู่ที่มวยผมดำขลับของนาง ความตื่นเต้นและรอยยิ้มเยาะเย้ยก็ปรากฏขึ้นมาแทน
“เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ขึ้นรถเถอะ” อวี๋ซื่อแต่งองค์ทรงเครื่องครบครัน นางไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้ในฐานะตัวแทนของจวนไป๋ ต้องแต่งกายงดงามเหมาะสมเหมือนกันเป็ธรรมดา
สำหรับฮูหยินเฒ่าไป๋กับไป๋ซื่อ คนหนึ่งอายุมากแล้ว ไม่อยากเทียวไปเทียวมาให้ทรมานตัวเอง อีกคนหนึ่งเก็บตัวจนเคยชินแล้ว กอปรกับกิตติศัพท์ที่ไม่น่าพิสมัย ย่อมไม่ยินดีที่จะไปร่วมงานเลี้ยงเอิกเกริกประเภทนี้
ไป๋เซียงจู๋พยักหน้ารับ กำลังจะขึ้นรถโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น
“ท่านพี่ ท่านพี่นั่งคันหลังนั่นดีกว่าเ้าค่ะ คันนี้แน่นเกินไปแล้ว” ไป๋ชิงโหรวกลับเพิ่งมาออกปากเอาตอนนี้ด้วยท่าทีเสียดสีซึ่งหน้า
“หากน้องไม่ชอบเบียด รถม้าด้านหลังยกให้เ้านั่งคนเดียวได้นะ” ไป๋เซียงจู๋เสแสร้งไม่เข้าใจและส่งยิ้มอ่อนโยนให้
ดวงหน้าที่แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมบางเบา ั์ตาสีดำสุกสกาว ริมฝีปากแดงยกขึ้นเล็กน้อย แม้เป็เพียงรอยยิ้มละมุนละไมจางๆ ทว่าก็งามล้ำจนทำให้จิตใจหวั่นไหวไม่อยู่กับร่องกับรอยได้อยู่ดี
เชิงอรรถ
[1]คำว่า สี่ ในชื่อของสี่เชวี่ยมาจากคำว่า สี่ชิ่ง (喜庆) ปกติมีความหมายว่า ยินดีปรีดา และใช้เป็คำบรรยายลักษณะคนที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกเบิกบานใจ น่ารักน่าเอ็นดูได้อีกด้วย
[2]สีแดงเพลิงดุจดอกไห่ถัง คือ สีแดงสดอมส้มหรือชมพู สว่างไม่ติดก่ำ
[3]麝香串 สร้อยข้อมือลูกปัดชะมดเชียง คือ สร้อยข้อมือซึ่งร้อยมาจากลูกปัดที่มีส่วนประกอบของชะมดเชียง ซึ่งคือเครื่องหอมชนิดหนึ่งได้จากต่อมใกล้อวัยวะเพศของกวางชะมดตัวผู้ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Musk ในสมัยโบราณ เครื่องประดับชนิดนี้จะสวมใส่ติดข้อมือหรือห้อยติดเสื้อผ้าก็ได้ เนื่องจากได้ทั้งความสวยงามและกลิ่นหอม
