“ภวังคจิตมีจริงหรอเนี่ย! แล้วมันอยู่ใด! ทำไมถึงมาตามหาที่ภพเดรัจฉานแห่งนี้” จิ่วเทียนโหลวเอ่ยถามขึ้นมา
“นั่นคือความลับที่ไม่มีใครได้รู้นอกจากตัวข้า แท้จริงแล้วดวงตา์า คือ ที่สถิตของ เย้าหลูกู่ภวังคจิต” ฉีเทียนลู่ตอบ
“ห่ะ! ดวงตา์าหัวใจแห่งภพของพวกเรา จริงหรอเนี๊ย! แล้วพวกท่านจะทำอย่างไรกับมัน” หลิวอวี่หลาน เลื้อยตัวมาตรงกลางและชม้อยตาคมจ้องทั้งห้า
“ทำลาย! และตามอีกแปดเพื่อทำลายเช่นเดียวกัน ในการทำลายภวังคจิตหนึ่งดวงนั่นหมายถึง พลังจักราของเ้าภพปีศาจก็จะถูกลดทอนลงส่วนหนึ่ง และพวกเราถึงจะสามารถต่อกรกับมันได้ เพราะมาจนถึงตอนนี้พลังของเ้าปีศาจนั้นแผ่ไพศาลล้นพ้นเกินจินตนาการ” ฉีเทียนลู่เอ่ยตอบ
“แต่ดวงตา์าคือแหล่งพลังจักราที่หล่อเลี้ยงภพภูมินี้ไว้ ถ้าไม่มีมัน แล้วที่นี่จะเป็อย่างไร!?” เฉินหลงกู่เดินทะมัดทะแมงน่าเกรงขามเข้ามากลางลาน
“การรวมกลับสองภพเข้าด้วยกันคือคำตอบ ข้ามีคิดว่าบางทีอาจจะถึงเวลาที่พวกเราจะกลับมาเป็หนึ่งเฉกเช่นในอดีตกาลที่ผ่าน ด้วยเหตุนั้น พลังจักราทั้งมวลจะแผ่ซ่านปกคุมปกปักปกป้องทั่วทั้งผืนภพเฉกเช่นเดิม แม้นไร้ซึ่งหัวใจแห่งเดรัจฉานเฉกเช่นดวงตา์บรพพกาล”
“ฮะ! อย่างไรกัน!? ท่านฉีเทียนลู่ ภพทั้งสองแยกออกจากกันมามากกว่าหมื่นปี และไม่มีพลังใดในเก้าภพที่จะสามารถทำให้ทั้งสองภพกลับมาผนึกกันได้อีก” เสี่ยวอิ้งหลงที่เกาะอยู่ยอดคบเพลิง้าสยายปีกคู่งามเหาะลงมาตรงกลาง
“ระ! หรือว่า! คุณชายเ้า และองค์ชายั คือความหวังของพวกเราสองภพ” หลิ่วอี่หลานเอ่ยสงสัย
“ใต้ฟ้าตามชะตาลิขิต
ถือชาติกำเนิดสามภพ
ขาวดั่งแสงดำดั่งเงา
ชะตาเกาะเกี่ยวพันสาย
ร้อยหมื่นแสนชาติมิคลาดกัน”
เสียงขับโคลงโบราณเกี่ยวกับคำใบ้ปริศนาที่แกะสลักอยู่บนหินมาช้านานเกี่ยวกับการเคลื่อนออก และรวมกลับของภพเดรัจฉานและภพภูติ ดังมาจากท่านผู้เฒ่าโบ่วเหลียงพร้อมการขยับเยื้องยุรยาตรเข้ามาใกล้มากขึ้น
“ข้าคิดว่าใช่ ทั้งสองคนคือผู้ที่พวกเรารอคอยมาตลอด ผู้เป็เหตุสำคัญในการกับมารวมกันของสองภพ ถ้าสองภพมารวมกันดังเดิมพลังต่างๆ ก็จะไหลวน และอีกทั้งพลังแห่งเ้าภพทั้งสอง ทำให้ภพสามารถยืนอยู่ได้ แม้นไม่มีพลังแห่งดวงตา์า” ฉีเทียนลู่กล่าว
“ขออภัยที่ขัดจังหวะ สองภพรวมกัน ท่านหมายถึงสิ่งใด และมันเกี่ยวข้องยังไงกับพวกข้าสองคน” เ้าวั่งซูเอ่ย
“เื่นี้เกี่ยวข้องกับการที่ท่านกลับมาภพต้นกำเนิดเพื่อหาคำตอบ และปลุกขุมพลังจากภพรากเหง้าของตัวเอง คำตอบมันอยู่ตรงนั้น จริงๆ แล้วพวกท่านผูกพันกับภพเดรัจฉานมากกว่าที่พวกท่านคิดนะ ไปเถอะข้าจะพาไปที่แห่งหนึ่ง ระหว่างทางข้าจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง เริ่มจาก ดวงตา์าก่อน” ฉีเทียนลู่พาร่างโปร่งแสงสง่างามเรืองแสงเดินนำไป พวกคนอื่นต่างโค้งคำนับเ้าภพ
ทั้งห้าเดินผ่านประตูที่ฉีเทียนลู่เปิดไปโผล่สถานที่แห่งหนึ่งเป็หุบเขาที่มีไม้นานาพันธุ์เขียวขจีมีพันธุ์ไม้โบราณแปลกตา และดอกไม้บานสะพรั่งตระการตา อีกทั้งน้ำตกไหลสวนกลับขึ้นหุบผา ที่นี่อบอวลไปด้วยพลังจักรามากมายลอยคละคลุ้ง บริเวณกลางหินผาที่น้ำตกไหลผ่านปรากฏรูปแกะสลักผู้ชายสองคนนั่งบนเก้าอี้คู่กัน คนหนึ่งมีหงส์ฟ้าเกาะอยู่บนบ่า และอีกคนมีกิเลนไฟยืนขนาบข้าง
“สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้คือ “น้ำตกจักรากลับทิศ” เป็สถานที่ให้กำเนิดพลังจักรามหัศจรรย์มากมาย เหล่าสัตว์ฝึกตนล้วนมาที่นี่เพื่อเรียนรู้ ฝึกฝน หาพลังจักราที่เข้ากับตัวและ ส่วนสองคนที่แกะสลักอยู่บนหินผานั้นคือ จางอู๋เจินและเจี้ยเจียงเสวี่ย ทั้งสองคือร่างต้นกำเนิดของเดรัจฉาน หรือสัตว์มหัศจรรย์ของภพภูมินี้ ทั้งสองคือเสี้ยวดวงจิตของเ้าภพอย่างข้าที่แบ่งภาคออกมาเพื่อให้ทั้งสองช่วยดูแล ปกครอง และจัดการสมาชิคของภพนี้ให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุข นั่นหมายถึงทั้งสองคือบรรพบุรุษของพวกเ้า รวมถึง ตัวข้าฉีเทียนลู่ผู้เป็จิติญญาสูงสุดแห่งสรรพสัตว์ที่คอยใส่จิติญญา และพลังจักราให้ร่างที่ปฏิสนธิใหม่ และ ปกปักรักษาความสมดุลทั้งภพภูมินี้ในฐานะเ้าภพ”
“นี่พวกเราทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกัน” หลิ่งกวางและชิงหลงอุทาน
“ที่คฤหาสน์จันทร์มืดสกุลเ้าที่ภพมนุษย์ก็ปรากฏรูปปั้นกิเลนส์ไฟและหงษ์ฟ้า และพวกข้าทั้งสองก็เคยถอดสัญญาเจตสิคไว้ที่กิเลนส์ไฟและหงส์ฟ้า เหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกัน” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“สัตว์ทั้งสองคือร่างต้นกำเนิดของ จางอู๋เจินและเจี้ยเจียงเสวี่ย เ้าปรภพปั้นรูปเหมือนไว้เพื่อระลึกถึงภพเดรัจฉานแห่งนี้ แต่การที่พวกเ้าเลือกรูปปั้นนั้นเป็หนึ่งในที่ฝังสัญญาเจตสิคคงเพราะสายใย และความพันผูกที่มีต่อภพภูมินี้ที่มีอยู่ในความทรงจำ พูดถึงสัญญาเจตสิคพวกเ้าคงจำไม่ได้ว่าที่ภพเดรัจฉานแห่งนี้ก็มีเจตสิคของพวกเ้าอยู่นะ” ฉีเทียนลู่เอ่ย
“หา เป็ไปได้ยังไงกันท่านฉีเทียนลู่ เฟยเฟยอาจจะเคยมาที่นี่ แต่ตัวข้านั้นไม่เคย” เ้าวั่งซูเอ่ย
“พันปีมานี้อาจไม่เคย แต่ถ้าเป็หมื่นแสนปีที่ผ่านมาหล่ะ” ฉีเทียนลู่พูดเป็นัย พร้อมความงุนงงปนสงสัยของทั้งสี่
“ตัวข้าหลังจากแบ่งเสี้ยวิญญา และได้กำเนิดจางอู๋เจินและเจี้ยเจียงเสวี่ย ิญญานั้นถูกส่งกลับไปหาพระแม่แห่งจิติญญาเพื่อผ่านการชำระล้างและเวียนว่าย จนชาติหนึ่ง อู๋เจินและเจียงเสวี่ยได้มาปฏิสนธิในภพเดรัจฉาน ข้าจึงฝากให้ทั้งสองเข้าฝึกตน ฝากเจียงเสวี่ยเป็ศิษย์ของผู้เฒ่าโบ่วเหลียง (ัเต่าโบราณ) ได้รับการฝึกฝนพลังจักราธาตุดิน และมีความสามารถในการรักษา ส่วนอู๋เจินฝากให้เป็ศิษย์ของเฉินหลงกู่ (เสือัโบราณ) ฝึกฝนพลังจักราธาตุไม้ และมีความเก่งกล้าในการต่อสู้” แสงสว่างสีรุ้งสว่างวาบขึ้นที่เขามงกุฎของฉีเทียนลู่ และแสงนั่นนำพาทุกคนกลับไปสู่เหตการณ์ในอดีต
