หลี่อันหรานขมวดคิ้วมุ่นเมื่อคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ จะให้เป็แบบนี้ไม่ได้
นางใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างหนึ่งเคาะลงกับโต๊ะเบาๆ ความสามารถในการทำงานเพียงลำพังของนางมีขีดจำกัด เงินส่วนใหญ่ที่หามาได้ก็มักถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนในครอบครัวมากกว่า
น้องชายน้องสาวโตขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเยอะขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้นางจะหาเงินได้ก็เพียงพอแค่สำหรับประทังชีวิต หากจะทำความฝันอันยิ่งใหญ่ของตัวเองให้เป็จริงยังอีกห่างไกลมาก
นางถอนหายใจยาวๆ เมื่อคิดถึงตรงนี้ ไม่ได้การ จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ นางจะพอใจแค่กับผลกำไรเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ไม่ได้ นางต้องมองให้ไกลกว่านี้ ต้องคิดในระยะยาว ต้องขยายให้ใหญ่ขึ้น
แต่จะขยายให้ใหญ่ขึ้นอย่างไร?
“บะหมี่มาแล้วขอรับ!” พนักงานยกบะหมี่มาวางตรงหน้า กระชากหลี่อันหรานให้กลับมาสู่ปัจจุบัน ตอนนี้นางหิวจนไส้กิ่ว ขอกินแล้วกลับบ้านก่อนค่อยคิดเื่นี้ใหม่
นางมัวแต่พึงพอใจกับผลกำไรเล็กน้อยที่ได้มาก่อนหน้านี้ จะจำกัดตัวเองไว้แค่เท่านี้ไม่ได้เด็ดขาด ต้องมองให้ไกลกว่านี้ นางรู้สึกฮึกเหิมเมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้
หลี่อันหรานเริ่มก้มหน้ากินบะหมี่ อีกเดี๋ยวยังต้องไปซื้อวัตถุดิบอย่างอื่นอีก นางกินไปด้วย คิดไปด้วย อย่างน้อยก็ต้องทำรายการสั่งซื้อรอบนี้ให้เรียบร้อยก่อนค่อยคิดเื่อื่น รายการสั่งซื้อรอบนี้เป็จำนวนเงินไม่น้อย ไว้ได้เงินมาแล้วค่อยว่ากัน
ขณะที่นางกำลังก้มหน้ากินบะหมี่ อยู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงร้องโวยวายของสตรีนางหนึ่งดังมาจากโต๊ะด้านข้าง “นี่มันอะไรน่ะ รสชาติแย่ชะมัด ข้าไม่เคยกินของที่รสชาติแย่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต”
ตามมาด้วยเสียงปลอบประโลมของบุรุษ “เมืองเล็กๆ แบบนี้หาของอร่อยยาก ในเมื่อเ้าหิวก็กินสักหน่อยเถิด”
หลี่อันหรานหันไปมองเพราะถูกบทสนทนาของพวกเขาดึงดูดความสนใจ นางพบว่าทั้งสองคนต่างก็แต่งกายด้วยชุดบุรุษ ผิวพรรณละเอียดเกลี้ยงเกลา นางมองออกในทันทีว่าหนึ่งในนั้นเป็สตรีที่แต่งกายเป็บุรุษ เสื้อผ้าที่สวมทำจากผ้าแพรเนื้องาม บริเวณเอวมีป้ายหยกห้อยอยู่
ส่วนบุรุษอีกคนถือกระบี่เล่มยาววางลงบนโต๊ะ หน้าตาค่อนข้างน่ามอง เขากำลังปลอบหญิงสาวที่กำลังโวยวายด้วยเสียงอ่อนโยน “เ้าใจเย็นๆ ก่อน ข้าจะไปถามดูว่าแถวนี้มีที่ที่ดีกว่านี้หรือไม่”
หลี่อันหรานละสายตาแล้วก้มหน้ากินต่อ นางยอมรับว่าบะหมี่นี่ไม่ค่อยอร่อยจริงๆ นั่นแหละ แต่สำหรับนางแล้ว แค่มีอาหารให้อิ่มท้องก็ยากแล้ว จะกล้าเื่มากอีกได้อย่างไร
ระหว่างที่กำลังกิน สองคนนั้นยังคงทำตัวปกติ เนื้อหาที่พวกเขาคุยกันบ่งบอกว่าพวกเขาไม่ใช่คนท้องที่ เหมือนว่าจะเป็คนมีเงินจากที่ใดสักแห่งที่เดินทางผ่านที่นี่พอดีจึงแวะพักผ่อน
หลี่อันหรานไม่ได้สนใจมากนัก ทว่านางถูกหญิงสาวที่แต่งกายเป็บุรุษผู้นั้นดึงดูดความสนใจ รูปร่างของอีกฝ่ายได้สัดส่วน ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ริมฝีปากแดงเรื่อเป็ธรรมชาติ แค่มองก็รู้ว่าต้องมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย เกรงว่าคงเพิ่งเคยมาเยือนเมืองเล็กๆ แบบนี้เป็ครั้งแรก
บุรุษคนนั้นสอบถามจากพนักงาน พนักงานบอกว่ามีภัตตาคารที่ไม่เลวอยู่หนึ่งแห่ง สามารถไปทานอาหารที่นั่นได้ ดูแล้วพนักงานคงมองออกเช่นกันว่าพวกเขามีชาติกำเนิดสูงส่ง
หลี่อันหรานละสายตาหลังจากที่พวกเขาสองคนลุกจากไป เมื่อใดนางจึงจะแต่งกายด้วยชุดผ้าแพรแบบสตรีนางนั้นได้กันนะ เมื่อใดนางจึงจะมีอาหารโอชะรสเลิศให้กิน มีสาวใช้ปรนนิบัติรับใช้ มีคฤหาสน์หลังใหญ่ให้อยู่ มีแขกมาเยี่ยมเยียน มีเด็กรับใช้เฝ้าประตู…
นางมีความสุขที่ได้จินตนาการถึงภาพฉากเหล่านี้ แต่นางเป็คนที่อยู่กับความเป็จริง ไม่ได้หลงไปกับภาพฝันกลางวันพวกนี้ หลังจากทานมื้อเที่ยงเรียบร้อย นางจึงเตรียมตัวไปซื้อวัตถุดิบที่เหลือต่ออย่างรีบร้อน
น้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดอย่างละสิบโถไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย วัตถุดิบที่ต้องเตรียมก็ค่อนข้างมาก
นางเดินจับจ่ายซื้อของไปทั่วเมืองและแบกทุกอย่างไว้บนแผ่นหลังบอบบาง เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงเวลากลับบ้าน ทว่านางก็ยังหาซื้อของได้ไม่ครบ จังหวะที่กำลังจะไปซื้อของอย่างสุดท้ายซึ่งเป็ของสำคัญที่สุดนี้เอง นางได้ค้นพบอย่างฉับพลันว่าตัวเองเหลือเงินไม่พอแล้ว
นางตบหน้าผากพึมพำกับตัวเองเสียงเบา “แย่แล้ว วันนี้พกเงินมาไม่พอเพราะไม่รู้ว่าเถ้าแก่หวางจะสั่งเยอะขนาดนี้ ทำอย่างไรดี?”
นางมองไปรอบๆ แต่ไม่เจอคนที่ตัวเองรู้จัก สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจออกมา ดูท่าว่าคงต้องมาซื้อใหม่พรุ่งนี้ ต้องเดินทางเพิ่มอีกรอบเพราะไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า
หลี่อันหรานไม่มีทางเลือก นางคว้าห่อผ้าใบใหญ่บนพื้นขึ้นมาสะพายที่บ่า หากมองจากด้านหลัง ห่อผ้าใบนี้แทบจะบดบังร่างของนางจนมิด
นางค่อยๆ เดินออกจากเมือง แต่ในยามที่นางใกล้จะออกจากตัวเมืองอยู่แล้วนี่เอง อยู่ๆ นางก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ นางหยุดฝีเท้าเพื่อทรงตัวให้มั่นอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ความรู้สึกวิงเวียนเมื่อครู่หายไปแล้ว นางสูดลมหายใจลึกๆ ให้กำลังใจตัวเอง ห้ามเป็อะไรตอนนี้เด็ดขาด! ต่อให้จะเป็ก็รอให้กลับบ้านก่อนค่อยเป็
นางแบกห่อผ้าบนหลังเดินกลับบ้านต่อหลังจากคิดเช่นนี้
แต่แล้วครั้งนี้นางกลับรู้สึกหน้ามืดอย่างฉับพลัน นางเอื้อมมือไปข้างหน้าหวังคว้าอะไรบางอย่างเพื่อทรงตัว แต่สุดท้ายก็ล้มหมดสติบนพื้นไปแล้ว
เมื่อหลี่อันหรานลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในหัวนางยังคงรู้สึกวิงเวียนอยู่ นางต้องตั้งสติจึงจะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย จากนั้นนางพลันนึกขึ้นได้ว่าก่อนที่ตัวเองจะหมดสติ นางกำลังเดินอยู่บนท้องถนนในตัวเมือง ทว่าเมื่อฟื้น นางกลับมาอยู่บนเตียงที่แสนไม่คุ้นเคย
นางลุกขึ้นนั่งพรวด ปฏิกิริยาแรกที่ทำคือหาของของตัวเอง “ห่อผ้า ห่อผ้าของข้าล่ะ”
จังหวะนี้เอง ประตูห้องถูกเปิดออก ชายหนุ่มอายุใกล้เคียงกับนางผู้หนึ่งเดินเข้ามา ชายหนุ่มคนนี้ดูคุ้นตาเล็กน้อย หลี่อันหรานผงะ แต่นางยังไม่ทันอ้าปากพูดอะไร ชายคนนี้ก็เดินเข้ามาพูดด้วยรอยยิ้มก่อนว่า “เ้าฟื้นแล้วหรือ ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
นางกะพริบตาปริบ “ห่อผ้าของข้าล่ะ?” นั่นคือของที่สำคัญยิ่งยวด
“ข้าให้เสี่ยวเอ้อร์ช่วยเก็บไว้ให้ วางใจเถิด ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไรหาย ตอนนี้เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?” เขาเอ่ยถาม เสียงของชายคนนี้อ่อนโยนนุ่มนวลมาก
ครั้นหลี่อันหรานได้ยินว่าของของตัวเองยังอยู่ก็ถอนหายใจโล่งอก หลังจากที่ฟื้นคืนสติ นางจึงค่อยนึกได้ว่าชายคนนี้คือชายที่นางเจอที่แผงขายบะหมี่
นางพิจารณาเขาและมั่นใจว่าเป็คนคนเดียวกัน เสื้อผ้าที่สวมยังคงเป็ชุดเดิม ต่างแค่ตอนนี้ไม่ได้พกกระบี่เล่มนั้น นางลุกจากเตียงมาคารวะเขา “ท่านช่วยข้าไว้?”
“ใช่ ข้าเดินทางผ่านและเห็นเ้าหมดสติอยู่กลางถนนพอดีจึงช่วยกลับมา ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?” เขาถามเสียงเบา
“ตอนนี้ไม่เป็อะไรแล้ว ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ แต่ห่อผ้าใบนั้น…”
“โอ้ เ้า้าตอนนี้หรือ? ข้าจะไปบอกให้เสี่ยวเอ้อร์นำมาให้” ชายหนุ่มพูดแล้วเดินออกไปทันที
“รบกวนคุณชายแล้ว!” หลี่อันหรานถอนหายใจเบาๆ หลังจากที่เขาออกไป ตอนนี้นางยังคงรู้สึกวิงเวียนศีรษะอยู่ นางเดินไปนั่งที่เตียงและใช้มือแตะหน้าผาก มันร้อนเล็กน้อย หรือว่านางจะมีไข้?
