ขั้นบันไดหินทอดยาวต่อกัน
คดเคี้ยวเลี้ยวลดยาวไกลไม่รู้จบ
บนูเาหลงยวน เพราะเฉินโย่ว และเด็กคนอื่นๆ ไปเข้าเรียนที่สำนักเชินกันหมดแล้ว เพียงพริบตาูเาลูกนี้ก็เงียบลงถนัดตา
กระทั่งเ้างูั์ที่เฝ้าจวนอยู่ ก็เอาแต่นอนี้เีไม่ไหวติง
ยามที่เฉินโย่วยังอยู่ มันยังคอยโผล่ออกมาตรงโน้นตรงนี้ราวกับกำลังเล่นซ่อนหากันเช่นนั้น
เ้ามืดที่ปกติจะอยู่ท้ายเรือน บัดนี้ก็ไม่รู้ว่าไปแอบอยู่ที่ใด
เ้าลูกหมาป่าเสี่ยวลวี่ยามนี้ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
ชั่วพริบตา ทั้งเรือนก็เปลี่ยนเป็สงบไร้สุ้มเสียง
วันนี้อากาศดีนัก กำลังรู้สึกอบอุ่น ไม่ถึงกับหนาวเกินไป
ูเาสูงสง่า
นอกจากว่ามีงูเยอะเหลือเกิน นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร
เพียงสามวันแรกที่พวกเขาขึ้นมาบนูเาลูกนี้ เหล่างูที่หนีไม่ทันล้วนถูกจับมาทำยาเสียหมด ยามนี้ในเรือนยังเต็มไปด้วยเนื้องูตากแห้ง
ที่นี่มีงูเยอะเหลือเกิน บางส่วนจึงต้องนำไปใส่โอ่งเพื่อดองเหล้า
ท่านราชครูนั่งอยู่ในศาลารับลม ใบหน้าของชายชราแฝงด้วยความกังวล มองลงจากูเาไปยังทิศทางที่สำนักเชินตั้งอยู่ ป่านนี้ไม่รู้ว่าเฉินโย่วเ้าเด็กปีศาจนั่นจะปรับตัวได้หรือไม่…
เมื่อเทียบกันแล้ว คนที่น่าเป็กังวลที่สุดอย่างแม่นางหลัวกลับยังรักษาสีหน้าเ็าไว้เช่นเดิมจนทำให้ท่านราชครูนึกอับอายที่ชายชราเช่นเขายังสงบนิ่งไม่สู้แม่นางคนหนึ่ง
……
หอพักของบัณฑิตชั้นเตรียมความพร้อมตั้งอยู่ในป่าสน
ต้นสนสูงชะลูด
ระหว่างต้นสนเ่าั้ก็มีหอพักเก่าๆ ปลูกแซมอยู่
ที่นี่มีอยู่ั้แ่เริ่มสร้างสำนัก ต่อมาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดที่พอสำนักเชินเริ่มขยายตัวขึ้น ก็ปล่อยปละละเลยที่นี่ไป
ครั้งนี้เพราะเหล่าบัณฑิตในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมไม่มีที่ใดจะให้อยู่แล้วจริงๆ จึงได้กลับมาเปิดใช้ที่นี่อีกครา
เฉินโย่วเมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องวิ่งร้องไห้จ้าออกไปเช่นนั้นก็ฉงนใจ
ทั้งยังรู้สึกปวดใจเล็กน้อย
ความจริงแล้วนางค่อนข้างชอบสหายร่วมห้องคนนี้ ก็ใครใช้ให้บนร่างเขามีแต่ของวิบวับเช่นนั้นเล่า
เห็นแล้วก็รู้สึกสบายตาสบายใจเหลือเกิน
เฉินโย่วหันไปมองสหายร่วมห้องอีกคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อันใด “เอ่อ ศิษย์พี่ฉาวจิ่ว คือว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ”
เขาเพิ่งจะได้ยินว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเรียกเขาว่าฉาวจิ่ว
“หอพักไม่อนุญาตให้นำสัตว์เข้ามา หากมีคนพบเข้า เ้าจะถูกลงโทษเอาได้” ฉาวจิ่วเอ่ยเตือน
เฉินโย่วเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบโยนเ้างูน้อยออกไปนอกหน้าต่างทันที
ฉาวจิ่ว “…”
เมื่อเขามองตามเ้างูที่กำลังเลื่อยออกไปนอกหน้าต่างก็พลันรู้สึกว่าคิ้วกระตุก
จากนั้นก็เห็นว่าสหายร่วมห้องของตนหันมายิ้มกว้างพร้อมทั้งเอ่ยขึ้น “ท่านวางใจเถิด มันเลื้อยกลับไปเองได้ งูบ้านข้ารู้ความนัก”
ชายหนุ่มคิดถึงค่ำคืนดึกสงัดที่พวกเขากำลังหลับอยู่ แล้วมีเ้างูนั่นเลื้อยกลับเข้ามา เช่นนั้นย่อมต้องไม่ดีแน่
“บ้านเ้ามีงูเยอะมากเลยหรือ”
เฉินโย่วพยักหน้า
“มากมายมหาศาล ทั้งูเามีแต่รังงูเต็มไปหมด” เฉินโย่วกล่าวไปก็ทำไม้ทำมืออธิบาย
ฉาวจิ่วพลันเข้าใจทันทีว่าเ้าเด็กตรงหน้าคนนี้เป็ใคร เ้าเด็กนี่ก็คือเด็กที่ผู้คนร่ำลือกันว่าฮูหยินหลัวผู้งดงามราวกับปีศาจเลี้ยงดูอยู่
“เ้าอยู่บนูเาหลงยวนหรือ”
“อื้มๆ” เฉินโย่วตอบไป พร้อมทั้งค่อยๆ เปิดห่อสัมภาระออก
ต่อมาฉาวจิ่วจึงได้เห็นว่าในห่อผ้าของนาง ที่แท้ก็ใส่ลูกหมาป่าตัวหนึ่ง
เ้าลูกหมาป่าขนสีขาว บนหัวมีจุกขนสีเขียวๆ ยามนี้ขาทั้งสี่ข้างของมันถูกมัดเอาไว้อย่างน่าเวทนา
หน้าผากของฉาวจิ่วพลันสั่นระริก
“เสี่ยวลวี่ เ้าไปเล่นข้างนอกก่อน รอข้ามีเวลาแล้วเ้าค่อยกลับมา”
จากนั้นจึงได้เห็นเด็กชายค่อยๆ แก้มัดให้เ้าลูกหมาป่า แล้วจึงโยนเ้าลูกหมาป่าออกนอกหน้าต่างไป
ฉาวจิ่วมองเ้าลูกหมาป่าที่ถูกโยนไปไกล ใบหน้าตะปุ่มตะป่ำก็สั่นขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะ
ครานี้เหมือนจะเป็ครั้งแรกที่หลานเหยียนที่กลายมาเป็ฉาวจิ่วคิดจะหัวเราะก็หัวเราะออกมาจริงๆ
ตุ่มมากมายบนใบหน้ายามหัวเราะก็สั่นไหวไปมา ชวนให้รู้สึกขยะแขยงอยู่บ้าง
หากเป็คนอื่นมาเห็นเข้า ย่อมต้องหวาดกลัวอย่างแน่นอน
ทว่าเฉินโย่วเป็คนหมู่บ้านไป๋กู่ เหล่าท่านลุงท่านน้าของนางที่ทั้งปากแหว่ง หน้าเบี้ยวหรือมีดวงตาเพียงข้างเดียวก็มีกันอยู่ไม่น้อย ยามหัวเราะยามยิ้มไม่ว่าแบบใดก็ล้วนมี นางจึงไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย
นางรู้สึกเพียงว่าสหายร่วมห้องคนนี้ก็ไม่เลว
ยามที่ฉาวจิ่วกำลังหัวเราะอยู่ ก็มีสหายร่วมห้องอีกคนเดินเข้ามา
หลานชายยอดดวงใจของฮูหยินผู้เฒ่าคนเมื่อเช้า สวีเจียเป่าอยู่ดีๆ ก็โผล่พรวดเข้ามา
เขาถูกพะเน้าพะนอจนเกินเหตุมาั้แ่เล็กๆ ทว่าก็มีเหตุผลที่เป็เช่นนี้ ตระกูลสวีนับเป็ตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ครอบครัวมีแต่เด็กหญิง มีเขาเป็เด็กชายเพียงแค่คนเดียว ทั้งเขายังเป็บุตรชายคนเดียวของบุตรชายคนเดียว ั้แ่เล็กรอบกายของเขาจึงมีแต่สตรีงดงามมากมาย
เขาเพิ่งจะถูกโอ๋ให้เข้ามาในสำนักเชิน เดินหาหอพักด้วยตนเอง ยังไม่ทันได้ก้าวผ่านประตูก็เห็นว่าหลังประตูมีบุรุษหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวคนหนึ่งกำลังหัวเราะอย่างสยองขวัญอยู่
ใบหน้าของชายคนนั้นเต็มไปด้วยตุ่มตะปุ่มตะป่ำ แขนก็ทั้งล่ำทั้งดำ
สวีเจียเป่ายังไม่ทันได้ก้าวเข้าประตูก็แหกปากร้องจ้าวิ่งหนีไปเสียแล้ว…
ฉาวจิ่วนิ่งงันด้วยความกระอักกระอ่วน
ทั้งยังรู้สึกปวดใจขึ้นมา
เพียงแต่เ้าเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ในเรือนอยู่ดีๆ ก็หัวเราะอย่างเบิกบานใจขึ้นมา
“ฮ่าๆ ท่านก็ทำให้คนใจนหนีไปได้คนหนึ่ง เช่นนี้เราก็เสมอกันแล้ว”
ฉาวจิ่วเห็นว่ายามเด็กชายหัวเราะอย่างใสซื่อเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขาดูน่ามองยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งเ้าเด็กนั่นยังไม่กลัวเขาแม้แต่น้อย
อาลู่ เสี่ยวอู่และอาสวินเมื่อจัดการหอพักของตนเองเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเดินทางมาหาน้องสาวทันที
เมื่อเห็นฉาวจิ่วที่ยืนอยู่หน้าประตู ทั้งสามก็พลันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ด้วยฝีมือของน้องสาว พวกเขาไม่กลัวน้องสาวจะโดนรังแก แต่กลัวน้องสาวจะเรียนเื่รักๆ ใคร่ๆ ในหนังสือที่เขียนเล่าเื่การแอบรักสหายร่วมห้องของบัณฑิตอะไรทำนองนั้น
แต่แค่ได้เห็นใบหน้าของฉาวจิ่ว แต่ละคนก็พากันโล่งใจ จึงได้พากันทักทายฉาวจิ่วอย่างเป็กันเอง
นี่เป็ครั้งแรกที่ฉาวจิ่วเข้ามาอยู่ในสำนักเชินแล้ว มีสหายร่วมห้องที่เป็กันเองกับตนถึงเพียงนี้ ทั้งคนเหล่านี้ยังไม่มีท่าทีรังเกียจเขาแม้แต่น้อย
“ข้าน้อยลู่เกอ เป็พี่ใหญ่ของเฉินโย่ว น้องชายของข้าซนมาก ขอศิษย์พี่ฉาวจิ่วโปรดช่วยชี้แนะนางให้มากหน่อย” อาลู่แนะนำตัวอย่างเป็กันเอง ระหว่างที่แนะนำไปมือก็ยื่นจานฝนหมึกชิ้นงามให้อีกฝ่าย
เสี่ยวอู่ยกมือขึ้นทุบแผ่นอกกำยำของตนแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าน้อยมีนามว่าเสี่ยวอู่ เป็พี่รองของเฉินโย่ว ต่อไปหากมีคนมารังแกท่านก็เอ่ยชื่อข้าได้เลย ข้าจะไปช่วยจัดการให้ท่านเอง”
“ท่านคือฉาวจิ่ว สอบได้เป็อันดับที่สามของสำนักเชิน ช่างเป็เกียรตินักที่ได้พบท่าน ข้าน้อยมีนามว่าอาสวิน เป็พี่ชายคนที่สามของเฉินโย่ว ต่อไปข้าจะต้องมีอันดับเหนือท่านให้ได้” อาสวินกล่าวขึ้นพร้อมท่าทีจริงจัง
ฉาวจิ่วมองเด็กหนุ่มตรงหน้าทั้งสามคน…เขาเข้าใจแล้วว่าสหายร่วมห้องของตนเหตุใดจึงได้นิสัยร้ายกาจถึงเพียงนี้ ที่แท้พี่ชายทั้งสามของเ้าเด็กนี่ร้ายกาจยิ่งกว่า
ด้านหลังของเด็กหนุ่มทั้งสามยังมีเด็กชายร่างอ้วนวิ่งตามมา ทั้งะโเสียงดัง “พี่โย่ว พี่โย่ว ข้าอยู่นี่”
เ้าเด็กอ้วนเดินเข้ามาในห้องแล้วเห็นฉาวจิ่วก็ใขึ้นมา
ทั้งยังถอยหลังไปอีกหลายก้าว พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยความใ “ท่านก็เป็วีรบุรุษหรือ ท่านเรียนวิชายุทธ์อะไรจึงได้เป็เช่นนี้”
ฉาวจิ่ว “…”
“เกิดมาก็เป็เช่นนี้”
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบคำถาม
แต่ก็ได้ยินเ้าเด็กอ้วนกล่าวด้วยความตื่นเต้นอีกว่า “ข้าก็ใแทบแย่ นึกว่าท่านก็เป็วีรบุรุษเหมือนกัน ใช่แล้ว ข้าเห็นเด็กชายสองคนวิ่งร้องไห้ขี้มูกโป่งออกไป ช่างน่าขายหน้านัก ท่านลุงฉือยังกังวลว่าข้ามาเรียนที่นี่แล้วจะร้องไห้ ทว่าข้ากลับไม่ได้ร้องไห้สักแอะ”
เด็กชายว่าแล้วก็หัวเราะลั่น ยามเดินเข้ามาก็ไม่ทันได้มองธรณีประตู
สุดท้ายจึงมีเสียงตุ๊บดังขึ้น หันไปก็เห็นว่าเด็กชายสะดุดธรณีประตูล้มเสียแล้ว
ทั้งร่างจึงล้มลงกระแทกกับพื้น
จากนั้นจึงมีเสียง “กึก” ดังขึ้น
เมื่อเด็กชายเงยหน้ามองก็เห็นว่าฟันหน้าของเขาได้ร่วงออกจากปากเสียแล้ว
ในเวลานี้เองเด็กชายก็อ้าปากร้องไห้โฮออกมา “แง…”
ฉาวจิ่ว “…”
เฉินโย่วจึงเดินเข้ามาช่วยหยิบฟันซี่ที่ร่วงขึ้นมาแล้วเอ่ยขึ้น “ไม่เป็ไร ท่านน้าของข้าบอกว่า เมื่อโตขึ้นอย่างไรก็ต้องมีฟันใหม่งอกขึ้นมา ฟันที่งอกขึ้นมาใหม่จะแข็งแรงยิ่งกว่าเดิม สามารถกินเนื้อได้”
เด็กชายที่ร้องไห้จ้าจึงกลั้นสะอื้นแล้วมองเฉินโย่ว เฉินโย่วจึงพยักหน้ายืนยัน
จากนั้นเด็กชายจึงตอบขึ้นด้วยเสียงอู้อี้ “แต่ฟันซี่นี้ของข้าเพิ่งจะงอกขึ้นมาเมื่อปีที่แล้วเอง มันจะยังงอกใหม่ได้อีกหรือ”
เฉินโย่ว “…”
ฉาวจิ่ว “…”
อาลู่ “…”
เสี่ยวอู่ “…”
อาสวิน “…”
“น่าจะงอกได้อีกครา ร่างกายเ้าแข็งแรงจะตาย เื่ฟันงอกอีกรอบย่อมเป็ไปได้อยู่แล้ว” เฉินโย่วคิดถึงท่านปู่บนูเาที่มีฟันหน้าเพียงซี่เดียว ก็รู้สึกไม่ค่อยจะมั่นใจนัก
