"ที่ผานสุ่ยไม่มีใครทำเครื่องแก้วเป็ จ้าวเซิงส่งคนออกไปหาในสองสามเมืองใกล้เคียงแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่วันคงจะมีข่าว" ฟู่ถิงเย่กล่าวพลางนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้ "แล้วก็เื่เกลือทะเลกับเกลือสินเธาว์ที่เ้าพูดถึงเมื่อคราวก่อน คลังวัสดุรวบรวมมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว หาก้าใช้เมื่อใด ข้าจะให้คนเอาไปส่งที่ค่ายอาวุธไฟ"
ส่วนประกอบทางเคมีของเกลือคือโซเดียมคลอไรด์ หวาชิงเสวี่ยตั้งใจจะนำไปใส่ในชนวนของะเิ เพื่อใช้เป็สารช่วยในการเผาไหม้
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้พูดถึงเื่เหล่านี้ก็มีความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง ดวงตาคู่นั้นเป็ประกายแวววาวมองไปยังฟู่ถิงเย่ แล้วกล่าวว่า "เื่การทำให้บริสุทธิ์นั้นจะทำได้เมื่อเครื่องกลั่นเสร็จแล้ว ต่อจากนั้นค่อยเริ่มทำทีละขั้น เราสามารถอาศัยระดับความบริสุทธิ์เท่าที่มีอยู่ตอนนี้ทำะเิอสนีบาตออกมาชุดหนึ่งก่อน เพียงแค่ใช้ควบคู่ไปกับเครื่องยิงหิน ก็จะสามารถยิงะเิอสนีบาตออกไปได้หลายร้อยเมตร สร้างแรงะเิเป็บริเวณกว้าง ต้องข่มขวัญทัพม้าเหล็กของต้าเหลียวได้อย่างแน่นอน"
ดวงตากลมโตของนางเป็ประกาย ฉับพลันก็หมุนตัวเตรียมออกไปข้างนอก "เมื่อวานข้าเพิ่งวาดภาพร่างเครื่องยิงหินแบบปรับปรุงเสร็จ ท่านจะนำกลับไปที่ค่าย ให้ช่างฝีมือในกรมสรรพาวุธทำขึ้นมาก่อนได้เลย..."
ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกฟู่ถิงเย่คว้าข้อมือเอาไว้
"ข้าไปเอาเอง" ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว สายตาของเขาไล่ไปตามแขนขาวเนียนที่เปลือยเปล่าและลำคอขาวผ่องของนาง ใบหน้าแสดงความดุดัน "เ้าเอาวางไว้ที่ใด?"
หวาชิงเสวี่ยรู้ว่าฟู่ถิงเย่ยังไม่พอใจเื่การแต่งกายของนาง นางจึงไม่ได้โต้เถียงอะไรกับเขา เพียงบอกว่า "ห้องที่ข้าเก็บสบู่นั่นแหละ"
นางยิ้มแล้วยัดเปลือกแตงที่กินเหลือให้ฟู่ถิงเย่ "ระหว่างทางก็เอาไปทิ้งข้างนอกด้วยนะเ้าคะ ไม่เช่นนั้นแมลงวันจะตอมเอา"
เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ผู้สง่างาม กลับถูกนางใช้เหมือนคนรับใช้ไร้ศักดิ์ศรี แต่ฟู่ถิงเย่กลับปฏิเสธไม่ได้
เขาไม่มีทางอนุญาตให้หวาชิงเสวี่ยแต่งกายเช่นนี้ออกไปข้างนอกเด็ดขาด! แม้แต่ในลานก็ไม่ได้!
ฟู่ถิงเย่กลับมาอีกครั้งพร้อมกับกระดาษปึกหนึ่ง และห่อผ้าเล็กๆ ที่ดูมีน้ำหนักพอสมควร
ห่อผ้านั้นมีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผูกปมแบบคล้องสองวงเอาไว้ เพียงััก็รู้ว่าด้านในเป็กล่องไม้ เห็นได้ชัดว่าหวาชิงเสวี่ยห่อเอาไว้เพื่อเตรียมนำไปมอบให้คนอื่น
"เ้าจะเอาสิ่งนี้ไปให้ผู้ใด?" ฟู่ถิงเย่ถามด้วยความสงสัย
หลี่จิ่งหนานก็ออกไปแล้ว ในเมืองผานสุ่ยแห่งนี้หวาชิงเสวี่ยยังสนิทสนมกับผู้ใดได้อีก? เขาสนใจเื่นี้ยิ่งนัก
"มันคือสบู่ที่ข้าทำเอง ตอนแรกตั้งใจจะนำไปให้ร้านเฉินจี้ดูว่าเ้าของร้านสนใจจะรับซื้อหรือไม่ แต่เพราะอากาศร้อนเกินไป ข้าก็เลยเผลอหลับไปเ้าค่ะ" หวาชิงเสวี่ยตอบพลางก้มหน้าลง
นางตั้งใจพลิกดูเอกสารปึกนั้น แล้วดึงแผนภาพเครื่องยิงหินและแผนภาพรายละเอียดของชิ้นส่วนต่างๆ ออกมา
"ท่านแม่ทัพนำสิ่งเหล่านี้ไปให้เหลียงเหวินเฉิง เขาดูภาพแล้วก็จะรู้เองว่าจะต้องทำอย่างไร"
หลังจากที่เหลียงเหวินเฉิงและหวาชิงเสวี่ยร่วมแรงกันทำคันธนูแบบผสมขึ้นมา เหลียงเหวินเฉิงก็กลายเป็มือขวาของกรมสรรพาวุธไปโดยปริยาย
ฟู่ถิงเย่รับภาพร่างมาแล้ว เขายังกังวลเื่ที่หวาชิงเสวี่ยจะไปติดต่อค้าขายกับพ่อค้ารายย่อย จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า "เื่พวกนี้ฝากให้จ้าวเซิงไปจัดการเถอะ เ้าเป็สตรีไปมาหาสู่กับบุรุษเ่าั้จะดูไม่ดี"
ในน้ำเสียงนั้นมีความไม่เห็นด้วยเล็กน้อย และยังมีความเอาแต่ใจปนอยู่ด้วย
หวาชิงเสวี่ยเองก็ไม่ได้โกรธเคือง เพราะนางชินชากับเื่นี้แล้ว
ตอนที่นางปรับปรุงอาวุธในค่ายทหารร่วมกับเหลียงเหวินเฉิงและคนอื่นๆ ก็คลุกคลีอยู่ในหมู่บุรุษทุกวัน ยังไม่เห็นฟู่ถิงเย่จะว่าอะไร แต่อยู่นอกสายตาของฟู่ถิงเย่ทีไร เขาก็จะอ่อนไหวไปต่างๆ นานา ไม่พอใจไปเสียทุกเื่ ราวกับว่าหากเผลอเพียงนิดเดียวก็จะนอกใจเขาไปเสียอย่างนั้น
หวาชิงเสวี่ยเหลือบสายตามองเขา "หากข้าให้พ่อบ้านจ้าวไปจัดการ เช่นนั้นเงินที่ได้มาจะนับเป็ของเขาหรือของข้ากันเล่า?"
ฟู่ถิงเย่พอจะเข้าใจแล้ว ในดวงตาของเขามีรอยยิ้ม "ต้องนับเป็ของเ้าสิ หากเ้าคิดว่าเขามีส่วนช่วย เ้าจะแบ่งผลประโยชน์ให้เขาสักเล็กน้อยก็ไม่ผิดอะไร"
หวาชิงเสวี่ยยกมุมปากขึ้น "เช่นนั้นก็ดีเลย หากได้เงินก็แบ่งให้เขาสักสองส่วน หากไม่ได้เงินก็ถือเสียว่าเขาซวยไปเหนื่อยเปล่าๆ"
ฟู่ถิงเย่ส่ายหน้า "หากเขาทำเงินให้ไม่ได้ งานพ่อบ้านนี้ก็ไม่ต้องทำแล้ว"
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะคิกคัก
นางดีใจแทบตายที่มีคนมาช่วยตนทำเื่เหล่านี้
ฟู่ถิงเย่รีบเรียกจ้าวเซิงเข้ามา แล้วสั่งให้จ้าวเซิงขนสบู่ทำมือที่หวาชิงเสวี่ยเก็บเอาไว้เต็มห้องไปให้หมด! หวาชิงเสวี่ยแนบกระดาษอีกแผ่นหนึ่งไปด้วย อธิบายสรรพคุณของสบู่แต่ละชนิดไว้อย่างละเอียด
สบู่น้ำมันหมูสีขาวนวล ทำความสะอาด บำรุงผิวนิ่มลื่น
สบู่น้ำมันงาสีน้ำตาลเข้ม กักเก็บความชุ่มชื้น ปกป้องผิว
สบู่น้ำผึ้งสีทองอ่อนคล้ายสีน้ำผึ้ง ลดการอักเสบและอาการคัน ฆ่าเชื้อโรค
นางยังนำลิปบาล์มที่ทำเอาไว้ไม่นานนี้ออกมาด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะขายลิปบาล์ม ควรจะรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่อากาศแห้งเสียก่อน
เมื่อมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับจ้าวเซิงไปแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกสบายตัวขึ้นทันที!
ในที่สุดก็ไม่ต้องกังวลเื่ช่องทางจัดจำหน่ายแล้ว!
ดูเหมือนว่านางจะเหมาะกับการเก็บตัวอยู่ในห้องเพื่อคิดค้นสิ่งประดิษฐ์จริงๆ!
...
หลังจากผ่านไปหลายวัน ในที่สุดก็มีข่าวคราวของช่างทำแก้วที่หวาชิงเสวี่ยเฝ้ารอมาตลอด ได้ยินว่าทางทิศตะวันออกของแม่น้ำสั่ว มีเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เปิดโรงงานทำแก้วมาหลายชั่วอายุคน โรงงานแห่งนั้นรับทำเครื่องประดับและของตกแต่งจากแก้วให้แก่เหล่าขุนนางผู้มั่งคั่ง
เนื่องจากเป็การให้บริการเฉพาะกับคนรวย ช่างฝีมือในโรงงานทำแก้วจึงเป็บุคคลทรงคุณค่ามาก แต่เมื่อฟู่ถิงเย่ออกคำสั่งแล้ว ไม่ว่าคนเ่าั้จะสูงส่งล้ำค่ามากมายเพียงใดก็ต้องยอมมารับใช้แต่โดยดี
ใน่หลายวันที่ช่างทำแก้วยังมาไม่ถึง หวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ
นางนำช่างฝีมือหลายคนมาทำน้ำแข็งด้วยดินประสิว ทำน้ำแข็งออกมาก้อนแล้วก้อนเล่าในฤดูร้อนที่ร้อนที่สุด สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนเป็อย่างมาก!
ช่างฝีมือที่เรียนรู้การทำน้ำแข็งกับนางต่างพากันร้องว่านี่คือฝีมืออันน่าทึ่ง! โบราณว่ามีเซียนเสกหินให้เป็ทอง หวาชิงเสวี่ยก็เสกน้ำให้เป็น้ำแข็งได้!
แต่เนื่องจากปริมาณน้ำแข็งที่ผลิตจากดินประสิวมีจำกัด และไม่สามารถทำน้ำแข็งให้เพียงพอสำหรับกองทัพที่มีทหารนับแสนได้ หวาชิงเสวี่ยจึงปรึกษากับฟู่ถิงเย่เพื่อนำน้ำแข็งไปมอบให้กับค่ายทหาราเ็ก่อน
ในค่ายทหาราเ็ล้วนมีแต่ผู้ป่วย นอกเหนือจากาแตามร่างกาย พวกเขายังต้องทนร้อนอบอ้าวอีกด้วย เหล่าหมอประจำค่ายต่างก็วุ่นวายกับการรักษาในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเช่นนี้
เมื่อหวาชิงเสวี่ยส่งน้ำแข็งมาให้ ชื่อเสียงของนางในกองทัพก็เพิ่มสูงขึ้นในทันที!
ในสนามรบดาบและกระบี่ไม่มีตา ทุกคนมีโอกาสได้รับาเ็ ค่ายทหาราเ็คือสถานที่ที่เหล่าทหารมักจะมาเยี่ยมเยียน เมื่อทุกคนรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยเป็ผู้ส่งน้ำแข็งให้ค่ายทหาราเ็โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ไม่ว่าทหารเ่าั้จะเคยเจอหวาชิงเสวี่ยหรือไม่ ก็พากันคิดว่านางเป็เหมือนพระโพธิสัตว์ตัวเป็ๆ!
ข่าวลือภายนอกเกี่ยวกับหวาชิงเสวี่ยยิ่งถูกพูดต่อกันไปเรื่อยๆ จนเกินจริง
บางคนบอกว่านางสามารถขออสนีบาตจาก์ บางคนก็บอกว่านางสามารถเสกน้ำแข็งและหิมะได้ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า นางก็คือเทพเซียน!
ฉินเหลาอู่ได้ยินข่าวลือ ก็พูดล้อเล่นกับแม่ทัพคนอื่นๆ ว่า "คนหนึ่งเป็พญายมคร่าเอาชีวิตคน อีกคนเป็เทพเซียนผู้ช่วยชีวิต ช่างเหมาะสมกันจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า..."
ผู้บัญชาการทัพคนอื่นๆ ต่างก็ส่งสายตาเป็สัญญาณให้เขา
ฉินเหลาอู่ชะงักไปเล็กน้อย แล้วรีบหันไปมอง! เห็นฟู่ถิงเย่กำลังเดินตรงมาทางนี้จริงๆ ด้วย
ฉินเหลาอู่นึกคร่ำครวญอยู่ในใจ เหตุใดทุกครั้งที่เขาพูดแซวขำๆ เช่นนี้ถึงได้เจอตัวจริงทุกที? ...แต่อยู่ห่างกันขนาดนี้ คงจะไม่ได้ยินกระมัง?
ในขณะที่เขากำลังกังวลใจอยู่นั้น ฟู่ถิงเย่ก็เดินเข้ามาใกล้แล้วกล่าวว่า "ช่างทำแก้วกลุ่มนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว เ้าจัดกองทหารไปรับด้วย ่นี้ชาวเหลียวมีความเคลื่อนไหว กลัวว่าจะมีทหารสอดแนมแอบซุ่มอยู่แถวนั้น อย่าให้โดนดักจับได้ก่อน"
ฉินเหลาอู่พยักหน้ารับ แล้วถามว่า "ท่านแม่ทัพ เมื่อรับคนมาแล้วจะให้ไปส่งที่ใดขอรับ?"
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองเขาเล็กน้อย กล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่งว่า "เทพเซียนอยู่ที่ใดก็ส่งไปที่นั่นแหละ"
ฉินเหลาอู่ "..."
...
ในขณะเดียวกัน หลี่จิ่งหนานที่อยู่ห่างออกไปเป็พันลี้ ในที่สุดก็เดินทางกลับมาถึงเมืองเซิ่งจิง
เขาเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งวันทั้งคืน แต่หลังจากกลับมาถึงวัง ใบหน้ากลับไม่มีความเหนื่อยล้าเลย หลังจากทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดคลุมสีเหลืองสด เขาก็เดินทางไปยังตำหนักของไทเฮาเพื่อเยี่ยมเยียนมารดา
เจิ้งซูเหวินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักลายดอกโบตั๋นพันก้านสีทอง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
ปีนี้นางอายุเพียงสามสิบปี แต่ชีวิตของนางกลับพบเจอความพลิกผันมากมายที่ผู้คนส่วนมากในใต้หล้านี้ไม่อาจจินตนาการได้ จากพระชายาองค์รัชทายาท ก้าวขึ้นมาเป็ฮองเฮา จากนั้นก็กลายมาเป็ไทเฮาในขณะนี้
นางเป็สตรีสูงศักดิ์ที่สุดของต้าฉีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สามีกลับจากไปก่อนวัยอันควร ส่วนบุตรชายก็ยังเยาว์เกินกว่าจะพึ่งพาได้ เจิ้งซูเหวินรู้สึกว่าตนเองช่างโชคร้ายยิ่งนัก
หลี่จิ่งหนานแอบหนีออกจากวังหลวง ตอนแรกนางโกรธจัด!
ทหารองครักษ์ในพระราชวังที่ส่งออกไปตามหาฮ่องเต้ไม่พบ นางก็เริ่มเป็กังวลใจกลัวว่าหลี่จิ่งหนานจะประสบเหตุระหว่างทาง!
นางสูญเสียสามีไปแล้ว นางจะเสียบุตรชายไปอีกไม่ได้!
นางกำนัลที่อยู่ข้างกายปลอบนางว่า "ไทเฮา อย่าทรงกังวลไปเลยเพคะ ฝ่าากลับมาแล้ว อีกประเดี๋ยวก็จะมาพบพระนางแล้วเพคะ"
เจิ้งซูเหวินนวดคลึงบริเวณหางตา รู้สึกกระวนกระวายใจ "ครั้งนี้ฝ่าาทรงดื้อรั้นเกินไป เพียงแค่ถูกเหล่าเสนาบดีทัดทานไม่กี่คำในการประชุมเช้า ก็เสด็จออกไปโดยไม่บอกสักคำ! หากไม่ใช่เพราะแม่ทัพฟู่ส่งคนคุ้มกันพาพระองค์กลับมา ก็ไม่รู้ว่าพระองค์จะอยู่นอกวังไปอีกนานเพียงใด!"
นางกำนัลนิ่งเงียบ
ไทเฮาตรัสว่าฮ่องเต้ทรงดื้อรั้นได้ พวกนางกลับไม่อาจเอ่ยเช่นนั้นออกมาได้ เพียงกล่าวคล้อยตามไปก็ทำไม่ได้
นางกำนัลพูดอย่างระมัดระวังประโยคหนึ่ง "ความลำบากของพระนาง ฝ่าาจะต้องเข้าพระทัยแน่เพคะ"
"เฮ้อ" เจิ้งซูเหวินก็ยังคงรู้สึกหงุดหงิดใจ
ตอนที่หลี่จิ่งหนานไม่อยู่ นางรู้สึกใจคอไม่ดี วุ่นวายใจจนอยากจะสวดมนต์ขอพรทุกวัน เพียงเพื่อขอให้บุตรชายกลับมาอย่างปลอดภัย
แต่พอหลี่จิ่งหนานกลับมาจริงๆ นางก็อดรู้สึกโกรธไม่ได้ที่เขาไม่มีความคิดความอ่าน โกรธที่เขากระทำการตามอำเภอใจมากเกินไป!
เจิ้งซูเหวินตัดสินใจที่จะพูดคุยกับหลี่จิ่งหนานอย่างจริงจัง
เขาจะอายุครบเก้าปีในฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้แล้ว ตามคำกล่าวของคนโบราณจะนับอายุตามจันทรคติ ย่างเก้าปีก็คือสิบปีเต็ม นับว่าเป็เด็กโตแล้ว
เจิ้งซูเหวินไม่เข้าใจ ตอนที่เป็รัชทายาท หลี่จิ่งหนานยังเชื่อฟังและว่านอนสอนง่าย แต่เหตุใดเมื่อเติบโตขึ้น ได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็ฮ่องเต้แล้ว กลับกลายเป็คนดื้อรั้น เอาแต่ใจ ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนเช่นนี้!
นางคิดว่าจะอบรมบุตรชายอย่างไร แต่ในหัวของนางกลับว่างเปล่า
ตอนที่หลี่จิ่งหนานอายุได้ห้าปี เขาก็มีตำหนักเป็ของตัวเองแล้ว มีฮ่องเต้และราชครูคอยอบรมวิชาความรู้ ขี่ม้า ยิงธนูและมารยาทต่างๆ นางกับบุตรชายคนนี้...แท้จริงแล้วก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก
ในขณะที่เจิ้งซูเหวินกำลังกลัดกลุ้มใจอยู่นั้น หลี่จิ่งหนานก็มาถึงพร้อมกับความร่าเริงแล้ว
ในมือของเขาถือกล่องไม้งามประณีต เดินตัวปลิวเข้ามา ทั้งคิ้วและตามีแต่รอยยิ้ม เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีอย่างยิ่ง
"ลูกขอถวายพระพรเสด็จแม่! ่เวลาที่ผ่านมา ลูกทำให้เสด็จแม่ต้องเป็กังวล ลูกผิดไปแล้ว" ทันทีที่หลี่จิ่งหนานก้าวผ่านประตูเข้ามา เขาก็กล่าวขอโทษไทเฮาทันที
เจิ้งซูเหวินได้ยินดังนั้น จะโกรธต่อไปก็โกรธไม่ลง จึงทำเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วตำหนิเขา "ต่อไปนี้ฝ่าาจะทำสิ่งใด อย่าได้ประมาทอีกเป็อันขาด! ่เวลาที่ผ่านมาต้องขอบคุณอัครมหาเสนาบดีจั่วที่คอยช่วยเป็ตัวกลางให้ โกหกไปว่าฝ่าาประชวร ถึงได้ปิดบังเหล่าเสนาบดีเอาไว้ได้ พรุ่งนี้ตอนที่พระองค์เรียกอัครมหาเสนาบดีเข้าพบเป็การส่วนตัว อย่าลืมกล่าวขอบคุณเขาด้วยพระองค์เอง"
"ลูกจำไว้แล้ว เสด็จแม่ต้องเป็ห่วงแล้ว" หลี่จิ่งหนานตอบด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเทียบกับความดื้อรั้นและเ้าอารมณ์ในวันธรรมดา หลี่จิ่งหนานดูสงบเสงี่ยมเป็อย่างมาก หากพูดถึงเื่ราชกิจในอดีต เขาจะต้องพูดเสียดสีอยู่เสมอ แต่วันนี้กลับตอบรับด้วยรอยยิ้ม เจิ้งซูเหวินรู้สึกแปลกใจ
หรือว่าตอนที่ออกไปครั้งนี้ จะไปเจอเื่อะไรมา หรือไปเจอผู้ใดมา? เหตุใดถึงได้เปลี่ยนนิสัยไปกะทันหันเช่นนี้?
ในตอนนั้นเอง หลี่จิ่งหนานก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกว่า "เสด็จแม่ ลูกมีของขวัญมาให้ด้วย"
"โอ้?" เจิ้งซูเหวินใเล็กน้อย จากนั้นก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา "หายากยิ่งนักที่พระองค์จะมีน้ำใจเช่นนี้ เป็ของขวัญอะไรหรือ?"
