เช้าวันนี้เป็วันหยุดประจำของครอบครัวลู่ชิง ทุกคนล้วนไม่เร่งรีบไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืด วันหยุดทุกคนจะตื่นปลายยามเหม่ากัน ซึ่งก็เป็ลู่ชิงที่ตั้งกฏนี้ขึ้นมาอีกเช่นเคย นางแค่อยากให้พวกเขาได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ ตอนนี้ครอบครัวของนางก็เริ่มจะมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้ว บำรุงอีกสักเดือนคงจะกลับมาสมบูรณ์ปกติกันเช่นเดิม
และวันนี้จะเป็วันแรก ที่ลู่ชิงจะเปิดรับซื้อผลิตภัณฑ์ของชาวบ้าน หลังทานมื้อเช้ากันเรียบร้อย ทุกคนต่างก็เตรียมเหรียญอีแปะใส่กระปุกไม้เอาไว้พร้อมแล้ว ลู่ชิงได้ให้บิดาไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านไว้ว่า จะขอใช้พื้นที่ลานอเนกประสงค์ของหมู่บ้านในการรับซื้อผลิตภัณฑ์ เมื่อใช้พื้นที่ตรงนี้เสร็จแล้ว จะจ่ายค่าบำรุงให้กับหัวหน้าหมู่บ้านทุกครั้ง เพื่อให้หัวหน้าหมู่บ้านนำเงินส่วนนี้ไว้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน จากภัยแล้งหรือภัยหนาวก็สามารถใช้เงินส่วนนี้ได้ โดยไม่ต้องรอเงินช่วยเหลือจากทางการ
“วันนี้เราจะเปิดรับซื้อผลิตภัณฑ์จากชาวบ้านเป็วันแรก ทุกคนพร้อมกันหรือยังเ้าคะ” ลู่ชิงรู้สึกตื่นเต้นกับเื่นี้มาก เพราะที่ร้านอาหารของนางจำเป็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้
“น้องเล็กเ้ายังจะถามอีกรึ พวกเรามาตั้งโต๊ะรอชาวบ้านขนาดนี้ จะไม่ให้เรียกว่าพร้อมมาก ๆ ได้อย่างไรกันเล่า” ลู่เสียนแกล้งหยอกน้องสาวไปทีนึง
“เอาล่ะ ๆ อาเสียนเ้าก็อย่าไปแกล้งน้องนักเลย เรามาก่อนเวลาเล็กน้อยอีกสักประเดี๋ยวคงมีคนเริ่มมาแล้วล่ะ” ลู่เวินเอ่ยห้ามสองพี่น้องขึ้นมาเสียก่อน
“คารวะท่านน้าลู่เวินท่านน้าฟางซินขอรับ อาจื้อ ข้ากับท่านพ่อเอาสินค้ามาขายให้เ้าแล้ว ลองตรวจดูเถิดว่าจะผ่านตามเกณฑ์หรือไม่” เว่ยหลินกับบิดาช่วยกันแบกตะกร้าใบใหญ่ ที่ข้างในมีแก้วน้ำไม้ไผ่
กระติ๊บข้าวและถาดสานอยู่ในนั้น เพื่อให้ลู่จื้อตรวจก่อนจะจ่ายเงิน
“ได้สิเดี๋ยวข้ากับอาเสียนจะช่วยกันตรวจให้เ้าเอง เ้ากับท่านอาเว่ยทำได้หลายชิ้นเลยรึ? แก้วน้ำขัดได้เรียบดีมากเลย กระติ๊บข้าวกับถาดสานก็เก็บขอบได้ดีไม่มีเสี้ยนให้เห็น ฝีมือดีไม่เลวเลยเหมือนตัวอย่างที่เคยเอาให้ดูทุกประการ อาเสียนช่วยนับหน่อยว่ามีทั้งหมดกี่ชิ้น เดี๋ยวพี่ใหญ่จะจดลงในสมุดไว้แล้วค่อยจ่ายเงินให้กับเว่ยหลิน” ลู่จื้อเป็คนทำหน้าที่จดบันทึกและจ่ายเงิน
“ข้านับเสร็จเรียบร้อยแล้วพี่ใหญ่ แก้วน้ำไม้ไผ่มีสิบห้าใบ กระติ๊บข้าวสิบอันและถาดสานมีสิบสองถาดขอรับ” ลู่เสียนบอกจำนวนของทั้งหมดกับพี่ชาย เพื่อจะได้คำนวณเงินของท่านอาเว่ย
“รวมเงินทั้งหมดที่เราต้องจ่ายให้เว่ยหลินคือเก้าสิบหกอีแปะ เว่ยหลินเ้าลองนับดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ” สำหรับคนขยันรางวัลที่ได้กลับไปย่อมคุ้มค่าเสมอ
“ทะ ทะ ท่านพ่อขอรับ พวกเราขายของให้กับอาจื้อได้เงินมาเก้าสิบหกอีแปะจริง ๆ ขอรับ ท่านพ่อเรามีเงินไปซื้อข้าวมาเพิ่มแล้วนะขอรับ วันนี้พวกเราซื้อเนื้อมาให้ท่านแม่ทำอาหารกินกันดีหรือไม่ขอรับ” เว่ยหลินดีใจมาก ครอบครัวเขาไม่เคยหาเงินได้เยอะขนาดนี้มาก่อนเลย
“อาหลินเ้าพูดจริงรึ? พวกเราได้เงินเยอะขนาดนั้นเชียว เช่นนั้นวันนี้พ่อจะตามใจเ้าสักวันก็แล้วกันนะ ลู่เวินพวกข้าต้องขอบคุณครอบครัวพวกเ้าอีกครั้ง ที่ได้คิดอาชีพนี้ให้กับพวกเราได้มีเงินมาจุนเจือครอบครัวเช่นนี้” เขาไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากคำว่าขอบคุณจริง ๆ
“พี่ชายเว่ยท่านไม่ต้องขอบคุณพวกเราหรอก อย่างไรเสียพวกเราก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ครอบครัวข้าพอจะตั้งตัวได้ ก็อยากให้พวกท่านได้มีเงินซื้อเสบียงอาหารให้กับคนในครอบครัว ได้กินอิ่มท้องก็เท่านั้นอย่าได้ถือเป็บุญคุณเช่นนี้เลยนะขอรับ” ได้เห็นรอยยิ้มมีความสุขของคนที่พวกเขาได้ช่วยก็รู้สึกอิ่มใจไม่น้อย
ตอนนี้เริ่มมีชาวบ้านแบกตะกร้าใส่สินค้า มาขายให้พวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่โชคดีที่หมู่บ้านอันผิงนี้ มีชาวบ้านอยู่เพียงหกสิบครัวเรือน จึงจัดระเบียบได้ง่ายและรวดเร็วชาวบ้านเองก็เข้าใจ และทำตามกฎที่ครอบครัวของลู่ชิงบอกไว้ทุกประการ เมื่อเว่ยหลินรับเงินเรียบร้อยแล้ว ลู่ชิงจึงได้ประกาศให้ชาวบ้านได้ยินอีกครั้ง
“ทุกคนที่เดินมาทีหลังต่อแถวมาทางด้านท่านพ่อ และพี่ชายของข้าก่อนนะเ้าคะ พวกเราทางนี้จะตรวจดูสินค้า และเขียนจำนวนลงในกระดาษแผ่นเล็ก จากนั้นถือใบจำนวนสินค้านี้ไปรับเงินกับพี่ใหญ่ได้เลยเ้าค่ะ ต่อแถวกันและใจเย็น ๆ นะเ้าคะ”
ลู่ชิงรับอาสาจัดแถวให้กับชาวบ้านจะได้ไม่มีใครแทรกแถวกันได้ แต่ก็ยังมิวายมีมนุษย์ป้าเ้าเก่าเ้าเดิมมากระแนะกระแหนชาวบ้าน
“นี่นางจู เ้าดูพวกโง่นั่นสินั่งหลังขดหลังแข็งทำของอะไรก็ไม่รู้ มายืนต่อแถวเสียเวลาทำมาหากินเปล่า ๆ มันจะขายได้สักเท่าไหร่กัน” นางหม่าที่ยืนมองดูอยู่ไม่ไกล พูดกับนางจูด้วยเสียงที่ดังพอสมควร
“ข้าก็คิดเหมือนเ้านั่นแหละนางหม่า ต้องเดินไปตัดไม้ที่ตีนเขาแบกมานั่งขัดนั่งสาน ไม่คิดไปทำมาหากินอย่างอื่นที่ได้เงินทุกวัน แต่กลับมานั่งทำของที่ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะได้เงิน ถ้าพวกนั้นไม่โง่ก็คงกลายเป็คนบ้าตามครอบครัวนั่นไปหมดแล้วล่ะ” ั้แ่นางเด็กนั่นกับครอบครัวเอางานพวกนี้มาให้ชาวบ้านทำ ก็ไม่มีใครออกมานั่งจับกลุ่มนินทานอกบ้านอีกเลย
ลู่ชิงที่รำคาญมนุษย์ป้าพวกนี้เต็มที จึงเดินไปกระซิบเบา ๆ ที่หูของลู่จื้อ เพื่อให้เขาทำอะไรบางอย่าง นั่นก็คือตอนที่จ่ายเงินให้ชาวบ้านแต่ละคน ให้พูดจำนวนเงินดัง ๆ โดยเน้นที่จำนวนเงิน ของแต่ละครอบครัวให้ดังมากที่สุด
“อ้าว กวงเหอเ้าเอาสินค้ามาขายให้ข้ากับใครเล่าวันนี้” ลู่จื้อเอ่ยทักกวงเหอทันทีที่เห็นสหายเดินมาที่ตนเอง
“ข้ามากับท่านพ่อแล้วก็ท่านน้าน่ะ พวกเขาทักทายพ่อของเ้าอยู่เดี๋ยวก็คงตามมา นี่ใบจำนวนสินค้าของข้า” กวงเหอยื่นใบจำนวนสินค้าให้กับลู่จื้อด้วยมืออันสั่นเทา เพราะเขากำลังตื่นเต้นว่าวันนี้จะมีรายได้จำนวนเท่าไหร่
“อืม ครอบครัวเ้าทำได้เยอะพอสมควรเลยนะ เอาล่ะข้าคำนวณเสร็จแล้วกวงเหอเ้ากับครอบครัว ขายสินค้าครั้งนี้ได้เงินทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบห้าอีแปะ เ้ารับไปแล้วลองนับดูอีกรอบอย่างที่ข้าเคยสอนนะ” ลู่จื้อลุกขึ้นยืนพูดเสียงดังฟังชัดว่าครอบครัวกวงเหอได้เงินเท่าไหร่
ชาวบ้านที่ต่อแถวอยู่พอได้ยินก็ฮือฮา แอบลุ้นว่าตนเองจะได้เงินเท่าไหร่ ส่วนมนุษย์ป้าสองคนที่ได้ยินจำนวนเงิน ก็ตกตะลึงอ้าปากค้างไปแล้ว ด้านของลู่จื้อก็ยังเล่นใหญ่ประกาศเสียงดังต่อไปเรื่อย ๆ
“ท่านป้า ส่วนของท่านได้เงินไปเก้าสิบอีแปะขอรับ”
“ท่านอาครอบครัวท่านขายได้หนึ่งร้อยยี่สิบอีแปะขอรับ”
“ตงเจ๋อ นี่เงินของเ้าหนึ่งร้อยยี่สิบอีแปะ ส่วนเ้าซุนอวี้ได้หนึ่งร้อยสิบห้าอีแปะ” ลู่จื้อะโอยู่เช่นนั้นจนนางจูกับนางหม่าทนไม่ไหว เดินสะบัดหน้าหนีกลับบ้านของตนไปทันที คนอื่นที่ต่อแถวอยู่ต่างไม่มีใครสนใจพวกนาง
วันนี้ทุกครอบครัวต่างมีรอยยิ้มกันถ้วนหน้า เงินขายสินค้าที่ได้คุ้มค่ากับความขยันของแต่ละครอบครัว ลู่ชิงยังย้ำกับพวกเขาเหมือนเดิมว่าขยันทำได้เยอะ นำมาขายย่อมได้ค่าตอบแทนเยอะเช่นกัน จากนั้นลู่ชิงให้ท่านพ่อไปจ่ายค่าบำรุงสถานที่ให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน โดยลู่ชิงจะจ่ายครั้งละสามสิบอีแปะ ซึ่งนางจะเปิดรับซื้อสินค้าที่ตรงนี้ทุก ๆ เจ็ดวัน สินค้าที่รับซื้อวันนี้พวกเขาใช้เกวียนในการขนมันกลับไปที่บ้าน และได้แยกพวกมันใส่ตะกร้าใบใหญ่ไว้อย่างเป็ระเบียบ
ตอนนี้ทุกคนกำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่ตรงแคร่หน้าบ้าน พูดคุยกันอย่างมีความสุข จู่ ๆ ลู่ชิงก็พูดขึ้นมา เพราะเมื่อคืนนางคิดได้ว่าจะนำสินค้าออกมาขายเพื่อหารายได้เข้าครอบครัวอีกทาง
“ทุกคนเ้าคะข้ามีเื่อยากจะหารือกับพวกท่านเ้าค่ะ” ลู่ชิงพูดขึ้นทุกคนก็หยุดพูดกันทันที
“ชิงเอ๋อร์มีเื่อะไรหารือกับพวกเราหรือลูก” ฟางซินหันมาเอ่ยถามบุตรสาว
“น้องเล็ก เ้าอย่าบอกนะว่ากำลังจะขายอะไรเพิ่มอีกน่ะ!” ลู่เสียนที่คาดเดาอาการเช่นนี้ของน้องสาวพูดโพล่งออกมา
“อาเสียน เ้ารู้ได้ยังไงว่าน้องเล็กคิดจะเอาสินค้าอะไรมาขายอีก” ลู่จื้อสงสัยว่าลู่เสียนรู้ความคิดน้องสาวได้อย่างไร หรือเขาจะเดามั่ว ๆ เผื่อจะทายถูกกระนั้นหรือ
“พี่ใหญ่เ้าคะ ที่พี่รองพูดมาถูกต้องแล้วเ้าค่ะ ข้ากำลังคิดว่าจะเอาสินค้าในมิติออกมาขาย แต่ว่าการขายครั้งนี้จะไม่ขายครั้งเดียวแล้วจบ แต่จะขายผ่านการทำหนังสือสัญญาคู่ค้าเ้าค่ะ” ลู่ชิงยืนยันคำพูดของลู่เสียนว่าเขาเดาได้ถูกต้องแล้ว
“ชิงเอ๋อร์ เ้าจะเอาสินค้าอะไรออกมาขายหรือลูก แล้วจะไปทำสัญญาคู่ค้ากับใครกัน?” ลู่เวินเอ่ยถามบุตรสาวบ้าง
“พวกท่านคิดว่าเสื้อผ้าที่ใส่ตอนนี้ มีกลิ่นหอมทั้งวันหรือไม่เ้าคะ” นางมักจะเอาเสื้อผ้าของทุกคนไปลงเครื่องซักผ้าในมิติ และใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มจนมีกลิ่นหอมติดเสื้อผ้าทั้งวัน
“อืม เสื้อผ้าพวกเรามีกลิ่นหอมติดทนทั้งวัน ั้แ่ที่ชิงเอ๋อร์เอาไปซักให้ในมิติ” ลู่เวินตอบกลับบุตรสาวไป
“สิ่งที่ทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมนั่นแหละเ้าค่ะ คือสินค้าที่จะนำไปขาย และมันจะต้องขายดีจนพ่อค้าเร่จากที่อื่น ต้องพากันตามหาเพื่อซื้อมันไปขายต่ออย่างแน่นอนเ้าค่ะ” จะเป็อะไรได้มันก็คือน้ำยาปรับผ้านุ่มอย่างไรเล่า
“ท่านพี่ข้าเห็นด้วยเ้าค่ะ เ้าสิ่งนี้ต้องขายดีมาก ๆ โดยเฉพาะพวกเศรษฐีหรือจวนขุนนาง ที่มีสตรีในเรือนหลังล้วนชื่นชอบให้มีกลิ่นหอมติดตัว หากว่าพวกนางใช้สินค้าของเรา คงจะเลิกใช้ถุงหอมเป็แน่เ้าค่ะ” ฟางซินมั่นใจว่าสินค้านี้ของลู่ชิง ต้องขายดีและโด่งดังไปทั่วได้ไม่ยาก
“ท่านพ่อเ้าคะ สินค้าตัวนี้เรียกว่าน้ำยาปรับผ้านุ่มเ้าค่ะ พรุ่งนี้หลังจากที่พวกเราขายของเสร็จแล้ว เราไปขอพบเถ้าแก่หงด้วยกันนะเ้าคะ เพราะเถ้าแก่หงมีกิจการอยู่หลายเมือง และยังให้ราคาที่ยุติธรรม หากเราสามารถทำสัญญาคู่ค้ากับเถ้าแก่หง ข้าคิดว่าดีกว่าไปหาคนอื่นเ้าค่ะ” นางคิดว่าเถ้าแก่หงเหมาะสมที่จะทำการค้าด้วยที่สุดแล้ว
“หลังจากขายของหมดเก็บอุปกรณ์ใส่เกวียนเรียบร้อย พวกเราก็ไปพบเถ้าแก่หงด้วยกันทั้งหมดเลย” เมื่อจะได้ทำการค้าใหม่อีกครั้ง เืพ่อค้ามันก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ไม่ยาก
“ท่านแม่เ้าคะอีกสองเดือนก็จะถึงวันเกิดครบสิบสามหนาวของลู่ชิงแล้วนะเ้าคะ ข้าอยากจะทำบุญวันเกิดให้นาง พวกเราทำอาหารไปแจกตรงด้านหน้าทางขึ้นวัดต้าซื่อเมี่ยวที่อยู่บนเขา ก่อนถึงเมืองหย่งจินดีหรือไม่เ้าคะ” เมื่อมีโอกาสได้ไปวัดทำบุญครั้งแรก ั้แ่มาอยู่โลกใบนี้ย่อมต้องไปให้ได้
“พวกเราเองก็คิดเอาไว้ว่าจะบอกเ้าตอนใกล้ ๆ จะถึงวันเกิด ไม่คิดว่าเ้าจะพูดขึ้นมาวันนี้เสียก่อน เช่นนั้นอาหารที่ทำไปแจกชาวบ้านที่ไปทำบุญ ก็เป็อาหารปกติที่ทำขายกัน ส่วนอาหารทำบุญถวายไต้ซือก็ทำเป็อาหารเจสักสองสามอย่าง แม่กับทุกคนขอบใจเ้ามากนะที่ยังระลึกถึงนาง” ฟางซินเองก็พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อย่างที่ท่านแม่ของเ้าพูดไป พวกเราขอบใจเ้ามากที่ยังระลึกถึง แม้นางจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ว่านางก็ยังอยู่ในความทรงจำของพวกเราเสมอ พวกเราจะต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้แน่นอน ตามที่นางฝากเ้ามาบอกพวกเรา” ทุกคนล้วนยังมีสวีลู่ชิงตัวจริงคนนั้นอยู่ในความทรงจำเสมอ
“เ้าเองก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขด้วยเช่นกันนะ ตอนนี้พวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ล้วนจะแบกรับร่วมกัน” ลู่จื้อพูดออกมาจากความรู้สึกของเขาจริง ๆ
“ข้าก็คิดเหมือนกันกับทุกคน” ลู่เสียนเหมาคำพูดทุกคนมาเป็ของตนเองเสียเลย
“เ้าค่ะ ต่อไปก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วยกันก็พอ เช่นนั้นทุกสามเดือนจะหยุดงานที่ไม่ตรงวันหยุด แล้วไปทำบุญที่วัดต้าซื่อเมี่ยวด้วยกันนะเ้าคะ” ทำบุญใหญ่ทุกสามเดือนน่าจะกำลังดี ส่วนทำบุญทั่วไปทำความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถทำได้ทุกวันอยู่แล้ว
จากนี้ไปสินค้าใหม่ ๆ จะทยอยนำออกมาขายเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ข้าจะพาครอบครัวนี้ กลับเข้าเมืองหลวงด้วยฐานะเศรษฐีหรือคหบดีหน้าใหม่ ที่ร่ำรวยมีเงินใช้ไม่น้อยหน้าผู้ใดให้จงได้
