เฝิงหนานรู้ดีว่าพ่อเฝิงยังคงมีความลังเลอยู่ในใจ ท่านไม่อาจตัดใจลาออกจากตำแหน่งได้ง่าย ๆ และยิ่งไม่อาจทำใจพาครอบครัวไปเผชิญความลำบากในที่ห่างไกลได้
่เที่ยง สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวพากันกลับมาถึงบ้าน บนโต๊ะอาหารทุกคนยังคงพูดคุยเื่ราวที่พบเจอมาในแต่ละวัน บรรยากาศดูอบอุ่นเป็ปกติ แต่เฝิงหนานตระหนักดีว่า่เวลาที่แสนสงบเช่นนี้เหลืออยู่น้อยเต็มที
“น้องสาว แม่บอกว่าเธอยอมกลับไปบ้านสามีแล้วหรือ?” พี่ชายรองเฝิงหยู่เหยียน เอ่ยถามน้องสาวที่นั่งกินข้าวอยู่ตรงข้ามกัน
“ฉันมารบกวนทุกคนนานแล้วค่ะ และตอนนี้ก็เป็ห่วงลูกด้วย สามีพาลูกกลับไปเกือบสองวันแล้ว ฉันควรจะกลับไปดูแลลูกได้แล้วล่ะค่ะ ไม่ควรอยู่ที่บ้านรบกวนทุกคนนานเกินไป” เฝิงหนานตอบพี่ชาย
“คิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว ถึงจะโกรธผัวยังไงก็ไม่ควรทิ้งลูกเอาไว้กับคนอื่น ลูกคิดได้แบบนี้ แม่ก็เบาใจ” แม่เฝิงเอ่ยสมทบ นางรู้ดีว่าลูกสาวชอบเอาแต่ใจเหมือนตอนยังไม่แต่งงาน พอถูกขัดใจนิดหน่อยก็หนีกลับมาบ้านตลอด
“แต่แม่ครับ พี่เขยก็เกินไปจริง ๆ ทำไมชอบทำอะไรขัดใจพี่สาวอยู่เรื่อย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพี่ไม่ชอบอะไรบ้าง แถมยังไม่ยอมมาตามง้องอนอีก ถ้าพี่เขยทำตัวดี ๆ หน่อย พี่สาวจะหนีกลับมาบ้านทำไมกันครับ” น้องชายคนเล็กเฝิงหยู่ถง กล่าวอย่างไม่ชอบใจนัก เขาไม่ค่อยถูกชะตากับพี่เขยที่ชอบทำตัวเ็าและไม่ค่อยเอาใจใส่พี่สาวของเขาสักเท่าไร
“พี่เขยนายก็เป็คนเ็าแบบนั้นแหละ ส่วนพี่สาวนายก็เอาแต่ใจเกินไป ส่วนนาย... ยังเด็กอยู่ไม่ต้องมากังวลแทนเขา ตั้งใจเรียนให้จบก็พอแล้ว” เฝิงหยู่เหยียนปรามน้องชาย
“ผมพูดเื่จริงนี่ครับ ทุกครั้งที่พี่สาวโกรธจนกลับบ้าน พี่เขยไม่เคยตามมาง้อเลย จนแม่กับพี่รองต้องไปหา ถึงยอมมาตามพี่สาวกลับบ้าน ไม่รู้เขารักพี่บ้างหรือเปล่า” เฝิงหยู่ถงยังคงบ่นอุบ เขาเชื่อว่าพี่เขยยอมแต่งงานกับพี่สาวเพราะหน้าที่ ไม่ได้รักชอบในตัวเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
“กินข้าวกันก่อนเถอะ กินเสร็จค่อยคุยกัน เ้าเล็ก... ลูกก็หยุดพาดพิงพี่เขยแบบนั้นได้แล้ว” เฝิงเหล่ยเอ่ยตัดบท
“น้องเล็กรีบกินข้าวสิ วันนี้มีของโปรดเธอหลายอย่างเลยนะ” เฝิงหนานยิ้มให้น้องชายที่แสดงความกังวลออกมาตรง ๆ “พี่ขอบใจมากที่เธอเป็ห่วง แต่เื่นี้พี่ก็เป็ฝ่ายผิดจริง ๆ เอาไว้พี่กลับไปแล้วจะคุยกับพี่เขยของน้องดี ๆ นะ”
ทุกคนเห็นว่าเฝิงหนานดูใจเย็นลงและเข้าใจอะไรมากขึ้น ต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย เพราะสามีภรรยาทะเลาะกันก็ควรหันหน้ามาพูดคุยกันดี ๆ
หลังมื้ออาหารจบลง เฝิงหนานใช้ผ้าเช็ดปากอย่างใจเย็นก่อนจะจิบน้ำเล็กน้อย เธอวางแก้วลงแล้วกวาดสายตามองทุกคน “หนูมีเื่สำคัญจะคุยกับทุกคนค่ะ ขอเชิญทุกคนไปที่ห้องทำงานของคุณพ่อด้วยนะคะ”
การที่เธอขอให้ไปคุยในห้องทำงาน เป็เพราะไม่้าให้ลูกจ้างในบ้านได้ยินเื่ที่จะคุยกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของครอบครัว
…
ณ ห้องทำงานของเฝิงเหล่ยผู้เป็พ่อ.
เมื่อเห็นว่าทุกคนเข้ามากันหมดแล้ว เธอเดินไปปิดประตูห้องทำงานให้สนิท ก่อนจะถามถึงเื่ที่ทำงานของคุณพ่อ เพราะเธออยากรู้เวลาที่แน่นอนในการลี้ภัยออกจากเมืองหลวง
“หนานหนาน พ่อบอกแล้วไง! ว่าขอเวลาพ่อหน่อย ให้พ่อได้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน แล้วเราค่อยมาวางแผนกันต่อ” เฝิงเหล่ยเอ่ยขึ้นทันที
เขาไม่อยากให้ลูกชายทั้งสองต้องมารับรู้เื่ตึงเครียดนี้ก่อนเวลา โดยเฉพาะลูกสาวที่เขาอยากปกป้องมากที่สุด แต่ในเมื่อตอนนี้เธอมารับรู้ด้วยแล้ว เขาก็คงห้ามอะไรไม่ได้
“คุณพ่อคะ อีกไม่นานก็จะปีใหม่แล้ว หนูกลัวว่าเราจะไม่มีเวลาให้คิดนานขนาดนั้น” เฝิงหนานส่ายหน้าอย่างเคร่งขรึม “หากถึงตอนนั้นมันอาจจะสายเกินไป และหากครอบครัวของเรามีโอกาสที่จะถูกกำจัด ทุกคนยิ่งควรได้รับรู้สถานการณ์เพื่อช่วยกันวางแผนค่ะ”
“นี่บ้านเราเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมน้องสาวถึงพูดอย่างนั้น แล้วครอบครัวเราจะเป็อะไร ใครจะมากำจัดเราครับ ช่วยพูดให้ผมเข้าใจหน่อย!” เฝิงหยู่เหยียนเริ่มเครียดตามพ่อและน้องสาว
“คุณพ่อกำลังจะลาออกจากราชการค่ะ เพราะท่านถูกดึงเข้าไปในเกมการเมืองของใครบางคน ซึ่งจะทำให้ครอบครัวของเราเป็อันตราย” เฝิงหนานตัดสินใจบอกความจริง
“อะไรนะครับ!” สองพี่น้องอุทานพร้อมกัน
“ถ้าคุณพ่อออกจากงาน บ้านเราจะเอาอะไรกินครับ” เฝิงหยู่ถงถามด้วยความใตามประสาเด็ก
“เหลวไหลน่าเ้าเล็ก ต่อให้พ่อไม่ทำงานเราก็ไม่อดตายหรอก” เฝิงหนานปลอบน้องชาย “แต่ตอนนี้ ฉันคิดว่าคุณพ่อควรรีบทำเื่ลาออก เพื่อหลบออกมาจากเกมการเมืองนี้ แล้วพาทุกคนไปฮ่องกงให้เร็วที่สุด ไปอยู่กับพี่ใหญ่ที่นั่นน่าจะปลอดภัยที่สุดค่ะ”
“จะให้พวกเราทิ้งลูกไว้ที่นี่คนเดียวได้ยังไง พ่อกับแม่ทำไม่ลงหรอก หากจำเป็จริง ๆ พ่อจะส่งพี่รองกับน้องเล็กไปหาพี่ใหญ่ก่อน” เฝิงเหล่ยยืนยันเสียงหนักแน่น เขาไม่กล้าทิ้งลูกสาวไว้ที่ปักกิ่งคนเดียว โดยที่ยังไม่รู้ว่าครอบครัวสามีของเธอจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่
“พ่อคะ หนูแต่งงานแล้วนะ พ่อไม่ต้องห่วงหนูเลยค่ะ สามีหนูเขาจะต้องดูแลหนูกับลูกให้ปลอดภัยแน่ ๆ” เฝิงหนานพยายามเกลี้ยกล่อม
“เื่ฮ่องกงจะไปไม่ไปค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้มีเื่อื่นที่จะเกิดขึ้นใช่ไหมครับ?” เฝิงหยู่เหยียนสังเกตเห็นความผิดปกติ “ถ้าแค่กลัวเกมการเมือง ลาออกเฉย ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องหนีออกนอกประเทศเลย”
“แกนี่ฉลาดจริง ๆ...” เฝิงเหล่ยถอนหายใจ “พ่อได้ข่าววงในระดับสูงมาว่า ท่านผู้นำกำลังจะเริ่มการปฏิวัติวัฒนธรรมในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมันคงไม่เป็ผลดีกับครอบครัวข้าราชการที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเรานัก”
ก๊อก ๆ ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูทำให้บทสนทนาหยุดชะงัก เฝิงหยู่ถงเดินไปเปิดประตูพบว่าเป็ป้าซุน แม่บ้านใหญ่
“คุณชายเล็ก ป้าขอโทษที่มารบกวนค่ะ พอดีมีจดหมายจากคุณชายใหญ่ส่งมาจากฮ่องกงค่ะ”
“จดหมายจากเ้าใหญ่หรือ?” เฝิงเหล่ยถาม
เฝิงหยู่เหยียนรับจดหมายจากน้องชาย มาเปิดอ่านทันที “พี่ใหญ่แจ้งว่า... กำลังจะกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านครับ!”
“ทำไมถึงกลับมาตอนนี้ล่ะ ยังเรียนไม่จบไม่ใช่หรือ” แม่เฝิงถามด้วยความแปลกใจ
“จดหมายส่งมาหลายวันแล้ว ป่านนี้เ้าใหญ่คงเข้าประเทศมาแล้วล่ะ” เฝิงเหล่ยวิเคราะห์
“พี่ใหญ่กลับมาก็ดีค่ะ จะได้ช่วยกันคิดหาทางออก หากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากไปฮ่องกง อย่างน้อยก็ควรส่งพี่รองกับน้องเล็กกลับไปพร้อมพี่ใหญ่ อย่าอยู่ในปักกิ่งนานเลยนะคะ” เธอเสนอ
“พ่อเห็นด้วย ไหน ๆ เ้าใหญ่ก็กลับมาแล้ว หลังจากฉลองปีใหม่เสร็จ พ่อจะส่งทุกคนออกนอกประเทศทันที” เฝิงเหล่ยตัดสินใจเด็ดขาด
“ถ้าอย่างนั้น รอให้พี่ใหญ่มาถึงก่อน แล้วค่อยวางแผนกันต่อ หนานหนาน... น้องเองก็กลับบ้านสามีไปก่อนเถอะ” เฝิงหยู่เหยียนกล่าว
เฝิงหนานพยักหน้าเข้าใจ เธอต้องกลับไปจัดการเื่สามีและลูกชายของเ้าของร่างนี้ด้วย “ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ ไว้พี่ใหญ่มาถึงแล้วจะมาพบเขาอีกทีค่ะ”
“หนานหนาน กลับไปแล้วต้องใจเย็น ๆ คุยกับลูกเขยแม่ดี ๆ อย่าใจร้อนล่ะ” แม่เฝิงกำชับ
“หนูเข้าใจแล้วค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ” เฝิงหนานยิ้มรับปากอย่างสงบ
“พี่สาว! ถ้าพี่เขยกล้ารังแกพี่ มาบอกผมเลยนะ ผมจะไปจัดการให้เอง!” น้องเล็กเฝิงหยู่ถงเอ่ยสำทับอย่างขึงขัง
“ขอบใจจ้ะ ถ้าเขาแกล้งพี่ พี่จะรีบมาฟ้องเธอคนแรกเลย” เฝิงหนานยิ้มให้ครอบครัว ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเอาไว้เื้ั
......
ขออนุญาตติดเหรียญตอนหน้านะคะ ฝากติดตามด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
