หยางจวินได้ยินเขาพึมพำ ก่อนจะก้มหน้าลง พิงต้นไม้ข้างๆ รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ “เป็อันใดไป?”
ไม่คิดว่าเมื่อเขาเอื้อมมือไปจับ ิหยวนก็ค่อยๆ ลื่นไถลลงไปนั่งอยู่บนพื้น
หยางจวินเห็นลูกธนูปักอยู่บนหลังอีกฝ่าย พลันใแทบสิ้นสติ
“ถูกยิงธนูั้แ่เมื่อใด! เหตุใดจึงไม่บอก!”
ิหยวนพิงต้นไม้ หายใจเข้าลึกๆ รู้สึกอับอายเล็กน้อย “ตอนนั้นต้องรีบหนีเลยไม่ทันสังเกต”
หยางจวินโกรธจนอยากจะทุบตีเขา
“ไม่เป็ไร ไม่โดนจุดสำคัญ” ิหยวนพูดเสียงแ่เบา
เมื่อเห็นอีกฝ่ายาเ็ หยางจวินจึงไม่กล้าดุเขา ยามนี้แล้วยังไม่โดนจุดสำคัญอีกหรือ? แกล้งยืนหยัดอันใดกัน! แต่เขาเคยเห็นิหยวนรักษาอาการาเ็ของเฉาอู๋จิ่วมาก่อน จึงเชื่อว่าิหยวนมีความรู้ทางการแพทย์ หากเขาบอกว่าไม่เป็ไร มันก็คงไม่เป็ไรจริงๆ
หยางจวินขมวดคิ้ว วันนี้เขาพกดาบมาแทนกระบองเพื่อความคล่องตัว “เ้าอดทนหน่อยนะ ข้าจะดึงหัวลูกธนูออกให้”
ิหยวนกำลังจะตอบ ทันใดนั้นหยางจวินก็ใช้ดาบตัดก้านธนูออก
“โอ๊ย... เ้า...”
“ขอโทษที” หยางจวินยิ้มแห้งๆ มือเขาไม่สั่น แต่เหงื่อเย็นไหลโซมกาย “น่าเสียดายที่มีแค่ดาบยาว คงจะลำบากหน่อย ข้าจะพยายามเบามือ”
“ช้าก่อน...”
“ว่าอย่างไร?”
ิหยวนพยายามพยุงตัวขึ้น หยางจวินรีบคุกเข่าลงพยุงเขา ให้อีกฝ่ายพิงตนเองเพื่อยืมแรง ิหยวนหยิบกริชที่ห่อด้วยหนังวัวออกมาจากอกเสื้อ “ใช้เล่มนี้ ก่อนออกมา ข้าลับคมมาแล้ว”
เป็กริชเล่มที่หยางจวินมอบให้เขาตอนเจอกันครั้งแรก
ช่างละเอียดรอบคอบยิ่งนัก หยางจวินเลิกคิ้ว รับมันมา แล้วกรีดชุดเกราะหนังและเสื้อผ้าที่เปียกโชกไปด้วยเืหรือเหงื่อออก หัวลูกธนูของเป่ยฉีมีเงี่ยง หากดึงออกโดยตรง เืจะไหลทะลัก เกรงว่าิหยวนคงไม่รอด ไม่กล้าก่อไฟ หยางจวินจึงอาศัยแสงจันทร์ตรวจดูแผล ิหยวนหยิบกิ่งไม้ที่ตนคาบไว้ในปากมอบให้เขา พยักหน้าให้หยางจวิน หยางจวินหมุนด้ามกริชในมือสองสามรอบ ใช้ผ้าที่พันด้ามกริชซับเหงื่อบนฝ่ามือ สูดหายใจเข้าลึกๆ กรีดแผลเป็รูปกากบาทเล็กๆ ดึงหัวลูกธนูออกในจังหวะที่เืไหลออกมา ิหยวนกอดต้นไม้แน่น ตัวสั่นเทา แต่ไม่ร้องสักแอะ
หยางจวินรีบฉีกผ้าพันแผล พันแผลให้เขาอย่างรวดเร็ว โชคดีที่เืไม่ไหลมาก หยางจวินกวาดใบไม้มากองไว้เป็กองใหญ่ ให้อีกฝ่ายนอนตะแคงลง จากนั้นจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ กำด้ามดาบแน่น ปักดาบลงบนพื้น เตรียมพร้อมรับมือการจู่โจม
ิหยวนทิ้งตัวลงนอน เงยหน้ามองเขา ร่างกายเย็นะเื และอ่อนล้า “ขอโทษ...”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเสียงเขาเบาเกินไป หรือหยางจวินเหม่อลอย “ว่าอย่างไรนะ?”
“ขอโทษ” ิหยวนพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าอยากตามออกมา กลับกลายเป็ตัวถ่วง ทำให้เ้าต้องตกอยู่ในวงล้อมข้าศึก”
หยางจวินมองเขาอย่างงุนงงและเกาท้ายทอย แล้วหัวเราะออกมา “พูดสิ่งใดไร้สาระ หากไม่มีเ้า พวกเราคงถูกจับได้ไปนานแล้ว คงกลายเป็กระต่ายป่าตัวนั้นไปแล้ว ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเ้า”
ิหยวนก้มหน้าลง ไม่เอ่ยสิ่งใด
“ในสนามรบ เราต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน วันใดที่ข้าตกอยู่ในอันตราย เ้าจะทิ้งข้าไปหรือ? อย่าเก็บมาใส่ใจเลย” หยางจวินพยายามหาคำพูดมาปลอบใจเขา
“อืม” เสียงแ่เบา ไม่รู้ว่าเขาฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดหรือไม่
หยางจวินมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา “เหตุใดเ้าจึงเข้มงวดกับตนเองเช่นนี้? ั้แ่รู้จักเ้า เ้าไม่เคยทำสิ่งใดเกินเลย สุภาพอ่อนโยน พูดจาไพเราะ ทำสิ่งใดก็รอบคอบ เก็บเื่เล็กๆ น้อยๆ มาใส่ใจ กลัวว่าตนเองจะเป็ตัวถ่วงผู้อื่น วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ไม่เหนื่อยหรือ?”
ิหยวนก้มหน้าลงต่ำ ในตอนที่หยางจวินคิดว่าเขาหลับไปแล้ว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงพึมพำแ่เบาเหมือนละเมอ “อย่ามองเพียงว่าข้าคบค้าสมาคมกับคนมากมายในสำนักศึกษา แม้แต่หวังอี้จือยังสนิทสนมกับข้า แต่จริงๆ แล้ว ข้ามาจากครอบครัวยากจน ั้แ่เด็กๆ ต้องดิ้นรนเพื่อให้มีข้าวกิน ฝึกยิงธนูก็เพราะอยากขึ้นเขาไปล่าสัตว์ โอกาสในการศึกษาเล่าเรียนก็เป็เพราะท่านพ่อของเยี่ยเก้อเอ๋อร์เมตตา เป็บุญวาสนาของข้า โชคชะตาลิขิตให้ข้าต้องพึ่งพาผู้อื่น หากทำผิดพลาดเพียงก้าวเดียว ก็ไม่มีโอกาสแก้ตัว ต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเหมือนเดิม ฉะนั้นข้าจึงต้องอดทน ระมัดระวัง แม้แต่เวลาพูดคุยหยอกล้อ ก็ไม่กล้าลืมฐานะของตน...”
ยามนี้ พวกเขาอยู่ท่ามกลางกองทัพข้าศึกนับหมื่น หมอกปกคลุมทั่วป่า ใบไม้พลิ้วไหว แสงจันทร์สาดส่องร่างของหยางจวินและิหยวน โดยอาศัยแสงจันทร์สลัวๆ หยางจวินจ้องมองเด็กหนุ่มรูปงามที่เงียบสงบราวกับน้ำ ใบหน้าซีดเซียวเพราะเสียเื ความองอาจกล้าหาญในตอนกลางวันเลือนหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้าและอ่อนแอ เขาดูเป็เด็กและเป็ผู้ใหญ่มากในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังแบกรับความเ็ปและความยากลำบากเอาไว้มากมาย หยางจวินรู้สึกเหมือนเคยเห็นภาพนี้ในความฝัน ในใจพลันรู้สึกเ็ป มีความสงสารอีกฝ่ายอย่างล้นเหลือ บางทีอาจเป็เพราะตอนนี้มีเพียงพวกเขาสองคน เขาจึงรู้สึกว่าตนเองต้องแบกรับความรับผิดชอบบางอย่าง ความรับผิดชอบที่ไม่สามารถปฏิเสธ และไม่้าปฏิเสธ
หยางจวินลดเสียงลง น้ำเสียงที่มักจะสดใสและกระตือรือร้นแฝงไปด้วยความอ่อนโยน ปลอบประโลมอีกฝ่ายไปพร้อมกับสายลมยามค่ำคืน “ไม่ต้องใช้วิชาพยากรณ์ ข้าก็รู้ว่าเ้ามีความทะเยอทะยาน ยามนี้เกิดาทั่วแผ่นดิน ราชสำนักอ่อนแอ สิบสองมณฑลทางใต้ประสบภัยพิบัติจากา ประชาชนยากไร้ข้นแค้น เห็นได้ชัดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็โอกาสให้บุรุษอย่างพวกเราสร้างคุณงามความดี เ้าดูสิ ตระกูลใหญ่ทางเหนือที่เคยรุ่งเรือง ยามนี้แทบไม่เหลือผู้ใด ขุนนางในราชสำนักยามนี้มีผู้ใดบ้างที่สืบเชื้อสายจากขุนนางสมัยโบราณ? ยามราชวงศ์ฮั่นสถาปนาราชวงศ์ เซียวเหอก็เป็เพียงชาวบ้านธรรมดา แล้วเหตุใดไจ้เฉินต้องปิดบังความสามารถของตนและไม่ปลดปล่อยมันออกมาอย่างเต็มที่ ไม่มีเส้นสายก็สร้างมันขึ้นมาเอง ไม่มีชื่อเสียงก็สร้างมันขึ้นมาเอง”
ิหยวนนอนตะแคงมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “เอาสิ หากวันใดข้ามีโอกาสได้ทำงานใต้บังคับบัญชาของท่านแม่ทัพหยาง ท่านแม่ทัพต้องรักษาสัญญานะ”
“แน่นอน!” หยางจวินกำด้ามดาบแน่น พูดอย่างหนักแน่น ทันใดนั้นก็รู้ตัวว่าถูกอีกฝ่ายหยอกล้อ จึงรู้สึกเขินอาย
ิหยวนหัวเราะครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สหายหยางมีความทะเยอทะยาน แต่คำพูดพวกนี้ไม่ควรพูดออกมาอีก”
หยางจวินพยักหน้า ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าตนพูดพวกนี้เพราะอยากให้อีกฝ่ายสบายใจ ไม่ต้องระมัดระวังตัวจนเกินไป จึงอดหัวเราะไม่ได้ “เ้าดูสิๆ เอาอีกแล้ว...”
“นิสัยเดิมแก้ยาก...” ิหยวนหัวเราะเบาๆ “วันที่พวกเราอยู่ที่ศาลาเก็บศพ เ้าร้องเพลงกล่อมเด็กเพลงใดนะ?”
“แค่เพลงกล่อมเด็กธรรมดา” หยางจวินเพิ่งรู้ตัวว่าิหยวนกำลังอ้อนขอให้ร้องเพลงทางอ้อม ถึงกับอ้าปากค้าง รู้สึกขำขัน “เ้าโตขนาดนี้แล้ว ต้องเปลี่ยนเพลงใหม่ เอ่อ... ข้าคิดก่อนนะ... ต้นหลิวพลิ้วไหว ใบหญ้าเขียวขจี ท่านแม่ทัพเก่งกล้า ปลอดภัยทุกครา กินให้อิ่ม นอนให้หลับ นึกถึงวงศ์ตระกูล บุตรีงามล้ำเลิศ แม่ทัพไม่ต้องออกรบ...”
ิหยวนฟังเสียงเพลงแ่เบา ตัวสั่นเทา ค่อยๆ เงียบลง หายใจยาว หยางจวินอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ อยากจะลูบหัวอีกฝ่ายเหมือนที่เคยทำกับน้องๆ ที่บ้าน แต่พอเอื้อมมือออกไปก็พบว่าิหยวนตัวสั่น
หยางจวินเอื้อมมือไปแตะใบหน้าอีกฝ่าย พบว่าร่างกายอีกฝ่ายร้อนผ่าว แย่แล้ว
น้ำในแม่น้ำเย็นะเื เสื้อผ้ายังไม่แห้งสนิท อีกทั้งต้องนอนหมอบอยู่บนพื้นทั้งคืน มิหนำซ้ำยังถูกธนูยิงอีก จะไม่ตัวร้อนเป็ไข้ได้อย่างไร
ต้องหาวิธีให้ความอบอุ่นร่างกาย หยางจวินคิดจะถอดเสื้อผ้าออกแล้วกอดอีกฝ่ายเพื่อให้ความอบอุ่นตามสัญชาตญาณ แต่มือที่กำลังปลดกระดุมเสื้อชะงักพลัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใด ถึงรู้สึกเคอะเขิน ทั้งที่ตอนอยู่ที่ศาลาเก็บศพ ิหยวนก็เคยสวมชุดตัวในของเขา เหตุใดตอนนี้นึกถึงเื่นี้แล้ว กลับรู้สึกหน้าแดงใจเต้น คืนนั้นิหยวนเปลือยเปล่า สวมชุดตัวในเก่าๆ ของเขา ไม่เหมาะสม ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เหมือนพวกเขาทำเื่น่าอายบางอย่าง
หยางจวินทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้ทำสิ่งใด เขาถอดเสื้อคลุมออกมาคลุมให้อีกฝ่าย แล้วสวมชุดเกราะอีกครั้ง มองไปรอบๆ ไม่เห็นเงาของข้าศึก จึงกัดฟันก่อกองไฟเล็กๆ ข้างๆ ิหยวน ใช้ร่างกายของตนบังแสงไฟ
ิหยวนนอนหันหลังให้เขา ลืมตาขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้ม
หนึ่งชั่วยามต่อมา ท้องฟ้าเริ่มสาง หยางจวินปลุกิหยวน โชคดีที่เขาฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เด็ก ร่างกายแข็งแรง พอเหงื่อออก ไข้ก็ลดลง มีเรี่ยวแรงขึ้น ทั้งสองอาศัยแสงสลัวๆ เดินออกจากป่า กลับไปยังจุดที่พวกเขาขึ้นฝั่งเมื่อคืน พบเรือลำเล็กจอดอยู่หนึ่งลำตามคาด ทั้งสองพายเรือข้ามแม่น้ำ
ยังไม่ทันถึงฝั่งก็มีคนมารอรับ จี้เจ๋อถึงกับมารออยู่ที่นี่ด้วยตนเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน พอเห็นหยางจวินก็คว้ามือเขาแล้วลากไปทันที ไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยถาม
“เ้าไม่ต้อนรับแขก? เหตุใดจึงอยู่ที่นี่?”
“เหตุใดข้าจึงอยู่ที่นี่? ไม่ต้อนรับแขกอันใดกัน?!” จี้เจ๋อถลึงตาใส่ิหยวนอย่างน่าประหลาด “ท่านแม่ทัพกลับมาแล้ว! หากมท่านกลับมาช้ากว่านี้ เมืองโซ่วหยางคงไม่เหลือแล้ว!”
“เกิดเื่ใดขึ้น?”
“บังเอิญจริงๆ! เมื่อคืนหลังจากพวกท่านไป กองทัพเป่ยฉีข้ามแม่น้ำมาโจมตีเมือง!”
-----
