สำหรับไป๋เซียงจู๋ยิ่งไม่จำเป็ต้องอธิบายให้มากความ จวินมู่ซีอยู่ในฐานะพี่ชายเช่นเดียวกันอย่างแน่นอน แต่ไฉนจู่ๆ จึงมาสู่ขอกันแบบนี้เล่า
หลังจากติดต่อกันหลายหน นางก็ไม่ยักรู้สึกว่าเขาสนใจตนเป็พิเศษสักหน่อย เป็ไปได้อย่างไร...
“จู๋เอ๋อร์ ทำไมลูกดูไม่ดีใจเล่า หรือว่าลูกไม่ชอบพ่อหนุ่มสกุลจวินคนนั้น...”
ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็ห่วงบุตรสาวตนมากกว่าอยู่ดี เมื่อไป๋ซื่อเห็นอาการงงงวยของไป๋เซียงจู๋ นึกว่าลูกสาวตนไม่ยินยอม จึงโพล่งถามออกมา
ไป๋เซียงจู๋ที่ได้สติแล้วส่ายหน้าทันที “เป็จวินมู่ซีจริงหรือเ้าคะ”
เขาเอาจริงหรือ? หรือแค่อยากช่วยนาง? ช่างเถิด ถึงเวลาค่อยหาโอกาสถามเขาดูแล้วกัน แต่ทั้งท่านยายกับท่านแม่แลถูกใจเขามาก ถือเป็เื่ดีทีเดียว หากเขาทำไปเพื่อช่วยตนเท่านั้นจริงๆ ก็ยิ่งดี หมั้นหมายกับเขาไว้ก่อน ถ้าวันหนึ่งเขามีหญิงในดวงใจ นางค่อยถอนตัวทีหลังย่อมได้ อย่างไรเสียชื่อเสียงของนางก็เสื่อมเสียไปนานแล้ว นับประสาอะไรกับแค่ข่าวลือว่าถูกถอนหมั้น
พอได้ยินคำถามของไป๋เซียงจู๋ ไป๋ซื่อพยักหน้าเป็สัญญาณว่าใช่ “จู๋เอ๋อร์ ทั้งแม่กับท่านยายคิดว่าคนนี้ใช้ได้นะ”
ตระกูลจวินมีธรรมเนียมประจำครอบครัวที่ยอดเยี่ยมเสมอมา และพวกนางก็เห็นจวินมู่ซีมาจนเติบใหญ่ เขา้าตบแต่งไป๋เซียงจู๋เป็ภรรยาเอก อีกทั้งสัญญาว่าจะไม่แต่งอนุภรรยาใดๆ เพิ่ม พิจารณาจากมุมมองนี้แล้ว ชายคนนั้นทำได้จริงอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกนางจึงเห็นดีเห็นงามยิ่ง นอกจากนี้เขายังเป็สหายรักของบุตรชายหลานชายตนด้วย
“เื่แต่งงานเป็บัญชาของบิดามารดา วาจาของพ่อสื่อแม่ชัก [1] จู๋เอ๋อร์เคยพูดแล้ว ท่านแม่และท่านยายว่าอย่างไร จู๋เอ๋อร์ว่าตามทั้งหมดเ้าค่ะ” ไป๋เซียงจู๋ตอบรับคำของไป๋ซื่อโดยไม่รอให้นางพูดต่อ
“จริงหรือ จู๋เอ๋อร์ ลูกไม่ขัดข้อง...”
ในสายตาของไป๋ซื่อ ลูกสาวคนนี้หนักแน่นในจุดยืนของตนมากขึ้นทุกวัน นางกลัวจะกลายเป็ดื้อรั้นเกินไปเสียด้วยซ้ำ
คาดไม่ถึงว่าบุตรสาวจะรู้เดียงสาดีเช่นนี้ ไม่มีอิดออดทัดทานแม้แต่น้อย
อันที่จริงหลังผ่านการใคร่ครวญอย่างรวดเร็วแล้ว ไป๋เซียงจู๋เองก็คิดว่าเหมาะสม อย่างน้อยแต่งงานกับจวินมู่ซีก็ ‘รู้ไส้รู้พุง’ กัน อีกฝ่ายคงไม่ถึงขั้นไม่เข้าใจอะไรเลย
“ท่านแม่สบายใจเถิด ลูกไม่รู้สึกคับข้องใจเ้าค่ะ อีกอย่างแต่งกับใครก็เหมือนกัน และท่านพี่จวินยังเป็สหายสนิทของท่านพี่ด้วย ไม่มีทางปฏิบัติต่อลูกบกพร่อง ถึงท่านพี่จวินมีหญิงที่พึงใจอยู่แล้ว เขาเห็นลูกเหมือนน้องสาวั้แ่เล็กแต่น้อย เขาจะยุติธรรมกับลูกแน่ๆ อนึ่ง ธรรมเนียมตระกูลของพวกเขาเป็แบบนี้ ไม่มีตบแต่งหญิงอื่นอีกหรอกเ้าค่ะ!” ไป๋เซียงจู๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเหนียมอายของดรุณีแรกรุ่น
“ใช่จ้ะ ถึงมู่ซีจะทโมนไปบ้าง แต่ก็เฝ้าดูกันมาั้แ่อ้อนแต่ออกจนโต เขาไม่ปล่อยให้ลูกลำบากแน่...” เมื่อไป๋ซื่อเห็นท่าทางเปี่ยมจริตสาวน้อยวัยกำดัดที่หาได้ยากจากไป๋เซียงจู๋ ก็มองเ้าตัวพร้อมหยอกเย้าติดตลก
พอไป๋เซียงจู๋เห็นสายตาล้อเลียนจากไป๋ซื่อ นางแสร้งก้มหน้าลงอย่างขวยเขิน แววตาเหนียมอายของสาวแรกรุ่นในตอนแรกหายวับไป กลายเป็ความเยือกเย็นเข้าแทนที่
จริงๆ แล้วนางไม่ได้คาดหวังเสียด้วยซ้ำ ที่ตกปากรับคำไป๋ซื่อไปเพราะเวลานี้นาง้าการหมั้นนี่อย่างเร่งด่วนเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมที่กำลังจะมาเยือน แผนการก่อนหน้านี้ก็ถูกใช้เพื่อทำให้การแต่งงานเกิดขึ้นเร็วที่สุดมิใช่หรือไร
เพียงแต่นางยังไม่แน่ใจว่าจวินมู่ซีคิดอย่างไรกับตนกันแน่ ถึงกระนั้นอย่างน้อยเขาก็ช่วยนางได้ พอนางรอดพ้นวิกฤตการณ์หนนี้เมื่อไร นางจะไปพบเขาสักหน่อย
ต่อให้ชาตินี้ไม่ได้ออกเรือนก็ไม่เป็ไร หรือถ้าต้องเป็แค่แจกันดอกไม้ของเขา ก็ขอครองฐานะภริยาเอกนั่นแล้วกัน
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังพูดไว้อย่างชัดเจน แม้สักวันจวินมู่ซีมีหญิงในดวงใจ เขาจะไม่เชิดชูอนุเหนือนางในฐานะภริยาเอกเด็ดขาด เป็เช่นนี้ก็ดีเหลือแหล่แล้ว ตราบใดที่ไม่ต้องเกี่ยวดองกับราชวงศ์ จะแต่งงานกับใครก็เหมือนกันทั้งนั้น! และการแต่งงานกับท่านพี่จวินน่าจะเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด ดังนั้นไป๋เซียงจู๋จึงก้มหน้าลงเพื่อให้ไป๋ซื่อเข้าใจว่ากิริยาในตอนนี้ของนางแสดงถึงความเขินอาย
หลังจากฮูหยินเฒ่าไป๋ที่นั่งอยู่ด้วยมาโดยตลอดเห็นไป๋เซียงจู๋แสดงออกเช่นนี้ นางปลื้มอกปลื้มใจจริงๆ ซ้ำยังดูตื่นเต้นผิดธรรมดา “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้นะ ตระกูลจวินส่งจดหมายแปดอักขระ [2] มาแล้ว เดี๋ยวยายจะไปวัดต้าโฝด้วยตนเอง ลองถามดูว่าของจู๋เอ๋อร์ถูกโฉลกกับแปดอักขระนี้หรือไม่ ถึงเวลาก็ให้คำตอบตระกูลจวิน การหมั้นหมายก็สำเร็จเสร็จสิ้นดังนี้ล่ะนะ”
เมื่อได้ยินฮูหยินเฒ่าไป๋กล่าวเช่นนั้น ไป๋เซียงจู๋ตกอยู่ในความมึนงง เกิดใหม่อีกชาติ ในที่สุดก็ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับราชวงศ์ แต่หมั้นหมายอย่างสุกเอาเผากินแบบนี้จะเป็การไม่รับผิดชอบต่อตนเองไปหน่อยหรือเปล่านะ?
ทว่าพอนึกถึงโศกนาฏกรรมในอดีต ไป๋เซียงจู๋ค่อยๆ รู้สึกโล่งใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตนจะไม่ผิดพลาดซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว
ไป๋ซื่อพยักหน้าเห็นชอบ นางพึงพอใจกับการหมั้นครั้งนี้มากเช่นกัน
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านยายและท่านแม่ จู๋เอ๋อร์ขอตัวก่อนนะเ้าคะ” ไป๋เซียงจู๋ทำทีเขินอายพาตู้เจวียนหนีกลับ
นางหาได้เขินจริงไม่ นางแค่ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับท่านแม่และท่านยายที่ห่วงใยตนจากใจจริงอย่างไร พวกนางหวังให้ตนได้คู่ครองที่ดีอย่างบริสุทธิ์ใจ
“เขินเสียด้วย ดี เ้ารอเตรียมสินเ้าสาวเถิด พอแปดอักขระสมพงศ์กันแล้ว ก็เป็อันว่าเรียบร้อย”
ไป๋ซื่อเห็นว่าบุตรสาวเขินก็ไม่รั้งนาง
ไป๋เซียงจู๋ก้มศีรษะน้อยๆ ก่อนจะจากไปทันที
“จู๋เอ๋อร์ ลูกเก็บสิ่งนี้เอาไว้นะ” จู่ๆ ไป๋ซื่อก็เรียกนาง
ไป๋เซียงจู๋หันไปดู เห็นมารดาเดินมาหาตน มองนางด้วยแววตาอ่อนโยน คว้ามือของนางขึ้นแล้ววางวัตถุเนื้อัันวลเนียนชิ้นหนึ่งลงบนฝ่ามือ
พอไป๋เซียงจู๋ก้มลงดู ก็พบกับตราหยกสีขาวสะอาดผุดผ่อง ส่วนที่ต่างกับของเฟิ่งเจาเกอคือมันเป็ตราหยกที่แกะสลักลวดลายดอกเยวียนเหว่ย ตรงกลางมีตัวอักษร ‘เหิง’
อักษรเหิงนี้เป็ตัวแทนของเหิงชินอ๋อง ทว่ามารดานางกลับไม่รู้ และยังดื้อไม่ไปสืบหาด้วย เหยียนเหิง ชายคนนี้ให้ท่านแม่รอคอยอย่างขมขื่นมานานหลายปี บางทีในหัวใจของท่านแม่อาจยังคงเชื่อว่าชายคนนั้นจะมารับตนไปเป็ภรรยา เสียแต่ว่าชายคนนั้นดันสู่ขอคนอื่นเข้าจวนด้วยความเข้าใจผิด มิหนำซ้ำลูกที่เกิดมาก็อายุน้อยกว่าไป๋เซียงจู๋เพียงสองปี
“ท่านพ่อลูกทิ้งสิ่งนี้ไว้ ลูกใกล้จะหมั้นหมายแล้ว ลูกก็เก็บมันเอาไว้เถิด ถึงท่านพ่อไม่อยู่ แต่คิดเสียว่านี่คือสินเ้าสาวที่ท่านพ่อให้ลูกนะ” ขณะไป๋ซื่อพูด ดวงตามีน้ำใสคลอบางๆ ทว่ามุมปากกลับประดับรอยยิ้ม
ท่านแม่ในตอนนี้ดูงดงามนัก งามอย่างอ่อนช้อยบอบบาง แม้ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้แล้ว ท่านแม่ก็น่าทะนุถนอมชวนหลงใหลเหมือนเคย นางเชื่อว่าท่านพ่อไม่ได้ลืมท่านแม่ แน่นอนว่าเมื่อชาติก่อนก็ไม่ลืม แต่การแต่งงานในตอนนั้นเป็เพียงอีกหนึ่งภาระหน้าที่ ในชาตินี้ นางจะทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ผูกสมัครรักใคร่กันอีกครั้ง ตราบเท่าที่ในหัวใจของท่านพ่อมีท่านแม่ ไม่ว่าใครก็พรากไปไม่ได้ทั้งนั้น
“ขอบพระคุณท่านแม่เ้าค่ะ จู๋เอ๋อร์จะรักษาเป็อย่างดี” ไป๋เซียงจู๋เก็บตราหยกด้วยความระมัดระวัง
เมื่อออกจากโถงบุปผชาติ แสงอาทิตย์อบอุ่นข้างนอกสาดกระทบกาย ไป๋เซียงจู๋เงยหน้าขึ้นและหลับตาลง ัักับแดดอุ่นๆ ยามฤดูหนาว ดูเหมือนว่าคืนวันแห่งเหมันต์อันแสนหนาวเหน็บนี้ก็กำลังอบอุ่นขึ้นทีละน้อย?
“คุณหนู คุณหนูอยากแต่งงานกับคุณชายใหญ่จวินจริงๆ หรือเ้าคะ” พอทั้งสองจากมาไกล ตู้เจวียนอดไม่ไหวจนต้องเปิดประเด็น
“บัญชาของบิดามารดา วาจาของพ่อสื่อแม่ชัก” ไป๋เซียงจู๋เอ่ยประโยคนี้ออกมา
ได้ยินคำตอบของไป๋เซียงจู๋แล้ว ตู้เจวียนก็เข้าใจเจตนาของเ้านายตน นางจึงไม่ถามอะไรอีก เดินตามหลังไป๋เซียงจู๋เงียบๆ ต่อไป
หลังมื้อกลางวันในวันเดียวกัน ฮูหยินเฒ่าไป๋ส่งคนไปเทียบแปดอักขระ ไป๋เซียงจู๋กระสับกระส่ายเข้าแล้วจริงๆ พลันหาข้ออ้างปลอมเป็บุรุษออกจากจวนไปยังหออี้ผิ่น
วันนี้ไม่ใช่วันตรวจคนไข้ เมื่อเถ้าแก่หลี่เห็นไป๋เซียงจู๋โผล่มาอย่างไม่คาดฝันก็ใเล็กน้อย ซักไซ้ไถ่ถามแล้วถึงรู้ว่ามาหานายน้อยตนนั่นเอง
เชิงอรรถ
[1]父母之命,媒妁之言 บัญชาของบิดามารดา วาจาของพ่อสื่อแม่ชัก หมายถึง การแต่งงานของลูกต้องตัดสินใจโดยพ่อแม่ และต้องผ่านการแนะนำโดยพ่อสื่อแม่สื่อ จึงจะถือว่าเป็การแต่งงานที่ถูกต้องเหมาะสมตามทำนองคลองธรรม
[2]八字帖 จดหมายแปดอักขระ คือ จดหมายที่มีวันเกิดในรูปแบบแปดอักขระ ซึ่งคำนวณด้วยแผนภูมิ์ (天干地支) ระบุวัน เดือน ปี และเวลาที่เกิด ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต้องแลกจดหมายแปดอักขระให้กันก่อนหมั้นหรือแต่งงาน เพื่อนำไปดูว่าดวงชะตาสมพงศ์กันหรือไม่
