“เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเห็นตรงกันว่า หาก้าไปโรงพยาบาลซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตคนถือเป็เื่ใหญ่ สมควรได้รับการอนุญาตก่อน ส่วนกรณีอื่นเปลี่ยนจากการให้ยืมเป็การเช่าชั่วคราว”
“เช่ารถหนึ่งวันราคาห้าเหมา แน่นอนว่าเงินที่ได้จากการเช่าจักรยาน ผมจะจดบันทึกเองทั้งหมด พอถึง่สิ้นปีก็จะแบ่งให้กับคนในหมู่บ้าน สวีจือชิง คุณคิดว่าอย่างไร”
สวีหว่านหนิงยกนิ้วโป้งให้นักบัญชีสวี
“เยี่ยม ยอดเยี่ยมไปเลยค่ะ! กฎเกณฑ์นี้ไม่เพียงป้องกันคนที่หวังฉกฉวยผลประโยชน์ แถมยังช่วยแก้ไขความเดือดร้อน และสร้างคุณประโยชน์กับชาวบ้านได้ด้วย นักบัญชีสวี คุณกับหัวหน้าใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านและเ้าหน้าที่รัฐท่านอื่นๆ ช่างเป็ข้าราชการน้ำดีที่ทำงานเพื่อประชาชนโดยแท้ค่ะ!”
“ฉันเชื่อว่าหากเื่นี้กลายเป็ข่าว หมู่บ้านต้าเจียงของพวกเขาคงจะโด่งดังไปทั่วชุมชนและเขตเมืองอย่างแน่นอน!”
สวีหว่านหนิงกล่าวคำสรรเสริญยกใหญ่ ทำเอานักบัญชีสวีถึงกับหน้าแดง
สวีจือชิงคนนี้ช่างมีวาทศิลป์ หากบอกว่าเธอกำลังประจบสอพลอ แต่คำพูดกลับยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็จริง และคำพูดที่ออกจากปากเธอ ไม่รู้ทำไมถึงทำให้อบอุ่นหัวใจเช่นนี้
พ่อหนุ่มหลินอันคนนั้นช่างมีบุญยิ่งนัก!
“ต้องขอบคุณสวีจือชิงด้วย!”
“นักบัญชีสวีอย่าชมฉันเลยค่ะ...”
ทั้งคู่ผลัดกันชมอยู่สักพัก สวีหว่านหนิงถึงหนีออกมาได้
ขณะที่นักบัญชีสวีนั้นกำลังครุ่นคิดความเป็ไปได้ในเื่ที่สวีหว่านหนิงเพิ่งกล่าวถึง
ใกล้ถึงสิ้นปีแล้ว ไม่ใช่แค่ระดับหมู่บ้าน แต่ระหว่างชุมชนด้วยกันเองนั้นก็กำลังแข่งขันกันอย่างเงียบๆ
การเช่าจักรยานดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็เื่เล็ก แต่ถ้าบริหารจัดการให้ดี ไม่แน่อาจจะกลายเป็จุดเด่นของหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเขาจริงๆ ก็ได้!
สวีหว่านหนิงที่เข็นรถจักรยานออกจากสำนักงานฝ่ายคณะใหญ่ไม่รู้เลยว่า ภายในระยะเวลาสั้นๆ นักบัญชีสวีนั้นได้ร่างกฎเกณฑ์ของการเช่าจักรยานขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
ใต้ต้นไทรขนาดใหญ่หน้าหมู่บ้าน หลินอันเข็นจักรยานมาพิงไว้กับต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ เขาสวมเสื้อคลุมสีเขียวทหาร ผ้าพันคอไหมพรมถักด้วยมือ ปิดบังใบหน้าและใบหูของเขาจนมิดชิด มองเห็นเพียงแต่ดวงตา
แม้จะเป็เช่นนั้น รูปร่างสูงใหญ่ของเขาก็ยังคงเป็ทิวทัศน์ที่โดดเด่นที่สุดท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน
เมื่อเห็นสวีหว่านหนิงออกมาแล้ว หลินอันก็เข็นจักรยานไปหา สวีหว่านหนิงมองมาด้วยความงุนงง เพราะเขาเอาจักรยานที่ตนเข็นมาสลับเปลี่ยนกับจักรยานของเธอ
“จักรยานคันนี้เตี้ยกว่าหน่อย เหมาะกับเธอมากกว่า”
พูดจบเขาก็ยกท่อนขาเรียวยาวขึ้นคร่อมจักรยานของเธอ หลังเท้าแตะพื้นแล้วก็กำชับสวีหว่านหนิงที่ยืนอยู่ด้านหลังว่า “อีกเดี๋ยวขี่ตามทางที่ฉันขี่นำ มันจะปลอดภัยกว่า”
หลินอันไม่รู้เลยว่า ตอนนี้สวีหว่านหนิงกำลังถลึงตาใส่แผ่นหลังกว้างราวกับมหาสมุทรของเขา
เมื่อกี้เขาหาว่าเธอตัวเตี้ยขาสั้นอย่างนั้นหรือ?
ก่อนหน้านี้ทำไมเธอไม่เคยรู้เลยว่า ผู้ชายคนนี้เป็คนปากจัด?
เห็นคนข้างหลังนิ่งไม่ขยับ หลินอันก็หันมามองเธอ “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มี เราไปกันเถอะ!”
การขี่จักรยานออกจากบ้าน่กลางฤดูหนาวถือเป็การตัดสินใจที่ไม่ฉลาดนัก สายลมหนาวเหน็บคมกริบทำให้รู้สึกราวกับถูกมีดกรีดบนใบหน้า มันเจ็บจนสวีหว่านหนิงน้ำตาแทบไหลออกมาเต็มที
แม้จะได้ความทรงจำของร่างเดิมมาด้วย แต่เธอยังเข้าใจระดับความหนาวของฤดูหนาวมณฑลเฮยไม่ดีพอ
ถ้ารู้ก่อนเธอก็คงทำเหมือนหลินอัน ใช้ผ้าพันคอปิดหน้าไว้
ไม่รู้ว่าหลังเดินทางไปกลับเกือบสามชั่วโมง ผิวบอบบางของเธอจะถูกลมหนาวกรีดจนแตกลายหรือเปล่า
ตอนใกล้เที่ยง ทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงตัวเมือง
“เธอไปเอาของที่ไปรษณีย์ก่อน ฉันจะออกไปทำธุระ อีกหนึ่งชั่วโมงให้หลังเราไปเจอกันที่ร้านอาหารของรัฐ”
สวีหว่านหนิงขานรับและไม่ได้ถามว่าหลินอันจะไปทำอะไร เธอเดินทางตามความทรงจำของร่างเดิมมาถึงที่ทำการไปรษณีย์
ครอบครัวของร่างเดิมจะส่งเงินและข้าวของมาให้แทบทุกเดือน ด้วยเหตุนี้คนที่ไปรษณีย์จึงคุ้นชินกับสวีหว่านหนิง หลังเห็นเธอมาถึงก็เอาพัสดุของเธอออกมาให้
สวีหว่านหนิงเซ็นชื่อรับของเสร็จก็อุ้มกล่องพัสดุที่ใหญ่กว่าเยาเม่ยเดินออกไปข้างนอก
เพิ่งเดินมาถึงหน้าทางเข้า หางตาของสวีหว่านหนิงก็เหลือไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือซองจดหมายหย่อนลงไปในตู้ไปรษณีย์
รูปหมีแพนด้าที่พิมพ์อยู่บนอากรแสตมป์สะดุดตามาก!
จริงสิ อากรแสตมป์!
ในฐานะนักอ่านที่อ่านนิยายมานับไม่ถ้วน สวีหว่านหนิงรู้ดีว่าการซื้ออากรแสตมป์หรือเหล้าเหมาไถ [1] มาสะสมไว้ การหาซื้อของมีค่าตามร้านขายของเก่า รวมถึงการเอาของไปขายเก็งกำไรในตลาดมืด ล้วนเป็นิ้วทองคำหรือทางลัดสู่ความร่ำรวยของนางเอกนิยายย้อนยุค
สวีหว่านหนิงไม่ขัดสนเงินทอง ไม่ว่าจะเป็ชาตินี้หรือชาติที่แล้ว แต่เธอมีนิสัยอย่างหนึ่งคือชอบกักตุนและสะสมสิ่งของ
ชาติที่แล้วเธอไม่เคยปล่อยให้ซองจดหมายกับกระดาษเขียนจดหมายสวยๆ หลุดมือไปเลยสักครั้ง ธนบัตรที่ระลึกประจำปีก็เก็บสะสมอย่างครบถ้วน มีเพียงอากรแสตมป์เท่านั้นที่เธอยังไม่เริ่มสะสม
ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่ถ้าไม่อาจตามสะสมได้จนครบ มันจะทำให้คนรักความสมบูรณ์แบบอย่างเธอรู้สึกทรมานจิตใจ
แต่ว่าตอนนี้! เธอกำลังใช้ชีวิตอยู่ในปี 1977 ถ้าอยากสะสมอากรแสตมป์ทั้งชุดจนครบละก็ ไม่ว่าจะเป็เื่สถานที่ เวลา หรือโอกาสล้วนเหมาะสมทั้งสิ้น
โอกาสดีๆ แบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้สวีหว่านหนิงจึงหันหลังกลับเข้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์ แล้วมุ่งตรงไปที่เคาน์เตอร์พนักงาน
“สวัสดีค่ะ ฉันอยากซื้อไปรษณียากรค่ะ”
“คุณ้าซื้อไปรษณียากรมูลค่าเท่าไรคะ”
สวีหว่านหนิงหยุดคิด “เอาทุกแบบทุกราคามาให้ฉันชุดหนึ่งค่ะ!”
ต้องโทษเธอที่ไม่รู้ว่าตนจะได้ข้ามมิติเลยไม่เคยทำการบ้านมาก่อน เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปี 1977 เคยมีแสตมป์แบบไหนบ้าง
แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพนักงาน เธอจึงซื้อแสตมป์ที่มีขายอยู่ในตอนนี้มาอย่างละสองใบ
ทั้งหมดนี้ใช้เงินไปสิบสองหยวนกับอีกสามเหมา
แสตมป์ชุดนี้หากอยู่ในยุคสมัยใหม่ ราคาของมันน่าเริ่มต้นที่สองแสนหยวน
แต่เป้าหมายในการสะสมแสตมป์ของสวีหว่านหนิงคือเพื่องานอดิเรกเท่านั้น เธอไม่คิดจะซื้อมันไว้เก็งกำไร จึงซื้อเก็บไว้แค่สองชุดก็พอ
ชุดหนึ่งไว้ให้คนอื่น อีกชุดเก็บสะสมเอาไว้เอง
เื่ซื้อแสตมป์พักเอาไว้ก่อน หลังสวีหว่านหนิงมาถึงร้านอาหารของรัฐ หลินอันก็นั่งรออยู่สักพักแล้ว
“ขอโทษทีนะ ฉันมีธุระนิดหน่อยเลยทำให้คุณรอนาน”
เพราะรีบเดินมาทำให้ใบหน้าและปลายจมูกของสวีหว่านหนิงแดงระเรื่อ มันทำให้ผิวเนียนละเอียดของเธอยิ่งดูขาวใส
คำขอโทษที่ดูมีมารยาทและเหินห่าง ทำให้หลินอันอดขมวดคิ้วไม่ได้
สวีหว่านหนิงไม่ชอบเขา
จุดนี้หลินอันรู้ตัวมาตลอด
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่เขามีวันหยุดกลับมาที่บ้าน เธอมักจะทำสีหน้าเ็า หาเื่เขาสารพัด หรือไม่ก็เมินเขา
เธอเกรงใจเขาขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกัน?
ทั้งที่เป็สามีภรรยากัน แต่เธอกลับทำเหมือนเขาไม่ใช่เพื่อนของเธอด้วยซ้ำ
หลินอันส่ายหน้าไล่ความคิดแปลกประหลาดออกจากสมอง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเช่นเคย
“ไม่เป็ไร พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
ตอนนี้เลยเวลาอาหารแล้ว แต่ในร้านอาหารของรัฐก็ยังมีลูกค้าอยู่จำนวนมาก เหลือโต๊ะว่างเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น
ริมหน้าต่างมีกระดานดำแขวนไว้ บนนั้นเขียนเมนูอาหารที่ขายในวันนี้ ในนั้นมีเกี๊ยวหมูผักกาดขาวและก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นที่ถูกขีดฆ่าออกไปเพราะขายหมดแล้ว
“อยากกินอะไร” หลินอันถาม
“เอาเนื้อผัดซอสแดงแล้วก็ขาหมูตุ๋น ฉันยังอยากได้บะหมี่หยางชุน [2] อีกชามด้วย คุณล่ะ?”
--------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เหล้าขาวที่โด่งดังที่สุดของประเทศจีน
[2] บะหมี่ที่ไม่ใส่เนื้อสัตว์ ชูรสด้วยตัวเส้นบะหมี่และน้ำซุป เป็อาหารที่เรียบง่ายและนิยมสั่งมารับประทานกับเครื่องเคียงหรือเนื้อสัตว์อย่างอื่น
