ห้าวันให้หลัง
เฉียวรุ่ยลืมตาขึ้น มองบุรุษที่หลับสนิทอยู่ข้างกาย เขาอิงแอบในอ้อมแขนของอีกฝ่ายอย่างเกียจคร้าน ไม่อยากขยับเท่าไรนัก
“ตื่นแล้วหรือ?” เฉียวรุ่ยตื่นได้ไม่นาน หลิ่วเทียนฉีก็ลืมตาขึ้น
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยย่นจมูก ชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ
คืนเข้าหอเขาถูกทรมานอยู่ห้าวัน ตอนนี้ไม่เพียงปวดเอวกับหลัง กระทั่งในข้อต่อกระดูกยังปวดแปลบๆ อีกด้วย ร่างกายคล้ายไม่ใช่ของตัวเองอย่างสิ้นเชิง ราวกับถูกถอดออกแล้วประกอบขึ้นใหม่
หลิ่วเทียนฉีเห็นท่าทางน้อยใจของคนรัก เขาก้มศีรษะจุมพิตริมฝีปากน้อยอย่างทะนุถนอม
“เ้านอนอีกสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวข้าอาบน้ำให้เอง ใช้พลังทิพย์นวดสักพัก ตื่นขึ้นมาคงสบายตัว!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอายันต์สงบจิตแผ่นหนึ่งแปะไว้บนหน้าผากของเฉียวรุ่ย
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เริ่มง่วงงุนอยากนอนก่อนหลับใหลไปในทันที
.........
หนึ่งวันให้หลัง
สักพักหนึ่ง เฉียวรุ่ยตื่นขึ้นมาด้วยจิตใจสดชื่นแจ่มใส ร่างกายสบายขึ้นมากทีเดียว
“หิวหรือยัง? ข้าเตรียมของที่เ้าชอบไว้!” หลิ่วเทียนฉีที่เฝ้าอยู่ด้านข้างจุมพิตใบหน้าน้อยอย่างรักใคร่ ยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม
“เ้านี่นะ รังแกกันเก่งนัก!” เฉียวรุ่ยลุกขึ้นจากเตียงพลางบ่นอย่างไม่พอใจอยู่บ้าง
“โกรธข้าหรือ?” หลิ่วเทียนฉีโอบเขาไว้ จูบริมฝีปากอย่างเอาใจ
“ไม่ ก็แค่ แค่รับไม่ไหวนิดหน่อย!” เฉียวรุ่ยรู้ว่าเทียนฉีดีใจที่สุด รักเขามากจนลืมตัว ในใจถึงไม่ตำหนิอีกฝ่าย
“แค่คราวนี้นะ ต่อไปห้ามทำอีก!” อันที่จริง การแต่งงานไม่เพียงมีความหมายเป็อย่างมากสำหรับเฉียวรุ่ยผู้เดียว สำหรับหลิ่วเทียนฉีเองก็เหมือนกัน เมื่อคิดว่าพระเอกไร้หนทางแย่งชิงเสี่ยวรุ่ยของตนไปแล้ว มันยากที่จะเลี่ยงความได้ใจของเขาจนลืมตัว เผลอทำตามใจเกินไปหน่อย!
หลิ่วเทียนฉีเอาโต๊ะเตี้ยออกมาวางของอร่อยไว้เต็มโต๊ะอย่างเอาใจ
เฉียวรุ่ยเห็นบนโต๊ะล้วนเป็ของที่ตนชอบจึงกะพริบตาปริบ มุมปากยกโค้งอย่างมีความสุข
“อภัยให้ข้านะ!” เสียงที่ประชิดอยู่ข้างหูช่างทุ้มต่ำ อ่อนโยนและแ่เบา
ได้ยินคำนี้ เฉียวรุ่ยมองคนรักข้างกาย พอเห็นสีหน้าสำนึกผิดถึงยื่นมือไปลูบใบหน้าอีกฝ่าย
“ข้า ข้าไม่ได้โกรธเ้า แค่เหนื่อยมากเท่านั้น!”
“ขอโทษนะ เป็ข้าเองที่้าเ้ามากเกินไป!” หลิ่วเทียนฉีโอบไหล่ รีบเอ่ยขอโทษต่อ
“ข้า ข้ารู้ว่าเ้าเหมือนกับข้า ล้วน ล้วนมีความสุขมาก!” อันที่จริง คนรักคึกคักผิดแผกจากก่อนหน้านี้ เฉียวรุ่ยเข้าใจดี เพราะพวกเขาแต่งงานกันแล้ว ในที่สุดได้กลายเป็คู่ชีวิตกัน หลิ่วเทียนฉีถึงดีอกดีใจ ตื่นเต้นหนักเช่นเดียวกับตน
“ฮ่าๆๆ เสี่ยวรุ่ยช่างเข้าใจข้าดีที่สุด!” หลิ่วเทียนฉีถือข้าวต้มขึ้นมาป้อนคนในอ้อมกอดด้วยความใส่ใจ
เฉียวรุ่ยกินอาหารที่คนรักป้อนพร้อมยอมรับคำขอโทษ ั้แ่ลุกจากเตียง มุมปากเขาประดับรอยยิ้มอยู่เสมอ
ป้อนอาหาร ช่วยคนรักล้างหน้าหวีผม ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเอาใจใส่ หลิ่วเทียนฉีปรนนิบัติอย่างเหมาะสมด้วยความอ่อนโยน ั้แ่เริ่มจนจบ มุมปากเขาก็ประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเช่นเดียวกัน
หลิ่วเทียนฉีสวมเสื้อผ้าให้คนรักเสร็จก็อุ้มพาไปในลาน โอบคนรักอยู่ตลอดตอนนั่งบนเก้าอี้นอนรับลม
“วันลางานแต่งของพวกเราคือสิบวัน ตอนนี้ยังเหลืออีกห้าวัน คลอเคลียกันอย่างนี้อยู่ที่บ้านก็ดีนะ” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางก้มจูบหน้าผากคนรัก
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยรับคำเบาๆ เป็ฝ่ายแนบชิดกายเข้ามาในอ้อมแขน
“มีเื่อะไรอยากทำหรือสถานที่ไหนอยากไปไหม? พวกเราทำได้หมดในห้าวันนี้!” หลิ่วเทียนฉีโอบเอวเฉียวรุ่ย อิงแอบข้างกายอีกฝ่ายก่อนพูดเสียงเบา
“ข้า ข้าอยากไปสุสานของพ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรม บอกพวกเขาว่าข้าแต่งงานแล้ว แต่ แต่หนทางไกลเกินไป เวลาห้าวันคงไม่พอกระมัง?” พูดจบ เฉียวรุ่ยขมวดคิ้ว
“ท่านพ่อมีพญาวิหคทองขั้นสี่ตัวหนึ่ง บินรวดเร็วนัก พวกเรานั่งพญาวิหคทองกัน เช่นนั้นห้าวันห้าคืนคงเพียงพอให้พวกเราเดินทางไปกลับรอบหนึ่ง”
“นี่?” ได้ยินเื่นี้ ดวงตาเฉียวรุ่ยพลันเป็ประกาย
“พวกเราเตรียมตัวก่อนสักหน่อย ซื้อก้อนทอง เงินกระดาษและธูปเทียนเล็กน้อย กลางคืนข้าจะไปยืมพญาวิหคทองจากท่านพ่อ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางดีไหม?” หลิ่วเทียนฉีถามความเห็นอย่างเรียบเรื่อย
“เทียนฉี เ้านี่ดีจริง มีเื่อันใด เ้าช่วยข้าคิดได้ถี่ถ้วนตลอด!” เฉียวรุ่ยมองคนรักอย่างซาบซึ้งพลางเอ่ยด้วยความตื้นตัน
“ข้าเป็คู่ชีวิตของเ้า ต้องครุ่นคิดเพื่อเ้าสิ อีกอย่าง การแต่งงานถือเป็เื่สำคัญ ย่อมต้องบอกพ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมของเ้าอยู่แล้ว จะไม่ไปคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองได้อย่างไรเล่า?” หลิ่วเทียนฉีพูดเหมือนเป็เื่สมควร
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าหลายหน “ใช่แล้ว ข้า ข้าอยากให้พวกเขาได้พบเ้า ได้เห็นว่าคู่ชีวิตของข้าหน้าตาเป็อย่างไร”
“ฮ่าๆๆๆ...”
.........
เวลาอาหารเย็น
หลิ่วเหอเห็นบุตรชายกับลูกสะใภ้เดินออกจากเรือนมารับประทานอาหารเย็นกับตนก็ดีใจเป็อย่างยิ่ง
“เสี่ยวรุ่ย เ้ากินมากสักหน่อย บำรุงร่างกายให้ดีเข้า!” ทั้งสองคนเป็คู่ข้าวใหม่ปลามัน หลิ่วเหอจึงให้ห้องครัวตุ๋นอาหารบำรุงให้เด็กทั้งสองไม่น้อย
เห็นน้ำแกงบำรุงกับของบำรุงกองพะเนินอยู่ข้างมือ ใบหน้าเฉียวรุ่ยเขินจนแดงก่ำ “ขอบ ขอบคุณท่านพ่อ!”
“ล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจหรอก!”
“รสชาติไม่เลวเลย รีบกินเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีชิมเองคำหนึ่ง ยิ้มเล็กน้อยก่อนส่งของบำรุงให้คนรัก
“อา!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ก้มหน้าเริ่มกิน
หลิ่วเทียนฉีเอาชามอีกใบมาเริ่มกินบ้าง อย่างไรบุรุษก็ต้องให้ความสำคัญกับการบำรุงร่างกาย ไม่เช่นนั้นอาจถูกเฉียวรุ่ยรังเกียจเอา
“ท่านพ่อ วันพรุ่งนี้ลูกอยากกลับไปเมืองฝูเฉิงสักครั้ง ไปคารวะสุสานท่านแม่กับพ่อแม่บุญธรรมของเสี่ยวรุ่ยน่ะขอรับ ข้าอยากบอกข่าวดีเื่การแต่งงานของของพวกเราแก่ผู้าุโทั้งสาม!” หลิ่วเทียนฉีอาศัยเวลาอาหารเย็นเอ่ยเื่นี้ขึ้นมา
ได้ยินคำพูดของบุตรชาย หลิ่วเหอพยักหน้าหลายที “อืม ลูกมีใจกตัญญูเช่นนี้ ช่างหายากนัก!”
“นายน้อย เมืองฝูเฉิงกับนครเซิ่งตูระยะทางไกลกันอยู่มากนัก ต่อให้ท่านกับนายหญิงน้อยขี่สัตว์อสูรขั้นสามไป ไปกลับรอบหนึ่งอย่างเร็วที่สุดก็สิบสามวันนะขอรับ! วันหยุดของพวกท่านเหลือแค่ห้าวันมิใช่หรือขอรับ!” หลิ่วถงมองหลิ่วเทียนฉีพลางเตือนอย่างจริงจัง
“นี่...” หลิ่วเทียนฉีได้ยินอย่างนั้นจึงขมวดคิ้ว
“ไม่มีปัญหา ในเมื่อจะกลับฝูเฉิง ถ้าเช่นนั้นพ่อจะกลับไปเป็เพื่อนเ้า พวกเราขี่พญาวิหคทองไป ไปกลับครั้งหนึ่ง ห้าวันก็เพียงพอ!” หลิ่วเหอเห็นบุตรชายมีสีหน้าลำบากใจก็ระบายยิ้มก่อนบอก
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ รีบขอบคุณ
“ล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดคำเหล่านี้หรอก! กินข้าวกันต่อเถอะ!” หลิ่วเหอโบกมือตอบกลับ
“ขอรับ!”
.........
เช้าตรู่ วันรุ่งขึ้น
เฉียวรุ่ยเบิกสองตาโต มองเห็นพญาวิหคทองสูงถึงห้าเมตร บนแผ่นหลังแบกบ้านเล็กหลังหนึ่งไว้ เขาอดกัดลิ้นไม่ได้ ในใจคิด ‘นกตัวนี้ใหญ่จริงเชียว’
“เทียนฉี เฉียวรุ่ย พวกเราไปกันเถอะ!” หลิ่วเหอมองทั้งสองคนทีหนึ่ง ก้าวเข้าไปในบ้านหลังน้อยบนหลังพญาวิหคทองเป็คนแรก
หลิ่วเทียนฉีจูงมือเฉียวรุ่ยพาเดินเข้าบ้านหลังน้อยไปด้วยกัน
พญาวิหคทองสยายปีกยาวสามเมตรกว่า บินขึ้นท้องฟ้าสูงไปยังทิศทางของเมืองฝูเฉิง
“ท่านพ่อ พญาวิหคทองบินเร็วนักเชียว อีกไม่นาน พวกเราก็ถึงเมืองฝูเฉิงได้ใช่ไหมขอรับ?” เฉียวรุ่ยนั่งอยู่ในบ้านน้อย คิดว่าความเร็วของพญาวิหคทองช่างน่าตะลึงเป็อย่างยิ่ง
“อืม หนึ่งวันหนึ่งคืนไปถึงเมืองฝูเฉิงได้ พวกเ้าไม่ต้องกังวลเื่เวลาหรอก”
“อ้อ!” พวกเขาได้ยินเช่นนี้จึงมั่นใจขึ้น
“อยู่ที่นี่ พวกเ้าสงบใจฝึกฝนได้ พญาวิหคทองติดตามข้ามาหลายปี มันจำแนกทิศทางหาเมืองฝูเฉิงได้อยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลว่ามันจะหลงทางหรอก”
“ขอรับ!” ทั้งสองคนพยักหน้าเข้าใจ
“ตื่นมาแต่เช้า มานอนบนตัวข้าสักหน่อยไหม!” หลิ่วเทียนฉีแตะคนรักข้างกาย ทำท่าจะให้อีกฝ่ายพักผ่อนสักพัก
“ไม่ ไม่ต้องหรอก!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะปฏิเสธ
“พักผ่อนสักหน่อยเถอะ หนึ่งวันหนึ่งคืนเชียวนะ? เ้าจะไม่นอนทั้งวันเลยหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักพลางบอกอย่างอ่อนใจ
เฉียวรุ่ยได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้า “อืม ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นก็ได้!”
เฉียวรุ่ยเอนศีรษะพิงหัวไหล่ของเขาแล้วหลับตา คิดว่าตนคงนอนไม่หลับ แต่ผ่านไปสักครู่หนึ่งกลับหลับไปจริง
อยู่ในบ้านน้อยบนหลังพญาวิหคทองหนึ่งวันหนึ่งคืน ทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงเมืองฝูเฉิง
เฉียวรุ่ย หลิ่วเทียนฉีและหลิ่วเหอไปคารวะสุสานมารดาของหลิ่วเทียนฉีด้วยกันก่อน หลังจากนั้น เขาถึงพาเฉียวรุ่ยกลับไปหมู่บ้านเถาหยวน คารวะสุสานพ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรม ส่วนหลิ่วเหอไปตระกูลหลิ่ว บอกว่า้าไปเยี่ยนท่ามปู่ของเขาสักหน่อย
หลิ่วเทียนฉีขี่กระบี่อาคม ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเดินทางมาถึงหมู่บ้านเถาหยวนพร้อมกับเฉียวรุ่ย
เฉียวรุ่ยจูงมือเขา พามาถึงหน้าสุสานของสามีภรรยาแซ่เฉียว
“พ่อ แม่ รุ่ยเอ๋อร์กลับมาหาพวกท่านแล้ว นี่คือคู่ชีวิตของข้า เขาชื่อหลิ่วเทียนฉี เขาดีกับรุ่ยเอ๋อร์มาก พวกเรา พวกเราแต่งงานกันแล้วนะ!” เฉียวรุ่ยคุกเข่าหน้าสุสานของพ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรม พร่ำบอกไปพลางวางของเซ่นไหว้กับจุดธูปเทียนหน้าสุสาน
หลิ่วเทียนฉีเอาเงินกระดาษออกมาคุกเข่าลงบ้าง เผากระดาษไปพลาง เอ่ยกับป้ายสุสานของสามีภรรยาแซ่เฉียวไปพลาง “พ่อตาแม่ยาย ข้าจะดูแลเสี่ยวรุ่ยอย่างดี พวกท่านโปรดวางใจ!”
“อืม พ่อ แม่ พวกท่าน พวกท่านเฝ้าดูอยู่ในปรโลก ต้องคุ้มครองพวกเรานะ คุ้มครองข้ากับเทียนฉีให้มีความสุข อยู่ด้วยกันตลอดไป!” เฉียวรุ่ยมองป้ายสุสานของทั้งสองคน กล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
“พ่อตา แม่ยาย ได้โปรด ปกป้องเสียวรุ่ยให้ทั้งชีวิตสงบสุขปลอดภัยด้วยเถิด!” โปรดคุ้มครองเขาไม่ให้ถูกพระเอกรังแก ไม่ต้องตายอย่างอนาถในมือนางเอกทั้งห้าคนตลอดกาล
หลิ่วเทียนฉีมองป้ายสุสานของสามีภรรยาแซ่เฉียวพลางเอ่ยในใจเงียบๆ
หลังเซ่นไหว้เสร็จ เฉียวรุ่ยขุดใต้ป้ายสุสานอยู่พักใหญ่ เขาขุดเอาห่อผ้าน้อยสีแดงห่อหนึ่งขึ้นมา เปิดห่อผ้าออก หยิบแหวนวงหนึ่งในนั้น
“พ่อ แม่ พวกท่านเคยบอกว่าสิ่งนี้เก็บไว้ให้ข้าใช้สู่ขอภรรยา ตอนนี้ข้า ข้าแต่งงานแล้ว ดังนั้น ข้าขอรับแหวนไปล่ะนะ” เฉียวรุ่ยพูดพลางจับมือหลิ่วเทียนฉีขึ้นมา สวมแหวนบนนิ้วมืออีกฝ่ายทันที
“นี่...” หลิ่วเทียนฉีก้มหน้า มองแหวนฝังอัญมณีสีน้ำเงินบนนิ้วมือ ตะลึงอยู่เล็กน้อย
“ตอนพ่อข้าเก็บข้ามา มีสิ่งนี้ร้อยเชือกแดงสวมไว้ที่คอของข้า พ่อบอกว่าสิ่งนี้มีค่ามากนัก ให้ข้าเก็บไว้แต่งภรรยาน่ะ!” เฉียวรุ่ยมองหลิ่วเทียนฉี อธิบายอย่างตั้งใจ
“นี่ นี่เป็ของบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเ้าหรือ?”
“อืม! ของสิ่งเดียวที่พวกเขาให้ข้าไว้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ายืนยัน
“ถ้า ถ้าอย่างนั้นเ้าจะให้ข้าได้อย่างไรเล่า?” ของสำคัญเช่นนี้ จะมอบให้ผู้อื่นตามใจได้อย่างไรกัน?
“พวกเราแต่งงานกันแล้ว เ้ากับท่านพ่อมอบของมากมายให้ข้า ข้า ข้าไม่มีของขวัญอันใดให้เ้าเลย สิ่งนี้ แหวนวงนี้พิเศษมากนัก คิดเสียว่า คิดเสียว่าเป็ของขวัญแต่งงานที่ข้ามอบให้เ้าได้หรือไม่?”
“เสี่ยวรุ่ย!” หลิ่วเทียนฉีขมวดคิ้ว มองอีกฝ่ายพลางถอนหายใจแ่เบา
“รับไว้เถอะ รับไว้เถอะนะ เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยมองคนรักด้วยใบหน้าจริงจัง ไม่อยากให้อีกฝ่ายปฏิเสธของขวัญของตน
“ได้ ก็ได้!” ในเมื่อเป็ของที่คนรักมอบให้ หลิ่วเทียนฉีคิดครู่หนึ่งถึงไม่ปฏิเสธ
ในนิยายต้นฉบับไม่เคยกล่าวถึงแหวนวงนี้ และยังไม่เอ่ยถึงบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเฉียวรุ่ย จนกระทั่ง เฉียวรุ่ยตายก็ยังตามหาบิดามารดาผู้ให้กำเนิดไม่พบ หากเป็ไปได้ หลิ่วเทียนฉีอยากช่วยคนรักตามหายิ่งนัก แต่เมื่อคิดขึ้นได้ว่าสามีภรรยาคู่นั้นถึงกับทอดทิ้งเสี่ยวรุ่ย ในใจเขานึกรังเกียจอยู่บ้าง คนที่ไม่รู้จักรักเสี่ยวรุ่ยที่ดีเช่นนี้ ตามหาพบหรือไม่ก็ไม่มีความหมายอะไรหรอก!
