บทที่ 4: บุกถ้ำเสือ... เพื่อเจอหนี้ก้อนโต
เช้าวันใหม่ของผมเริ่มต้นด้วยความสดใส... ซะที่ไหนล่ะ
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงไลน์เด้งรัวเป็ปืนกลปลุกผมให้ตื่นจากนิทราตั้งตีห้าครึ่ง ผมควานหามือถือด้วยความงัวเงีย หรี่ตามองหน้าจอที่สว่างจ้า
Tiger_King: มอนิ่งครับคุณหมอ Tiger_King: ตื่นยัง? ลุกไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวไปทำงานสายนะ Tiger_King: วันนี้เวรเช้าใช่ป่ะ? อย่าลืมกินข้าวเช้านะ เป็ห่วง (สติ๊กเกอร์หมีกอดเสา) Tiger_King: ส่งรูปภาพ (รูปข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ถ่ายแบบเบลอๆ)
ผมถอนหายใจยาวพรืด โยนโทรศัพท์ลงบนเตียงแล้วเอาหน้าซุกหมอน "ไอ้บ้าเอ๊ย... เป็พ่อหรือเป็เ้ากรรมนายเวรวะเนี่ย รู้ตารางเวรกูดีกว่าพยาบาลหน้าห้องอีก"
ถึงจะบ่นกระปอดกระแปด แต่สุดท้ายผมก็ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวอยู่ดี และยอมรับสารภาพ (กับตัวเอง) ว่า ข้าวเหนียวหมูปิ้งในรูปมันทำให้น้ำย่อยเริ่มทำงาน
...
่สายของวัน ผมกำลังวุ่นอยู่กับการเย็บแผลเด็กแว้นที่รถล้มถลอกปอกเปิก จู่ๆ โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ก็สั่นครืดคราด สายเรียกเข้าโชว์ชื่อ "ไอ้แสบ พีท" น้องชายตัวดีวัยมหาวิทยาลัยของผมเอง
"ว่าไงพีท? พี่ทำงานอยู่ มีไรด่วนไหม?" ผมรับสายโดยใช้ไหล่หนีบโทรศัพท์ มือยังพันผ้ากอซให้คนไข้
(พี่พริก! ช่วยด้วย! พี่ต้องมาช่วยผมเดี๋ยวนี้เลยนะ!)
เสียงปลายสายสั่นเครือและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทำเอาผมใจหายวาบ ทิ้งม้วนผ้ากอซลงทันที "เกิดอะไรขึ้น!? แกอยู่ที่ไหน? าเ็หรือเปล่า?"
(ผม... ผมไม่ได้เจ็บ แต่... ฮือ... พี่รีบมานะ ผมอยู่ที่อู่ 'Tiger Garage' แถวเลียบด่วน... พวกมันขู่ว่าจะตัดนิ้วผมถ้าไม่มีคนเอาเงินมาจ่าย!)
"อู่ Tiger Garage...?" ชื่อคุ้นหูจนน่าขนลุก ผมชะงักกึก "แกไปทำบ้าอะไรที่นั่น!?"
(ผม... ผมขับรถเฉี่ยวรถลูกค้าเขา... พี่รีบมาเถอะนะ เขาให้เวลาอีกครึ่งชั่วโมง!)
สายตัดไปดื้อๆ ผมยืนตัวชาอยู่กลางห้องฉุกเฉิน ความโกรธและความห่วงตีกันยุ่งเหยิงในหัว
Tiger Garage... อู่ของไอ้เสือพยัคฆ์!
ผมรีบฝากงานให้แพทย์เวรอีกคนทันที โชคดีที่เป็่พักเที่ยงพอดี ผมกระชากเสื้อกาวน์ออก คว้ากุญแจรถคู่ใจ (ที่เมื่อคืนเพิ่งซ่อมเสร็จ) บึ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
...
ณ อู่ Tiger Garage
ภาพที่ผมคิดไว้คืออู่ซ่อมรถเพิงหมาแหงนสกปรกๆ แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
มันคืออาณาจักรยานยนต์ครบวงจรขนาดใหญ่ โชว์รูมกระจกใสโชว์รถซูเปอร์คาร์ราคาเหยียบยี่สิบล้านเรียงราย ด้านในเป็โรงซ่อมที่สะอาดสะอ้าน พื้นปูอีพ็อกซี่เงาวับ เครื่องมือทันสมัยครบครัน
แต่บรรยากาศ... กลับมาคุยิ่งกว่าแดนปะา
ผมจอดรถเอี๊ยดที่หน้าประตู เดินจ้ำอ้าวเข้าไปข้างใน ลูกน้องหน้าโหดสองคนเดินมาขวางทางไว้ทันที
"มาติดต่ออะไรครับ?"
"ผมมาหาน้องชาย! ชื่อพีท! แล้วก็ไปบอกเ้านายคุณด้วยว่า 'หมอพริกแกง' มาขอพบ!" ผมประกาศเสียงกร้าว ไม่มีความเกรงกลัวหลงเหลืออยู่แล้ว นาทีนี้ใครทำน้องผมเจ็บ ผมกัดไม่ปล่อยแน่
ลูกน้องสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กเมื่อได้ยินชื่อผม ก่อนจะวิทยุบอกข้างใน สักพักประตูกระจกบานใหญ่ของห้องรับรองวีไอพีก็เปิดออก
"เชิญครับ... เฮียรออยู่"
ผมเดินกระแทกเท้าเข้าไปในห้องแอร์เย็นเฉียบ กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยคลุ้ง
ภาพที่เห็นคือ ไอ้พีท น้องชายตัวแสบนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น หน้าซีดเป็ไก่ต้ม ตัวสั่นงันงก ข้างๆ มีการ์ดร่างั์ยืนคุมเชิงอยู่
และที่โซฟาหนังสีดำตัวใหญ่กลางห้อง... พยัคฆ์ นั่งไขว่ห้างเอกเขนกอยู่ด้วยท่วงท่าราชสีห์เ้าป่า ในมือถือแก้ววิสกี้ราคาแพง (ทั้งที่แผลยังไม่หาย!) ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงไร้รอยยิ้มขี้เล่นที่ผมคุ้นเคย ดวงตาคมกริบมองต่ำลงมาที่น้องชายผมราวกับมองมดปลวก
"พี่พริก!" พีททำท่าจะโผมาหาผม แต่โดนการ์ดกดไหล่ไว้
"ปล่อยน้องกู!" ผมตวาดลั่น เดินเข้าไปประจันหน้ากับพยัคฆ์ "นี่มันเื่บ้าอะไรคุณพยัคฆ์! ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนี้!"
พยัคฆ์วางแก้วเหล้าลงช้าๆ เงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาที่เคยแพรวพราวหายไป เหลือเพียงความเ็าแบบนักธุรกิจสีเทา
"ใจเย็นๆ คุณหมอ... หายใจเข้าลึกๆ เดี๋ยว Hyperventilate (หายใจเกิน) นะ" เขาพูดเสียงเรียบ "กูไม่ได้ทำอะไรน้องมึงเลย แค่เชิญมานั่งคุยเื่ค่าเสียหาย"
"ค่าเสียหายอะไร?"
"ถามมันดูสิ" เขาพยักพเยิดหน้าไปทางพีท
พีทก้มหน้างุด เสียงสั่นเครือ "ผม... ผมเอารถเก๋งเพื่อนมาซิ่ง แล้ว... แล้วเสียหลักไปชนท้าย Lamborghini Aventador ของลูกค้าเฮียเขา... กันชนยุบ ไฟท้ายแตก..."
ผมหน้ามืดคล้ายจะเป็ลม Lamborghini... แค่ได้ยินชื่อยี่ห้อ ขนหน้าแข้งผมก็ร่วงกราวแล้ว
"เท่าไหร่..." ผมถามเสียงเบาหวิว หันไปมองพยัคฆ์
พยัคฆ์หยิบเอกสารประเมินราคาโยนลงบนโต๊ะกระจก
"ค่าอะไหล่นำเข้า ค่าทำสี ค่าเสียเวลาที่รถต้องจอดซ่อม... รวมๆ แล้วก็ สามล้านห้า"
"สามล้านห้า!!" ผมะโลั่นห้อง "บ้าไปแล้ว! นี่มันปล้นกันชัดๆ!"
"รถราคาห้าสิบล้านนะหมอ... นี่กูคิดราคากันเองสุดๆ ไม่บวกค่าทำขวัญเ้าของรถด้วย" เขายักไหล่ "น้องมึงไม่มีประกัน ขับรถประมาทเอง ช่วยไม่ได้"
ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เงินเดือนหมอรัฐบาลอย่างผม เก็บทั้งชาติก็ไม่รู้จะได้ไหม
"ผมไม่มีเงินก้อนขนาดนั้น..." ผมสารภาพตามตรง กัดฟันแน่น "ขอผ่อนชำระได้ไหม? หรือ... หรือฟ้องศาลก็ได้"
"ฟ้องศาลก็ได้นะ แต่ระหว่างรอคดี... เ้าของรถเขาเป็พวกอารมณ์ร้อนซะด้วย อาจจะส่งคนไปทักทายน้องมึงที่มหาลัยบ้าง หรือไปเยี่ยมพ่อแม่มึงที่บ้านบ้าง... กูห้ามไม่ได้นะ"
คำขู่เรียบๆ แต่ทรงพลังทำเอาผมเย็นวาบไปทั้งไขสันหลัง นี่สินะ... พยัคฆ์ตัวจริง ไม่ใช่ลูกแมวเชื่องๆ ที่มาอ้อนหน้าห้องฉุกเฉิน
"แล้วคุณจะเอายังไง?" ผมถามเสียงแข็ง จ้องตาเขาเขม็ง
พยัคฆ์กระตุกยิ้มมุมปาก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินเข้ามาหาผมช้าๆ จนเรายืนประชิดกัน เขาก้มลงกระซิบข้างหูผมเหมือนเมื่อคืน แต่ครั้งนี้มันแฝงความอันตรายที่ชวนให้ใจเต้นแรงกว่าเดิม
"กูมีข้อเสนอ..."
"ข้อเสนออะไร?"
"กูไม่อยากได้เงินผ่อน... มันเสียเวลา" เขาไล้นิ้วมือไปตามปกเสื้อกาวน์ที่ผมถือติดมือมา "แต่กูอยากได้ 'พยาบาลส่วนตัว' มาดูแลกูที่บ้านจนกว่าแผลกูจะหายดี และจนกว่ากูจะพอใจ"
ผมเบิกตากว้าง "คุณบ้าไปแล้วเหรอ! ผมเป็หมอ มีงานมีการต้องทำ!"
"ก็ทำนอกเวลางานสิ... มานอนที่บ้านกู กินข้าวกับกู ทำแผลให้กู เช็ดตัวให้กู..." เขาเว้นจังหวะ สายตาโลมเลียไปทั่วใบหน้าผม "ค่าจ้างวันละหมื่น หักหนี้ไปเรื่อยๆ ... สนใจไหม?"
"วันละหมื่น... สามล้านห้า... นี่ผมต้องเป็ทาสคุณเป็ปีเลยนะ!"
"คุ้มนะหมอ... ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ น้องมึงปลอดภัย พ่อแม่มึงสบายใจ... หรือจะให้กูส่งไอ้พีทไปคุยกับเ้าของรถตอนนี้เลย?"
ผมหันไปมองหน้าพีทที่น้ำตาอาบแก้ม แล้วหันกลับมามองหน้าพยัคฆ์ที่ยิ้มร้ายรอคำตอบ
ทางเลือกของผมมีไม่มาก... หรือพูดให้ถูกคือไม่มีทางเลือกเลย
"ตกลง..." ผมกัดฟันตอบ เสียงลอดไรฟัน "แต่มีข้อแม้... ห้ามแตะต้องตัวผมเกินความจำเป็ ห้ามลวนลาม และห้ามยุ่งกับน้องผมอีก!"
พยัคฆ์หัวเราะลั่น ตบมือฉาดใหญ่ "Deal! เป็อันตกลง!"
เขาหันไปสั่งลูกน้อง "ปล่อยไอ้เด็กนี่กลับไป... ส่วนมึงหมอพริกแกง..."
เขาคว้าข้อมือผมไว้แน่น ดึงเข้าไปประชิดอกแกร่ง
"เย็นนี้เลิกงานแล้ว เก็บกระเป๋าเสื้อผ้ามาเลยนะ... ห้องนอนเมีย... เอ้ย ห้องนอนแขก กูสั่งแม่บ้านทำความสะอาดรอแล้ว"
ผมได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อในอ้อมกอดของมาเฟียหนุ่ม รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งจะเดินเท้าเปล่าก้าวลงไปในกับดักเสือที่ขุดรอไว้อย่างประณีต
งานนี้... ไม่รู้ว่าจะได้ใช้หนี้หมดก่อน หรือจะเสีย 'อย่างอื่น' ให้มันก่อนกันแน่!
