่เที่ยงของวันนี้ รายงานผลการรบจากแนวหน้าของกองทัพทางภาคใต้แห่งราชอาณาจักรถูกส่งมาที่เมืองหลวงไม่ขาดสาย ประหนึ่งเกล็ดหิมะกำลังตกลงมาปกคลุมเมืองหลวง ตามข่าวที่ลือกัน เบื้องบนของกองทัพโดนจักรพรรดิยาซินด่าจนไม่เหลือชิ้นดี ทำให้ตอนนี้วุ่นวายกันไปหมด เพราะแนวหน้าปราชัยทำให้ขุนนางจำนวนมากที่รับผิดชอบเื่นี้ถูกจับเข้าเรือนจำอัศวินทันที หนึ่งในนั้นรวมไปถึงผู้บัญชาการเชมเบอร์เลนที่ถูกคาดโทษไว้ ถึงแม้ว่าเขาจะยอมตายแต่ไม่ยอมถอย แต่คนในครอบครัวไม่ว่าจะแก่หรือเด็กล้วนถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิดชั่วคราว…
นับวัน หน่วยสอดแนมของข้าศึกพากันเข้าออกเมืองหลวงเพิ่มขึ้นทุกที และมีม้าศึกจำนวนนับไม่ถ้วนได้ตายกลางทางเพราะเหนื่อยตายเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ทำให้ผู้คนหวาดผวาไปชั่วเวลาหนึ่ง
มีบางคนบอกว่า กองทัพของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสใกล้จะบุกเข้าโจมตีเมืองหลวงแล้ว บางคนก็พูดว่าผู้บัญชาการเชมเบอร์เลนทรยศเข้าฝ่ายข้าศึกไปแล้ว บ้างก็ลือว่าจักรพรรดิยาซินนั้นได้ล้มป่วยหนักอีกครั้ง หรือไม่ก็ลือว่าราชอาณาจักรเซนิทใกล้จะจบสิ้นแล้ว ท่ามกลางข่าวลือมากมาย ขุนนางส่วนใหญ่ล้วนสิ้นหวังกับสถานการณ์ในการสู้รบในปัจจุบันนี้มาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองต้องประจัญหน้ากับกองทัพของราชอาณาจักรเซนิท ขุนนางบางส่วนเริ่มเตรียมการอพยพออกจากเมืองหลวงไปยังทางภาคเหนือของราชอาณาจักรแล้ว ข่าวลือเหล่านี้คล้ายกับนกที่บินร่อนไปทั่วท้องฟ้า
จากข่าวมากมายทำให้ค่ายทหารอาณาจักรบริวารเริ่มสับสนวุ่นวายขึ้นมา
กลุ่มแรกที่ตื่นตูมคือ าาและทหารของอาณาจักรบริวารทั้งสามสิบกว่าแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตา
อาณาจักรของพวกเขาส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของราชอาณาจักรเซนิท มีบางอาณาจักรถูกราชอาณาจักรสปาร์ตากุสเข้ายึดครองเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ไฟาได้ลุกลามเข้ามาถึงเขตแดนอาณาจักรของพวกเขาแล้ว บ้านเมืองของพวกเขาถูกเหล่าศัตรูเผาทำลาย ครอบครัวและคนรักของพวกเขาถูกศัตรูทำร้าย เหยียบย่ำ ทหารจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสเป็ที่เลื่องลือว่าเป็พวกที่โหดร้ายและเืเย็นที่สุด ในอดีตเคยฆ่ารันฟันแทงประชาชนของราชอาณาจักรเซนิทกว่าแสนคน บวกกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองราชอาณาจักรนี้เต็มไปความด้วยความเกลียดชังและเคียดแค้นที่เรื้อรังมานานหลายปี ทำให้ทุกที่ที่ชาวสปาร์ตากุสผ่านไป กลายเป็พื้นที่รกร้างและเต็มไปด้วยการเผาไหม้ เหลือไว้เพียงซากศพไร้ิญญากองท่วมูเาและเืที่หลั่งไหลเป็จำนวนมาก
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ าาของอาณาจักรบริวารทางตอนใต้ต่างเต็มไปด้วยความกังวลใจ พวกเขาหมดกะจิตกะใจที่จะเข้าร่วมแข่งขันแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่เริ่มรวมตัวกันยื่นคำร้อง ขออนุญาตให้พวกเขาออกจากการแข่งขันการซ้อมรบระดับราชอาณาจักรในครั้งนี้ และนำกองทัพกลับสู่อาณาจักรของตัวเองเพื่อทำาปกป้องอาณาจักร ช่วยเหลือคนรัก ครอบครัว และลูกหลานของตัวเอง
คนส่วนใหญ่รอท่าทีของทางกองทัพแห่งราชอาณาจักร มีาาหลายๆ อาณาจักรต่างร่วมลงนามแสดงความคิดเห็น ขอร้องให้ทางราชอาณาจักรส่งกองกำลังที่แข็งแกร่งไปสบทบกับทหารของสามอาณาจักรทางตอนใต้โดยด่วน ให้เหมือนกับสายฟ้าที่ร้องคำราม ขับไล่ผู้บุกรุกจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสที่ชั่วร้ายเหล่านี้ให้ออกไปจากแผ่นดินราชอาณาจักร
และในเวลานี้เอง ก็มีชื่อหนึ่งที่ถูกผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนเอ่ยถึง
'เทพาแห่งเซนิท' อังเดร อาร์ชาวิน
ในสถานการณ์ที่จักรพรรดิยาซินกำลังป่วยหนักและไม่สามารถออกรบได้ด้วยตนเองนั้น ความหวังของทุกคนได้ตกไปที่ 'เทพาแห่งเซนิท' คนผู้นี้ที่เคยทำาระหว่างชายแดนของทั้งสองราชอาณาจักรและได้สังหารชาวราชอาณาจักรสปาร์ตากุสจำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้ทุกที่เต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนกราดไปทั่ว แม้อาร์ชาวินจะมีอายุเพียงสามสิบห้าปี แต่เขากลับมีประสบการณ์ในการทำามากกว่ายี่สิบปีแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' ก็ถูกขนานนามว่าเป็ผู้ไร้ต้าน ชื่อเสียงอันเลื่องลือนี้ เพียงได้ยินก็ทำให้ผู้คนจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสตัวสั่นแล้ว รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เรียกได้ว่าเป็ดาวข่มของราชอาณาจักรสปาร์ตากุส
ถ้าพูดเกินจริงอีกนิดก็คือ สำหรับชาวจักรเซนิทและชาวสปาร์ตากุสนั้น อาร์ชาวิน ชื่อนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์
ภายในระยะเวลาสั้นๆ องค์ชายใหญ่อาร์ชาวินก็ได้ผู้สนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน าการแย่งชิงราชบัลลังก์ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
เดิมทีสององค์ชายต่างอยู่ในสภาพเท่าเทียมกัน แต่หลังจากการปราชัยของแนวรบทางตอนใต้ได้เกิดขึ้น กลับกลายเป็ว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มเอนเอียงไปทาง 'เทพาแห่งเซนิท' เพราะพวกเขาคิดว่า องค์ชายอาร์ชาวินสามารถนำพาชัยชนะมาสู่ราชอาณาจักรได้
ถ้าเทียบระหว่างองค์ชายใหญ่อาร์ชาวินที่เป็นักรบไร้พ่ายกับองค์ชายรองโดมิงเกวซที่เป็เพียงลูกนอกสมรสคนหนึ่ง ก่อนเข้าสู่เมืองหลวง องค์ชายรองโดมิงเกวซไม่ได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่อะไรให้กับราชอาณาจักรเลย เมื่อเข้ามาในเมืองหลวงก็ได้แต่อาศัยความโปรดปรานจากองค์จักรพรรดิยาซินเพื่อให้ตัวเองมีที่ยืน ด้วยเหตุนี้ ทำให้เขามีเหล่าขุนนางชั้นสูงหรือแม้แต่กองกำลังใหญ่ๆ หลายแห่งให้การสนับสนุนและได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากกลุ่มพ่อค้า แต่ตอนนี้ องค์จักรพรรดิยาซินเป็ดั่งตะวันใกล้ลับขอบฟ้า นับวันอาการป่วยยิ่งแย่ลง ยิ่งราชอาณาจักรต้องมาเผชิญหน้ากับวิกฤติอันตรายเช่นนี้ อำนาจขององค์ชายรองก็เสี่ยงที่จะล่มจมในเร็ววัน
……
ในสถานการณ์ที่วุ่นวายคับขันเช่นนี้ ค่ายเมืองแซมบอร์ดกลับสามารถรักษาความสงบที่หาได้ยากในเวลานี้
เหตุผลแรกก็เพราะว่า เมืองแซมบอร์ดตั้งอยู่ทางภาคเหนือสุดของราชอาณาจักร ต่อให้เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจะถูกสปาร์ตากุสโจมตี แต่เมืองแซมบอร์ดก็ยังไม่ถูกไฟาเข้ารุกรานในชั่วขณะ นี่คือข้อดีของอาณาจักรบ้านนอกนั่นเอง เหล่าขุนนางทั้งหลายที่ปกติชอบดูถูกชาวแซมบอร์ดว่าเป็พวกบ้านนอก ตอนนี้ก็ดิ้นรนพยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็คนบ้านนอกกันยกใหญ่ เพื่อให้ตัวเองหลีกหนีจากภัยาได้ชั่วคราว
แน่นอนว่า อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คนในค่ายเมืองแซมบอร์ดชอบทำา
'สองอสุรกาย' และเ้าภูตตูดม้าอย่างพัศดีโอเลเกร์ แทบจะอดทนรอไม่ไหวอยากเข้าสู่สนามรบเต็มแก่ พวกเขากระเหี้ยนกระหือรืออยากสังหารพวกข้าศึกในแนวหน้าใจจะขาด แม้แต่แปเตอร์ แช็คก็คิดว่านี่คือโอกาสที่เหมาะสม หากนำอัศวินบรอนซ์เซนต์และเหล่าเทศกิจเข้าร่วมาที่แท้จริงได้ จะเป็การพัฒนาศักยภาพของเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดมากกว่าจะมาสู้รบกับเมืองเล็กๆ
นี่เป็การแสดงความมั่นใจต่อความแข็งแกร่งของพวกเขา
และยังเป็การเชื่อมั่นในตัวาาของพวกเขาอย่างโงหัวไม่ขึ้น
ซุนเฟยให้เหล่าผู้นำเมืองแซมบอร์ดออกจากเต็นท์าาไปหลังได้ฟังความคิดเห็นของพวกเขา ถึงแม้ว่าาจะลุกลามน่ากลัวแบบนี้ แต่ก็ยังไม่ต้องถึงมือเมืองแซมบอร์ดในตอนนี้หรอก
และซุนเฟยก็เดาไม่ผิด
ในขณะที่เมืองหลวงและค่ายทหารอาณาจักรบริวารเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนต่างพากันขลาดกลัวกันไปหมด ไม่ทันที่พระอาทิตย์จะตกดิน ในเมืองหลวงก็มีข่าวลือว่า องค์จักรพรรดิยาซินได้มีรับสั่งให้องค์ชายอาร์ชาวินออกรบด้วยตัวเอง โดยนำ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' และสองในสิบของกองกำลังหลักแห่งราชอาณาจักรอย่าง 'ความเกรี้ยวกราดของเทพอัคนี' และ 'แส้เทพอัสนี' ทั้งหมดห้าหมื่นนายมุ่งหน้าไปยังแนวหน้าในอีกสามวันข้างหน้า
ทันทีที่คำสั่งนี้ออกมา ก็ทำให้ทุกคนเริ่มสงบจิตสงบใจของตนเองลงได้
ไม่ช้าก็มีคำสั่งอีกคำสั่งหนึ่งเผยแพร่ออกจากเมืองหลวง
ทางกองทัพได้ปฏิเสธคำร้องของอาณาจักรทางตอนใต้ที่จะขอออกจากการแข่งขันการซ้อมรบ เพื่อกลับไปสู้รบปกป้องอาณาจักรของตน และรับสั่งอย่างเข้มงวดว่าให้ทุกอาณาจักรอยู่แต่ในค่ายทหารอาณาจักรบริวารเท่านั้น ทั้งยังดำเนินการแข่งขันการซ้อมรบต่อจนกว่าจะจบ
ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากมีการปะทุของาเกิดขึ้น ทำให้การแข่งขันการซ้อมรบระดับราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันขึ้นมาใหม่ การแข่งขันในรายการที่สองได้ถูกยกเลิกไป หลังจากที่การแข่งขันจบลง สิบอันดับแรกของยอดฝีมือและกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของห้าเขตาจะได้สิทธิพิเศษในระหว่างเข้าร่วมรบา
เมื่อการแข่งขันการซ้อมรบสิ้นสุดลง กองกำลังของอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยสี่สิบสี่แห่งจะรวมกลุ่มกันกลายเป็กองทัพสนับสนุนและมุ่งหน้าไปยังเขตาทางภาคใต้เพื่อเข้าร่วมการทำากับราชอาณาจักรสปาร์ตากุส ยอดฝีมือสิบอันดับแรกในการแข่งขันจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็ขุนนางของราชอาณาจักร ในขณะเดียวกันก็จะได้รับอำนาจทางการทหารในการความควบคุมกองทัพสนับสนุนด้วย
และผลการรบในาทางภาคใต้จะเป็หลักฐานในการเลื่อนระดับของอาณาจักร
อาณาจักรบริวารใดสะสมความดีความชอบในาได้มากที่สุดเป็สิบอันดับแรก จะมีคุณสมบัติได้เป็อาณาจักรบริวารระดับหนึ่ง ผลการรบของาจะเป็ตัวชี้วัดว่า จะได้รับการแต่งตั้งให้อาณาจักรอยู่ในระดับไหน
การตัดสินใจนี้เป็การชดเชยที่ไม่อาจยกเลิกการแข่งขันการซ้อมรบได้ นอกจากนี้ยังหมายถึงยุคสมัยที่บ้าคลั่งกำลังเคลื่อนเข้ามาอีกด้วย
ถ้าใช้ผลการรบมากำหนดระดับของอาณาจักร ก็ถือเป็โอกาสสำหรับอาณาจักรบริวารระดับต่ำแล้ว เพราะอาณาจักรบริวารระดับสูงหลายแห่งได้รวบรวมเหล่ายอดฝีมือมาไว้ใต้ปกครองมากมาย และยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับกองกำลังสำคัญในเมืองหลวง ทำให้พวกเขาได้เปรียบในการแข่งขันการซ้อมรบและครองตำแหน่งอาณาจักรบริวารระดับสูงมาตลอด ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกำหนดระดับของอาณาจักรเช่นนี้ ถือการเปิดโอกาสให้อาณาจักรบริวารระดับต่ำได้มีโอกาสเลื่อนระดับเป็อาณาจักรที่สูงขึ้น
ข้อได้เปรียบที่อาณาจักรบริวารระดับสูงถือครองมาตลอดจะใช้ไม่ได้ผล ในาระหว่างสองราชอาณาจักร อะไรก็เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ายังเป็สถานที่ให้กำเนิดวีรบุรุษ ขอเพียงมีโอกาส จากคนธรรมดาก็กลายเป็วีรบุรุษที่สร้างความตกตะลึงได้
สำหรับอาณาจักรบริวารระดับต่ำแล้ว ตราบใดที่พวกเขามีโอกาส บางทีาในครั้งนี้อาจเป็การพลิกสถานะของตัวเองสู่ความรุ่งโรจน์ก็เป็ได้
หากเทียบกับการแข่งขันการซ้อมรบที่ยากลำบากพวกนี้แล้ว การบุกตะลุยในแนวรบ ฆ่าฟันเหล่าข้าศึกให้ตกตายยังดูมีโอกาสมากกว่าอีก
ชั่วขณะหนึ่ง ทันใดนั้น ภายในค่ายทหารอาณาจักรบริวารที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลก็เปลี่ยนไป บรรยากาศกระหายเืผุดขึ้นมาแทนที่ าาหลายอาณาจักรแทบจะทนไม่ไหว อยากเข้าร่วมาที่ภาคใต้เต็มแก่แล้ว
และการแข่งขันในการชิงสิบอันดับยอดฝีมือและกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดก็เริ่มร้อนระอุขึ้น ตำแหน่งนี้ไม่เพียงทำให้พวกเขาได้กลายเป็ขุนนางชั้นสูงของราชอาณาจักรเท่านั้น แต่ยังมอบสิทธิ์ในการควบคุมกองทัพใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคตอีกด้วย
เห็นได้ชัดว่า เมืองแซมบอร์ดก็มีคุณสมบัติที่จะติดหนึ่งในสิบของยอดฝีมือและกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด
……
ในขณะที่โลกภายนอกกำลังวุ่นวายอยู่นั้น ซุนเฟยได้ทำเื่หนี่ง
เขามีคำสั่งให้ท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าเข้ามาในเต้นท์ของาา หลังจากพูดคุยกันอย่างลับๆ ถึงสองชั่วโมงเต็ม โซล่าและลูก้าก็ได้เก็บข้าวของของตนออกจากค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดไป ั้แ่นั้นเป็ต้นมา หนึ่งหนุ่มหนึ่งแก่ที่เข้าร่วมเดินทัพกับเมืองแซมบอร์ดเพื่อเดินทางมายังเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็หายไปจากสายตาของผู้คน หายไปจากค่ายเมืองทหารเมืองแซมบอร์ด และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาทั้งสองคนไปไหน
ไม่กี่วันต่อมา ก็มีองค์กรที่มีชื่อเรียกแปลกๆ ว่า 'หน่วยซิ่นฝ่าง' เข้ามาป่วนเปี้ยนแถวๆ เมืองหลวง
ไม่มีใครรู้ว่า 'หน่วยซิ่นฝ่าง' นี้เป็ของใคร รู้เพียงแต่ว่าองค์กรนี้มีความลึกลับมาก สามารถรวบรวมข้อมูลข่าวสารมากมายและยังที่มียอดฝีมือมากมายอยู่ในองค์กรนั้น องค์กรลึกลับดังกล่าวได้รับความสนใจจากกองกำลังอื่นๆ อย่างมาก มีน้อยคนนั้นที่รู้ว่าเื้ัขององค์กร 'ตาข่ายฟ้า' นี้ถูกควบคุมโดยคนสามคน ทั้งสามคนนี้ไปไหนไปด้วยกัน ในกลุ่มของพวกเขามีคนแก่หนึ่งคนและเด็กหนุ่มหนึ่งคน ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็เพียงคนธรรมดาเท่านั้น แต่คนสุดท้ายนั้นชอบสวมใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลาและไม่ชอบพูดจาเท่าไรนัก ทว่าความแข็งแกร่งของเขาก็ยากจะคาดเดาได้
คนแก่และเด็กหนุ่มรับผิดชอบในการเคลื่อนไหว 'หน่วยซิ่นฝ่าง' ส่วนบุรุษที่สวมหน้ากากห้าสีนี้ เปรียบเสมือนคมดาบคอยดูแลความปลอดภัยของคนแก่และเด็กหนุ่มสองคนนี้
-------------------------------
