เล่มที่ 2 บทที่ 44 ทำลายค่ายกล
กระบี่วายุ กระบี่ดาวตก กระบี่ระลึกตน กระบี่พลีชีพ และกระบี่เลี่ยหยาง…
ทุกคนจ้องมองอย่างไม่วางตา….
‘เป็ไปได้อย่างไร!’
แต่ละกระบวนท่าที่หลินเฟยสะบั้นออกมามันช่างดูพลิ้วไหวเสียเหลือเกิน เมื่อยามที่ปราณกระบี่สีขาวไหลเวียนค่ายกลกระบี่หุ้นตุ้นนั้น ก็พอจะเดาออกว่าหลินเฟยคุ้นเคยกับวิชากระบี่เหล่านี้เป็อย่างดี ต่อให้เป็คนที่เคยฝึกวิชาเหล่านี้มานานหลายสิบปี ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้แบบหลินเฟยหรือไม่
และที่สำคัญ หลินเฟยไม่ได้ใช้แค่เคล็ดวิชาเดียวเท่านั้น แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว เขากลับใช้ได้เจ็ดถึงแปดเคล็ดวิชาเลยทีเดียว มิหนำซ้ำยังใช้ปราณกระบี่สีขาวพิสดารนั่นอีกด้วย!
เหล่าศิษย์สายในที่กำลังรับชมการประลองต่างก็พากันตกตะลึง ‘ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!’
เมื่อคิดย้อนไปถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของหลินเฟย ที่กล่าวว่า “ ผู้ฝึกฝนกระบี่ไม่จำเป็ต้องใช้ก็กระบี่เสมอไป” ศิษย์หลายคนก็เกิดรู้สึกร้อนผ่าวชาไปทั่วทั้งใบหน้าขึ้นมา ในตอนแรกคิดเพียงว่าหลินเฟยคงพูดพล่อยๆไปเท่านั้น เพื่อแสดงว่าตนเองไม่สามารถยอมรับความพ่ายแพ้นี้ได้ แต่ไม่ใช่เลย…เพราะเขากลับมีความสามารถเช่นนั้นจริงๆ
แต่พอคิดทบทวนดูอีกครั้ง กลับดูเหมือนว่าจะเป็หลินเฟยที่ได้เปรียบกว่าแทน…
หากตอนที่กระบี่ของหลินเฟยหัก สือเหอคิดลงมือสังหารเขาทันทีในตอนนั้น แล้วหลินเฟยดันะเิปราณกระบี่สีขาวนี้ออกมาล่ะก็ เกรงว่าสือเหอเองก็คงจะดูแย่มิใช่น้อย
“ร้ายกาจ!”
ทั้งสองประมือกันอย่างดุเดือด ใบหน้าสือเหอไม่เหลือซึ่งรอยยิ้มปรากฏอีกต่อไป ในใจเขามีเพียงกระบี่สามสิบหกเล่มและปราณกระบี่สีขาวนั่นเท่านั้น ค่ายกลกระบี่หุ้นตุ้นถือได้ว่าเป็ค่ายกลกระบี่ที่มีพลังป้องกันสูง บัดนี้สือเหอได้แปรเปลี่ยนกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มให้กลายเป็ัสามสิบหกตนไปเสียแล้ว ทั้งหมดต่างก็พร้อมใจกางกรงเล็บพุ่งตรงไปที่ปราณกระบี่สีขาวเป็จุดเดียว…
สือเหอรู้สึกได้ว่าค่ายกลกระบี่ของเขาในวันนี้ สามารถใช้พลังได้ดีกว่าปกติ ถึงจะมีบางจุดที่ยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง แต่ภายใต้แรงกดดันจากปราณกระบี่สีขาว กลับทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาทันที สือเหอย่อมเข้าใจดีว่าการกระประลองครั้งนี้ จะทำให้ค่ายกลกระบี่ของเขาพัฒนาไปอีกขั้น และเื่ทุกอย่างเกิดขึ้นก็เป็เพราะหลินเฟยเพียงคนเดียว…
‘ทว่าสือเหอเองก็แปลกใจไม่น้อย…’
หุบเขาอวี้เหิงไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไร มีเพียงผู้าุโที่เอาแต่ผลาญทรัพย์สินไปวันๆเท่านั้น ทั่วทั้งสำนักย่อมรู้ดีว่าศิษย์หุบเขาอวี้เหิงมีฝีมือระดับใด แต่สือเหอกลับไม่คาดคิดว่าหลินเฟยจะเก่งกาจได้เพียงนี้…
ก่อนหน้า ใช้เพียงกระบี่ธรรมดายังสามารถรับมือเขาได้หลายพันกระบวนท่าได้ แต่ตอนนี้ดันใช้ปราณกระบี่นั่นเพิ่มมาอีก หรือว่าหุบเขาอวี้เหิงจะมีอาวุธลับบางอย่าง ที่คิดจะเอาออกมาใช้ในงานศิษย์สายตรงโดยเฉพาะสินะ?
‘ไม่จำเป็เลยสักนิด…’
“ช่างเป็คู่ต่อสู้ที่เยี่ยมยอดเสียจริง!” ยิ่งอยู่ภายใต้แรงกดดัน สือเหอเองก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นอีก
ในตอนแรกนั้น สือเหอแค่จะมาสั่งสอนศิษย์หกคนที่รบกวนการบำเพ็ญของเขาเท่านั้น แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอคู่ต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมเช่นหลินเฟย
ขณะที่ประลองกันอย่างดุเดือด ค่ายกลกระบี่ของสือเหอก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มอยู่ในจุดกำบัง ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นก่อนที่กระบี่ทั้งหมดจะรวมเป็หนึ่งเดียวอีกครั้ง ทำให้มีแรงกดดันมหาศาลแพร่ออกมา และบัดนี้เอง มันก็กำลังพุ่งไปที่หลินเฟยเสียแล้ว…
“แย่ล่ะ สือเหอเอาจริงแล้ว!” เหล่าศิษย์ที่พอจะรู้จักสือเหอก็ร้องโหยหวนกันขึ้นมา พวกเขาย่อมรู้ว่าบัดนี้การประลองได้เดินทางมาถึง่ชี้เป็ชี้ตายแล้ว ค่ายกลกระบี่หุ้นตุ้นถูกปราณกระบี่สะบั้นจนเสียหายหนักภายใต้แรงกดดัน สือเหอจึงจำเป็ต้องใช้ท่าไม้ตายของค่ายกลกระบี่หุ้นต้น!
ท่าไม้ตายนั่นก็คือ “ค่ายกลล้อหมุน”นั่นเอง!
นี่เป็หนึ่งในค่ายกลเทียนกังเดียวที่เขาสามารถใช้ได้ ภายใต้การบงการกระบี่สามสิบหกเล่มที่แสนยอดเยี่ยม รวมกับการหยิบยืมพลังจากฟ้าดิน ทำให้กระบี่ทั้งหมดกลายเป็หนึ่งเดียวกัน เกิดเป็ค่ายกลล้อหมุนที่สามารถควบคุมความเป็ความตายได้เลยทีเดียว อีกทั้งพลังทำลายล้างของมันก็แข็งแกร่งเกินกว่าผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนจะต้านทานได้!
ชั่วขณะนั้น ทุกคนล้วนตกตะลึงจนลืมแม้กระทั่งหายใจ
พวกเขาต่างกำลังลุ้นว่าหลินเฟยจะรับมือกับพลังอันร้ายกาจเช่นนี้อย่างไร…
ทว่าหลินเฟยไม่ได้ใช้เคล็ดวิชารุนแรงอะไรเข้าต้าน แต่กลับตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาแทน…
ปราณกระบี่สีทองสายหนึ่งะเิขึ้นภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน ราวกับเป็ภาพัั์สีทองแหวกว่ายบนท้องฟ้า พริบตาเดียวเท่านั้น มันก็บินห่างออกไปหลายสิบจ้าง รอบด้านก็เหมือนกับถูกย้อมไปด้วยสีทอง…
ไม่นานก็มีเสียงดังกัมปนาทขึ้น…
ไม่มีการใช้เคล็ดวิชาในการประลองของทั้งสองอีก มีแต่การใช้ความแข็งแกร่งสยบความแข็งแกร่งด้วยกันเอง ในตอนนี้เหลือแค่ปราณกระบี่ไท่อี๋ที่ปะทะกับค่ายกลล้อหมุนอยู่เท่านั้น!
ไม่นาน วงล้อที่เกิดจากกระบี่สามสิบหกเล่มก็ถูกปราณกระบี่สีทองแทงทะลุ จนวงล้อแตกกระจายในทันที กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มต่างก็ตกลงพื้นโดยพลัน จนได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังกังวานไปทั่ว…
ทุกอย่างราวกับหยุดนิ่งลง…
เชิงหุบเขาอวี้เหิงเงียบสงบลงทันที…
สือเหอได้แต่ตกตะลึง รวมถึงศิษย์หุบเขาอวี้เหิงและศิษย์ที่มารับชมการประลองก็รู้สึกแบบเดียวกัน…
ทุกคนล้วนตกตะลึงจนตาค้างไปหมด…
เหลือเพียงหลินเฟยคนเดียวที่ยังมีท่าทีปกติ
หลังจากทำลายค่ายกลล้อหมุนแล้ว หลินเฟยก็เก็บปราณกระบี่ไท่อี๋เข้าไปเหมือนเดิม จนสองมือว่างเปล่าไร้ซึ่งอาวุธ ต่อมาจึงได้เดินข้ามกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มที่อยู่บนพื้น มุ่งหน้าไปยังทางสายน้อยที่เชื่อมไปยังหุบเขาอวี้เหิง ระหว่างที่เดินเฉียดผ่านสือเหอ เขาก็พยักหน้าน้อยๆให้ แต่สือเหอกลับไม่ตอบสนองต่อท่าทีของหลินเฟยแม้แต่น้อย…
“พวกเ้าจะกลับด้วยหรือไม่?”
พอก้าวเท้าเหยียบลงบนทางสายน้อย หลินเฟยก็ไม่วายหันมาถามศิษย์หกคนของหุบเขาตนเอง ทันใดนั้นพวกเขาก็หลุดจากภวังค์ รีบพยักหน้าตอบรับทันที
“ไปๆ พวกข้าขอไปด้วย!”
“ช้าก่อน ศิษย์น้องหลิน…” ระหว่างที่ทุกคนกำลังจะก้าวเท้าขึ้นเขา สือเหอที่อยู่ด้านหลังก็ส่งเสียงเรียกขึ้นมา
“มีอะไรหรือ?”
“ข้าจะต้องฝึกค่ายกลเทียนกังให้สำเร็จก่อนถึงงานศิษย์สายตรง หวังว่าตอนนั้นจะได้มีโอกาสประลองกันอีก”
เมื่อสิ้นเสียง สือเหอก็วาดมือขึ้น กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มที่พื้นก็ลอยขึ้นรวมกันเป็หนึ่ง กลับเข้าสู่มือของสือเหอดังเดิม
จากนั้นเขาก็หันหลังเดินออกจากหุบเขาอวี้เหิงไปในที่สุด…
“ซงหยาง ไหนลองพูดมาหน่อยสิ ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ระหว่างทาง หลินเฟยก็เอ่ยถามขึ้น
“คือว่า…” สีหน้าซงหยางดูไม่สู้ดีนัก เขามองหลินเฟยสลับกับเหล่าศิษย์น้องที่เหลือ ไม่รู้จะพูดออกมาอย่างไรดี…
‘ช่วยไม่ได้ ก็เื่นี้มันไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไรน่ะสิ…’
หากเป็เมื่อก่อน ซงหยางก็คงแต่งเื่โกหกกลบเกลื่อนไปแล้ว ถึงอย่างไรผู้าุโหุบเขาอวี้เหิงก็ไม่เคยสนใจอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นความสัมพันธ์ของเหล่าศิษย์ในหุบเขาก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวา พวกเขาไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันขนาดนั้น การแต่งเื่โกหกกลบเกลื่อนจึงถือเป็เื่ปกติ…
แต่ในตอนนี้ซงหยางก็ได้เห็นปราณกระบี่สองสายที่แข็งแกร่งของหลินเฟยกับตาไปเสียแล้ว ฉะนั้นจะให้เขากล้าโกหกได้อย่างไรอีก…
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
