ติงเหว่ยจงใจยิ้มโดยไม่พูดอะไร ทำให้ทุกคนอยากรู้อยากเห็นแล้วก็พูดออกมาว่า “พวกเ้าวางใจเถอะ เื่นี้ข้าจะรายงานให้ท่านแม่ทัพใหญ่ฟังอย่างละเอียด หลังจากนั้นรอให้เขาตัดสินใจ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเ้าก็จะรู้เอง เอาเป็ว่าหากวันนี้พวกเ้าไม่กลัวความเ็ป ดูแลรักษาาแให้ดี วันหน้าก็ยังเป็ชายชาตรีอยู่ดี”
“ตกลง เอาตามที่แม่นางว่า” หลี่เอ้อร์ตั้นฟังแล้วก็ตื่นเต้นจนเืสูบฉีด แล้วเขาก็ยังอยู่ใกล้ติงเหว่ยมากที่สุดอีกด้วย เขาจึงเป็คนแรกที่ะโออกมาโดยไม่รู้ตัว
ติงเหว่ยรีบส่งสัญญาณให้ผู้าุโเหว่ยที่ยืนยิ้มตาหยีอยู่ข้างๆ ยกเตาถ่านออกมา จากนั้นเขาก็พูดชักจูงว่า “ข้าจะให้เ้าดมยาชาสักหน่อย เ้าจะหลับไปพักหนึ่งพอตื่นขึ้นมาก็เสร็จแล้ว”
หลี่เอ้อร์ตั้นมองไปที่เตาถ่านอย่างแปลกใจ เขาต่อต้านออกมาโดยสัญชาตญาณ แต่ติงเหว่ยกลับมือไม้ว่องไว นางดึงจุกไม้ของขวดกระเบื้องใบเล็กออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เอาไปส่ายไปมาใต้จมูกของเขา
หลี่เอ้อร์ตั้นเหมือนจะอยากพูดอะไร แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากออกมาก็หมดสติไปเสียก่อน
ผู้าุโเหว่ยแกะผ้าพันแผลที่แขนเขาออกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบแผ่นเหล็กร้อนทาบลงไป
“ฉี่!” แขนของหลี่เอ้อร์ตั้นมีควันลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว กลิ่นเนื้อย่างหอมๆ แทบจะลอยฟุ้งไปทั่วทั้งกระโจม
“ว้าว!”
นี่แหละที่เรียกว่าคนที่ไม่รู้ก็จะไม่กลัวอะไรทั้งนั้น หลี่เอ้อตั้นที่หมดสติอยู่ชักกระตุกอย่างรุนแรงสองสามที แต่เหล่าทหาราเ็ที่อยู่ข้างๆ กลับถลึงตามองไปที่เขาราวกับดูหมูย่างวันที่สองเดือนสองที่ถูกเหล็กทาบอย่างมีความสุข แต่ในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ไหวและหันหน้าไปอาเจียน
ติงเหว่ยเองก็มีสีหน้าซีดขาว แต่มือของนางก็ยังคงทายาให้หลี่เอ้อร์ตั้นอย่างเงียบๆ เหมือนเดิม จากนั้นก็ห่มผ้าให้เขา
ผู้าุโเหว่ยกลับตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เขาะโออกมาว่า “ถึงแม้วิธีนี้จะดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่ก็สามารถหยุดเืได้ดีจริงๆ”
หลังจากพูดจบดวงตาทั้งสองของเขาก็ทอประกายออกมาและมองไปที่เหล่าทหาราเ็ที่อยู่ข้างๆ เห็นได้ชัดว่าเขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ลองอีกครั้ง
อาการาเ็ทั้งหลายจึงถูกภาพเหตุการณ์เมื่อสักครู่ทำให้ใจนหายไปหมด พวกเขาแทบจะกลิ้งตัวและคลานไปหลบซ่อนอยู่ที่มุมหนึ่งของกระโจม
แต่น่าเสียดายหากพวกเขาอยากจะมีชีวิตรอดก็หนีไม่พ้นเหตุการณ์อันน่าเ็ปนี้ พวกเขาถูกจับกลับมาทีละคนๆ ในขณะที่กำลังหมดสติอยู่ก็ได้ัักับแผ่นเหล็กร้อนอย่างใกล้ชิดหนึ่งครั้ง…
ด้วยเหตุนี้ ผู้าุโเหว่ยกับติงเหว่ยอาจารย์และลูกศิษย์ทั้งสองก็พาเฉิงเถี่ยหนิวที่กล้าหาญเกินไปหรือไม่รู้จักความกลัวเป็แน่ แล้วก็ยังมีเฉินเต๋อที่มีใจใฝ่รู้ใฝ่เรียน พร้อมด้วยหมอทหารอีกสิบกว่าคนแบ่งงานกันทำ พวกเขายุ่งกันจนถึงเที่ยงคืน สุดท้ายก็รักษาทหาราเ็ได้สำเร็จทั้งหมด
และในที่สุด ขณะนี้ค่ายทหารฝ่ายเราและศัตรูก็สงบลง เมื่อกลางวันพวกเขาผ่านความเป็ความตาย ส่วนตอนกลางคืนในที่สุดก็ได้แอบพักหายใจสักหน่อย
ทหารจำนวนนับไม่ถ้วนที่ร่างกายอาบไปด้วยเื พวกเขากอดมีดและดาบหลับไปในกระโจม และนอนกรนเสียงดัง ถึงขั้นที่ว่าบางคนยังถือปิ่งที่ทำจากแป้งข้าวโพดครึ่งหนึ่งอยู่เลย
ผู้าุโเหว่ยเป็คนปากแข็งแต่ใจอ่อน [1] เขาพาลูกมือไปจำนวนหนึ่งแล้วค่อยๆ ตรวจสอบทีละกระโจม เพราะเกรงว่าจะมีทหารบางคนที่ไม่ใส่ใจในาแเล็กๆ ของตน แต่พอทิ้งเวลานานไปอาจจะร้ายแรงถึงชีวิตได้
ใน่ไม่กี่วันนี้หมอทหารหลายคนต่างก็เลื่อมใสในวิชาการรักษาของผู้าุโเหว่ยอย่างถึงที่สุด ตอนนี้พวกเขาเดินตามผู้าุโไปอย่างว่าง่าย อันที่จริงแล้วพวกเขาก็อยู่ในกองทัพมาหลายปี เมื่อก่อนใช่ว่าจะไม่มีสถานการณ์เช่นนี้ ก่อนนอนยังเป็ทหารอยู่ดีๆ พอตื่นขึ้นมากลับไม่มีชีวิตแล้ว และส่วนมากก็เป็เพราะจัดการาแไม่ได้ เืไหลออกมามากเกินไปจนหมดสติ สุดท้ายก็ไปรายงานตัวกับพญามัจจุราชเสียแล้ว
ติงเหว่ยไม่เหมาะที่จะเข้าๆ ออกๆ กระโจมทหารในเวลากลางคืน นางก็เลยอยากไปดูลูกชายที่หลับอยู่บนรถม้า แต่เมื่อครู่นางยุ่งกับการรักษาทหาราเ็จนไม่รู้สึกอะไร ตอนนี้กลับเหนื่อยจนมือเท้าไร้เรี่ยวแรง นางลองคิดอย่างละเอียดก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าั้แ่ที่นางเข้ามาในค่ายยังไม่ได้กินข้าวหรือน้ำเลยสักคำ
ในเวลานี้นางเองก็ไม่รู้ว่าจะไปหาของกินที่ไหน ความจริงแล้วบนรถม้านางเอาของกินมานิดหน่อย แต่นางก็คร้านที่จะไปหยิบมา
นางมองไปรอบๆ ทั้งสี่ด้าน เห็นว่าระหว่างกระโจมมีที่ว่างอยู่ และก็มีกองฟางกองหนึ่งที่ไม่รู้ว่าใครโยนมาไว้ ดังนั้นนางก็เลยหย่อนก้นนั่งลงไปและไม่อยากขยับอีกเลย
ในเวลานี้บนท้องฟ้าไม่มีหมอก และไม่มีควันไฟ ต่อให้จะเป็ต้นฤดูหนาวแล้วแต่ท้องฟ้าก็ยังแจ่มใสเป็พิเศษ พระจันทร์เสี้ยวไม่รู้ว่าไปวิ่งเล่นอยู่ที่ไหน เหลือไว้แต่เพียงดวงดาวที่กะพริบวิบวับไม่หยุดไปพร้อมกับดวงตา
“ช่างสวยจริงๆ เลย!” ติงเหว่ยถอนหายใจยาวๆ ออกมา ในขณะที่นางกำลังอยากจะเอนหลังลง จู่ๆ ก็เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนกว้าง
ความอบอุ่นที่คุ้นเคย กลิ่นหอมที่คุ้นเคย สิ่งเหล่านี้ทำให้นางแสบจมูกขึ้นมา และน้ำตาก็เกือบจะไหลออกมาด้วย นางอดกลั้นเอาไว้แล้วก็ขยับไหล่หันไปและพยายามเอาตัวเองเข้าไปซุกไว้ในอ้อมกอดนั้นให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเมื่อไรก็ไม่อยากแยกจากกันอีก
กงจื้อิก้มศีรษะลงและได้กลิ่นเืจาง ๆ บนร่างกายของหญิงสาวที่เขารักด้วยแววตาแห่งความรักและความรู้สึกผิด หากเขายกทัพขึ้นเหนือเพื่อแก้แค้นและยึดครองแผ่นดิน คนเพียงคนเดียวที่เขาจะรู้สึกผิดก็คือหญิงสาวในอ้อมแขนของเขาคนนี้ ความบริสุทธิ์ของนางถูกเขาทำลายลงวันนั้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้นางเผชิญหน้ากับคำนินทาและสายตาดูแคลน จนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่น้อย ทุกวันนี้เขายังบังคับให้นางต้องติดตามเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและเร่ร่อนไปทั่ว ทั้งยังต้องเปรอะเปื้อนเืไปทั้งตัวเช่นนี้อีก
หากจะพูดขึ้นมาจริงๆ เขาเองก็ไม่ใช่บุรุษที่ดีเท่าไร แต่อย่างไรเขาก็ไม่มีวันเต็มใจจะปล่อยมือจากนางไป จะต้องมีสักวันหนึ่งที่เขาได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับนางในจุดที่สูงที่สุดของแผ่นดินนี้ ทำให้ทั้งซีเฮ่าหมอบอยู่แทบเท้าของนาง ของล้ำค่าทุกอย่างบนโลกใบนี้สามารถให้นางเลือกได้ตามใจชอบ ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ จะมีเพียงความมั่งคั่งและความสงบสุขเท่านั้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็กระชับแขนให้แน่นขึ้น และดึงผ้าคลุมผืนใหญ่มาห่มให้นางเพื่อป้องกันลมกลางคืนที่หนาวเย็น
ติงเหว่ยแอบปาดน้ำตาเบาๆ นางกังวลว่าทหารลาดตระเวนอาจผ่านมาได้ทุกเมื่อ ดังนั้นก็เลยรีบลุกขึ้นมานั่ง และกระซิบถามว่า “ท่านมาได้ยังไงกัน หายยุ่งแล้วหรือ? ได้กินข้าวเย็นหรือไม่?”
กงจื้อิกลับไม่ได้ตอบอะไรออกมา ดวงตาดำขลับของเขาสว่างขึ้นเป็พิเศษในยามกลางคืน เขามองตรงไปที่ติงเหว่ยที่รีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมอย่างไม่มั่นใจ “เอ่อ ยุ่งมาตลอดทั้งวัน ข้าคงจะสกปรกยิ่งกว่าขอทานตั้งเยอะใช่ไหม?”
“ไม่เลย ตอนนี้เ้างามที่สุด”
เสียงของกงจื้อิแหบแห้งเล็กน้อย แต่ด้วยเสียงลมยามค่ำคืนกลับทำให้รู้สึกหวั่นไหว ติงเหว่ยที่ได้ยินก็หน้าแดงก่ำ นางคิดไปคิดมาแล้วก็พูดออกมาว่า “ท่านไม่โทษข้าที่พาอันเกอเอ๋อร์เข้ามาในค่ายทหารงั้นหรือ?”
กงจื้อิส่ายหน้าและเอนตัวไปบังลมให้นาง จากนั้นก็พูดว่า “นอกเ้าจะเป็สตรีของข้าแล้วยังเป็หมอคนหนึ่งด้วย ในอนาคตสักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้จะเป็ไปตามที่เ้า้า”
“จริงหรือ?” ติงเหว่ยประหลาดใจขึ้นมา ถึงแม้นางจะไม่ได้พูดออกมา แต่จิติญญาของนางที่มาจากยุคสมัยที่มีอิสระเป็อย่างมาก อย่างไรนางก็ไม่อยากเป็เหมือนกับหญิงสาวทั่วไปที่นี่ ที่อาศัยอยู่ในเรือนเล็กๆ บนศีรษะก็มีเพียงท้องฟ้าที่ว่างเปล่า และทุกวันก็ต้องพึ่งพาอาศัยผู้ชายในการมีชีวิต มิเช่นนั้นนางก็คงไม่ลำบากเรียนศาสตร์การรักษามา และคงไม่แสดงความฉลาดเฉลียวและไหวพริบของนางต่อหน้ากงจื้อิครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มที่นางรักมีความคิดเปิดกว้างเช่นนี้ จะให้นางไม่ชอบได้อย่างไร
“เป็เื่จริง ตราบใดที่เ้ามีความสุข โลกทั้งใบนี้ก็จะมีความสุขไปกับเ้าด้วย”
“เอ๋ งั้นข้าก็เป็เหมือนเปาซื่อ [2] ล่ะสิ วันหน้าไม่รู้จะมีคนมากมายเท่าไรที่เขียนหนังสือมาด่าข้า!”
“คนเราเมื่อตายแล้วก็เปรียบเสมือนกับตะเกียงที่ดับมอดแล้ว [3] ไหนเลยจะต้องสนใจชื่อเสียงตอนก่อนและหลังเสียชีวิตด้วย”
เขาสามารถมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ ตราบใดที่นางมีความสุข
น้ำเสียงของกงจื้อิเต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดู ทำให้ติงเหว่ยแทบจะจมความหวานตายในอ้อมแขนของเขา จู่ๆ นางก็กอดคอเขาไว้แน่นและพูดออกมาว่า “ท่านพูดออกมาเองนะ ข้าจำไว้แล้ว”
“ฮึก!” กงจื้อิส่งเสียงเ็ปออกมาหนึ่งที ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วครู่หนึ่ง ติงเหว่ยสงสัยจากนั้นก็ได้กลิ่นคาวเืขึ้นมา แล้วนางก็ใจนหน้าซีดขาว “ท่านได้รับาเ็งั้นหรือ?”
กงจื้อิเอื้อมมือไปปิดปากของนางเอาไว้ และพูดกระซิบว่า “อย่าได้กังวลไป ไม่ใช่แผลหนักอะไร”
หากว่าเื่ท่านแม่ทัพได้รับาเ็ไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่แพร่ออกไป ก็จะทำให้ขวัญกำลังใจของเหล่าทหารสั่นคลอนได้ง่าย ติงเหว่ยเองก็รู้ว่าเื่นี้สำคัญขนาดไหน นางกัดริมฝีปากเอาไว้แน่น แต่มือของนางก็ลูบไปที่แผ่นอกและแผ่นหลังของเขา ปรากฏว่าสะบักด้านขวาของเขาเปียกชื้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดเจนว่าาแเพิ่งจะเปิดออกอีกครั้งจากความประมาทเลินเล่อของนางเมื่อครู่นี้
“เฟิงจิ่ว!”
ติงเหว่ยะโออกมาเบาๆ ด้วยความโมโห เฟิงจิ่วที่ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ตรงไหนก็ปรากฏขึ้นมาข้างๆ อย่างรวดเร็ว เ้าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่รู้ว่าอับอายที่ไม่ได้ปกป้องนายท่านให้ดี หรือว่าไม่กล้ามองนายท่านใกล้ชิดสนิทสนมกันแน่ ศีรษะของเขากดต่ำจนแทบจะราบไปกับแผ่นอกอยู่แล้ว
ติงเหว่ยเองก็ไม่มีเวลามาถามมากมาย นางจึงสั่งการไปว่า “ไปหาผู้าุโเหว่ย และไปขอยาต่อกระดูกและสร้างกล้ามเนื้อมาหน่อย”
“ขอรับ แม่นาง” เฟิงจิ่วกวาดตาไปมองนายท่านหนึ่งที เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธอะไรก็รีบรับปากและออกไปอย่างรวดเร็วทันที
“ท่านาเ็อยู่ ทำไมถึงไม่บอกให้เร็วกว่านี้? ต่อให้าแจะเล็กแค่ไหนแต่หากปล่อยไว้นานก็จะเปลี่ยนเป็ร้ายแรงได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้นทุกวันนี้ท่านยังล้างพิษฉือฮว่าเฟินออกจากร่างกายไม่หมดด้วย!” ติงเหว่ยยกมือขึ้นอยากจะตีเขาสักที แต่สุดท้ายก็ทำใจไม่ลง จากนั้นนางก็เอาผ้าคลุมผืนใหญ่ห่มให้เขาทับไปทับมา ราวกับว่าการที่ทำเช่นนี้จะช่วยให้าแของเขาหายไปด้วย
กงจื้อิไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาก็เลยยิ้มออกมา
ติงเหว่ยถลึงตามองเขาไปหนึ่งทีแล้วก็บ่นต่อ
“เ้าหนวดเฟิ้มล่ะ ไหนเขาบอกว่าจะอยู่ปกป้องข้างกายท่านตลอดเวลามิใช่หรือ? แล้วทำไมถึงปล่อยให้ท่านาเ็เอาได้? และยังมียอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลินอีก หมูสามชั้นน้ำแดงเ่าั้ที่เมื่อก่อนให้พวกเขากินไปเสียเปล่าจริงๆ เลย”
กงจื้อิเดิมทีมีใจคิดจะแก้ตัวแทนผู้ใต้บังคับบัญชา ในความจริงแล้วบนสนามรบมีคมดาบและลูกธนูจำนวนไม่ถ้วน ต่อให้ข้างกายเขาจะล้อมรอบด้วยคนที่แข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะมีลูกธนูดอกไหนพุ่งเข้ามาหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นเขาในฐานะที่เป็แม่ทัพ เขานำทัพบุกด้วยตนเองอย่างกล้าหาญ สามารถสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารฮึกเหิม
พบกันในที่คับขันผู้กล้าถึงจะชนะ แม่ทัพที่มีความห้าวหาญ เหล่าทหารที่มีความภักดี นี่เป็กลยุทธ์ที่ดีสุดเพียงอย่างเดียวในการชนะา
แต่หลักการเหล่านี้กลับไม่สามารถพูดให้หญิงสาวที่รักเขาฟัง ดังนั้นจึงทำได้เพียงทำผิดต่ออวี้ฉือที่นอนอยู่ในกระโจมเพราะขาาเ็ไปข้างหนึ่ง แล้วก็เหล่าองครักษ์และองครักษ์เงาเสียแล้ว อย่างมากวันหลังเวลาที่กินหมูสามชั้นน้ำแดงก็แค่แบ่งให้พวกเขาหลายชิ้นหน่อยก็พอ
กงจื้อิที่นานๆ ทีจะเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชาสักครั้ง เขาก็ต้อง “ชดเชย” ให้มากเป็ธรรมดา แต่ใครจะรู้ว่าเขาประเมินความโกรธของหญิงสาวต่ำไป หลังจากนั้นสองเดือนไม่ต้องพูดถึงเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา แม้แต่เขาก็ยังไม่ได้กินหมูสามชั้นน้ำแดงสักชิ้นเลย
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ก็เป็เื่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง ทั้งสองคนตอนนี้คนหนึ่งกำลังบ่นออกมาอย่างมีความสุข อีกคนก็ฟังอย่างดีอกดีใจ ผู้าุโเหว่ยเดินหน้าดำเคร่งเครียดเข้ามา เมื่อเขาเห็นกงจื้อิเขาก็เกือบจะะโไปมารอบๆ ด้วยความโมโห ผู้าุโวางใจขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็ทำนิสัยเป็เด็กอีกครั้ง
“ข้ายังคิดว่าเ้ากำลังใกล้ตายแล้วเสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าจะยังมีเวลามาหยอกล้อลูกศิษย์ของข้าอีก? งั้นข้าจะกลับไปรอสักพักแล้วค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน!”
ไม่ต้องรอให้กงจื้อิตอบอะไร ติงเหว่ยก็ลุกขึ้นมาด้วยหน้าตาแดงก่ำ นางโมโหจนกระทืบเท้าและพูดตำหนิว่า “โธ่ ท่านอาจารย์ นี่มันเวลาไหนกันแล้ว ท่านยังมีกระจิตกระใจมาล้อเล่นอีกอย่างนั้นหรือ? รีบไปดูให้นายน้อยเร็วเข้าเถิด ทั้งค่ายทหารต่างก็กำลังรอให้เขาตัดสินใจนะ!”
ผู้าุโเหว่ยจะไม่เข้าใจความจริงในข้อนี้ไปได้อย่างไร แต่เขาก็เหมือนกับพ่อทุกคนบนโลกที่ไม่ถูกชะตากับลูกเขย เขาเองก็ไม่ถูกชะตากับกงจื้อิเช่นกัน ใครใช้ให้กงจื้อิมาแย่งลูกศิษย์ที่เขาเพิ่งรู้จักไม่ทันไรไปล่ะ
และแน่นอนว่าเขาไม่มีทางที่จะยอมรับ ั้แ่ก่อนที่จะรับติงเหว่ยเป็ศิษย์ ชายหนุ่มหญิงสาวสองคนนี้ก็รู้จักกันมานานแล้ว และความรู้สึกก็ถลำลึกไปแล้วด้วย
กงจื้อิยืนขึ้นคำนับเช่นกัน แต่เขากลับถูกถลึงตาใส่อย่างไม่มีเหตุผล
-----------------------------------------
[1] ปากแข็งใจอ่อน 嘴硬心软 หมายถึง ปากร้ายใจดี
[2] เปาซื่อ 褒姒 หมายถึง พระมเหสีของพระเ้าโจวโยวหวัง(周幽王) กษัตริย์องค์ที่ 12 ของราชวงศ์โจว กล่าวกันว่านางเป็คนที่งดงามมาก แต่เป็คนยิ้มไม่เป็ ทำให้พระเ้าโจวโยวหวังกลุ้มใจมาก ถึงกับตั้งรางวัลไว้พันตำลึง สำหรับผู้ที่ออกอุบายให้นางยิ้มได้ วันหนึ่งคิดอุบายได้ด้วยการจุดพลุให้อ๋องต่าง ๆ เข้าใจว่า ข้าศึกบุกเมืองหลวงแล้ว เมื่อยกทัพมาถึงกลับไม่มีอะไร ทำให้นางเปาซื่อหัวเราะออกมาได้ แต่บรรดาเ้าเมืองหัวเมืองต่างๆ โกรธมาก เมื่อมีข้าศึกยกทัพมาตีเมืองหลวงจริงๆ พระเ้าโจวโยวหวังก็ได้จุดพลุขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีเ้าเมืองหัวเมืองใดเชื่อถือ จึงไม่มีใครยกทัพมาช่วย ข้าศึกจึงตีเมืองได้ พระเ้าโจวโยวหวังถูกฆ่าตายและนางเปาซื่อถูกจับตัวไป
[3] คนเราเมื่อตายแล้วก็เปรียบเสมือนกับตะเกียงที่ดับมอดแล้ว 人死如灯灭 หมายถึง คนเราเมื่อตายทุกสิ่งก็ดับสลายไปด้วย สำนวนนี้มักใช้ในการเตือนสติผู้คนว่าไม่ต้องเกรงกลัวหรือกังวลต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว คนตายไปแล้วย่อมไม่รับทราบหรือรับรู้เื่ราวใดๆ อีกแล้ว
