ภายในห้องทำงานของฉัตรภพ เขากำลังตรวจเอกสารต่าง ๆ ก่อนที่เสียงเปิดประตูจะดังขึ้นทำให้ชายกลางคนเงยหน้าขึ้นมอง ปรากฏร่างภรรยาเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
“ได้ข่าวว่าลูกชายคุณก่อเื่อีกแล้วเหรอคะ”
“แล้วทำไม” เขาตอบอย่างไม่สนใจ พร้อมกับตรวจเอกสารต่อ
“ทิณณ์ทำชื่อเสียงบริษัทเราเสียหายมาหลายครั้งแล้วนะคะ ยิ่งครั้งนี้ถ้าปิดข่าวไม่ทัน มีหวังเราหมดความเชื่อถือจากลูกค้าแน่ ๆ ค่ะ”
“ก็ปิดทันไม่ใช่เหรอ” ชายกลางคนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณเข้าข้างลูกเกินไปแล้วนะคะ เทวทิณณ์โตแล้ว เขาควรรู้ ว่าจะต้องวางตัวยังไงไม่ให้กระทบกับบริษัท” ปรางทิพย์เริ่มไม่พอใจเมื่อเห็นท่าทีเรียบเฉยของอีกฝ่าย ก่อนที่ฉัตรภพจะละจากงานตรงหน้า แล้วหันมายังภรรยาของเขา
“อย่าลืมนะ ว่ายังไงซะ บริษัทนี้ก็เกิดขึ้นมาจากความคิดของภรรยาเก่าผม แม้เราจะแยกกันอยู่นานแล้ว แต่ความตั้งใจของเธอก็คือยกบริษัทนี้ให้กับเทวทิณณ์ ไม่ใช่ใครอื่น”
“งั้นเหรอคะ แล้วเมื่อห้าปีก่อน บริษัทขาดทุนเกือบไม่รอด ใครล่ะคะ ที่กอบกู้ขึ้นมาได้ ไม่ใช่ฉันกับบรรพตเหรอคะ ที่วิ่งเต้นหาทางรอดให้บริษัทยืนอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้” ฉัตรภพถอนหายใจ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงมายังภรรยาแล้วดึงมือเธอไปกุมไว้แน่นด้วยความเห็นใจ
“ผมรู้ว่าคุณกับบรรพตสู้เพื่อบริษัทมามาก แต่ขอร้องได้ไหม อย่าหาเื่เทวทิณณ์นักเลย แค่นี้ผมก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว”
“เข้าใจผิดแล้วมั้งคะ ฉันน่ะเหรอที่หาเื่ลูกชายของคุณ เทวทิณณ์ต่างหากที่หาเื่ให้พวกเรา ฉันรู้นะว่ากว่าคุณจะปิดข่าวได้หมดเงินไปมากแค่ไหน คุณยังจะเข้าข้างให้เขาเสียคนอีกงั้นเหรอคะ ทำไมคุณไม่ต่อว่าเขาบ้าง”
“ผมเลี้ยงลูกมา ผมรู้ว่าทิณณ์เป็เด็กยังไง นับจากเด็กจนโต เขาเป็เด็กเรียนเก่ง หัวไว และอยู่ในโอวาทมาตลอด เขาไม่ใช่เด็กเหลือขออย่างที่คุณคิด ระยะเวลาสองปีที่เทวทิณณ์ขอไปใช้ชีวิตของตัวเองโดยที่ผมจะไม่เข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขา นั่นคือข้อตกลงของผมกับลูก”
“แต่ว่า..”
“มีอะไรกันเหรอครับ เสียงดังไปถึงข้างนอก” เสียงของบรรพตแทรกเข้ามาให้ปรางทิพย์เงียบปากลง ก่อนที่ชายหนุ่มจะยกมือไหว้ฉัตรภพพลางเดินเอาเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะด้วยท่าทางสุขุม
“นี่คือรายงานการนำเข้า ใน่ไตรมาสที่ผ่านมาทั้งหมดครับ”
“คุณพ่อกับคุณแม่เถียงกันเื่ของทิณณ์อีกแล้วใช่ไหมครับ ดังออกไปถึงข้างนอกเลย”
“แม่แกมาหาเื่ฉันถึงห้อง พากันออกไปได้ละ ฉันจะทำงาน” ฉัตรภพพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าไหร่ ก่อนที่บรรพตจะหันใบหน้ากลับมายังมารดา แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณ
“แม่ครับ ไปกันเถอะ” ก่อนจะย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าปรางทิพย์ทำท่าจะไม่ยอม ชายหนุ่มตัดสินใจดึงร่างของมารดาออกจากห้องผู้บริหารไป
“แม่ชักจะทนไม่ไหวแล้วนะพต” หญิงกลางคนโวยวายออกมา หลังจากเข้ามาในห้องทำงานของลูกชาย
“ทนไม่ไหว เราก็ต้องทนครับ”
“ทนให้ได้อะไร ตอนนี้ทิณณ์มันใกล้จะเรียนจบแล้ว ถ้ามันเข้ามาทำงานที่นี่ ได้เมื่อไหร่ คุณฉัตรภพก็ต้องเข้าข้างมันอย่างที่เห็น มันทำผิดขนาดนี้ยังไม่ต่อว่าลูกตัวเองสักคำ นี่ถ้ากลับกันเป็พตทำบ้าง แม่ว่าเื่คงไม่เงียบแบบนี้” บรรพตถอนหายใจออกมา แล้วจับมือมารดาไว้แน่น
“แม่ครับ ต่อให้ทิณณ์ออกมา เขาก็ทำอะไรได้ไม่มากหรอก อย่าลืมว่าตอนนี้ หัวหน้าทุกแผนก ไม่ว่าจะบัญชี ประชาสัมพันธ์ ฝ่ายขาย ฝ่ายบุคคล ทุกคนคือคนของผมทั้งนั้น มันไม่ง่ายที่เทวทิณณ์จะชนะใจกลุ่มคนพวกนั้น ผมบอกแล้วไงว่าผมจะเป็ที่หนึ่ง และจะไม่ยอมเป็ที่สองอย่างแน่นอน” สายตามุ่งมั่นของบรรพตทำให้ปรางทิพย์ ค่อย ๆ ลดระดับความโกรธลงมาได้บ้าง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเตือนสติมารดาเป็ครั้งสุดท้าย
“และต่อไปนี้ แม่อย่าไปยุ่งกับข่าวของทิณณ์อีก ไม่ว่าเขาจะทำบริษัทเสียชื่อแค่ไหน ก็ปล่อยเขาไป”
“ก็ฉันหมั่นไส้คุณฉัตรภพนี่นา ลูกชายทำถึงขนาดนี้แล้ว ยังนิ่งเงียบไม่ต่อว่าอะไรสักอย่าง”
“ปล่อยเขาเถอะแม่ อย่าลืมว่าแม่เองก็จดทะเบียนสมรส ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง คุณพ่อจะอยู่เข้าข้างทิณณ์ได้อีกสักเท่าไหร่” สายตาของบรรพตฉายแววบางอย่างออกมา ให้ปรางค์ทิพย์สังเกตความผิดปกตินั้น
“ลูกคิดอะไรอยู่ อย่าคิดอะไรบ้า ๆ เด็ดขาดนะ แม่ไม่ยอม” หญิงกลางคนเอ่ยเตือนเหมือนรู้ความคิดของลูกชาย ก่อนที่ชายหนุ่มจะปล่อยยิ้มกว้างออกมา
“ผมไม่ทำหรอกครับ” เขาตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ
หลังจากหมดเวลาเรียน พิมพ์มาดารอเทวทิณณ์ที่รถตามที่เขาบอกไว้ หญิงสาวยืนรอได้ไม่นานร่างสูงของนคินทร์ก็เดินเข้ามาด้วยพร้อมรอยยิ้ม ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาจำนวนมากที่แอบถ่ายภาพเก็บไว้ ซึ่งนั่นทำให้พิมพ์มาดารู้สึกไม่คุ้นชินเท่าไหร่นัก
“รอนานไหม” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่นานค่ะ”
“ขึ้นรถเถอะ” ว่าแล้วชายหนุ่มก็พาพิมพ์มาดาไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง หญิงสาวเดินตามหลังเขาต้อย ๆ อย่างว่าง่าย ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันมาจับมือเธอ แล้วส่งยิ้มอบอุ่นให้ เวลานี้หัวใจของเขาพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความรักกำลังเบ่งบานอย่างถึงที่สุด จนทำให้อีกฝ่ายต้องหลบสายตาคู่คมนั้น แล้วมองไปทางอื่นเพราะไม่อยากหวั่นไหวไปมากกว่าที่เป็
เทวทิณณ์จูงมือเธอเข้าไปในร้านเสื้อผ้าราคาแพง เขาเลือกเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอสองสามชุด ก่อนจะจูงมือเธอไปยังร้านอาหารราคาแพงที่อยู่ไม่ห่างกันนัก ชายหนุ่มยังจับมือเธอแน่นไม่ยอมปล่อย จนพิมพ์มาดาต้องเอ่ยทัก
“ปล่อยมือพิมพ์ได้แล้วค่ะ ไม่งั้นพิมพ์จะตักอาหารยังไงคะ” เธอชูมือตัวเองที่เขาจับแน่นขึ้นมา ก่อนที่เทวทิณณ์จะรู้ตัว แล้วยอมมือออกโดยไม่พูดอะไรออกมา
ภายในร้านอาหารที่เทวทิณณ์เลือกนั้น พนักงานทยอยนำเมนูที่สั่งมาเสิร์ฟเรื่อย ๆ พร้อมกับลูกค้าในร้านนั้น ส่วนใหญ่มาเป็ครอบครัว ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวค่อย ๆ เปลี่ยนไปจนเทวทิณณ์จับสังเกตได้
