กลุ่มโจรทั้งหลายเริ่มควบคุมฮอร์โมนที่พลุ่งพล่านในกายไม่ไหวและเริ่มเคลื่อนไหว “แม่นาง เ้าบอกว่าเ้าคือเสิ่นม่านเหนียง โกหกใครกัน?”
เสิ่นม่านแตะปลายคางและยิ้มหวาน “ข้า… ข้าล้อเล่นน่า พี่ชายทั้งหลาย”
รอยยิ้มนี้ถึงกับทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งหลายตรงหน้าถึงกับหลงเสน่ห์อย่างจัง น้ำลายไหลย้อยจากปากอย่างอดไม่ได้
เสิ่นม่านดีดนิ้วและเอ่ยอย่างเชื่องช้า “เปิดโหมดสะกดจิต”
พอสิ้นคำนี้ ชายฉกรรจ์ตรงหน้าสิบกว่าคนก็ดวงตาล่องลอย มองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
เสิ่นม่านเอ่ยถามเสียงเยือกเย็น “ต้าเป่าล่ะ?”
ทุกคนไม่ตอบ ได้แต่จ้องมองนางนิ่งๆ “ต้าเป่าคือใคร?”
เสิ่นม่านเสริม “ลูกชายของเสิ่นม่านเหนียง”
คราวนี้ คนเหล่านี้มีปฏิกิริยา
คนที่เป็หัวหน้าตอบ “เขา… หนีไปแล้ว ลูกน้องของเราเฝ้าเขาได้ไม่ดี เขาจึงหนีหายไปจากค่ายโจรบนเขา”
หายตัวไป? เสิ่นม่านรับรู้ได้ทันใดว่าเื่นี้ไม่ธรรมดา
ข้อมูลที่ได้จากการสะกดจิตไม่น่าจะผิด เพียงแต่ในรายละเอียดนั้นเกิดเื่อะไรขึ้นบ้าง เสิ่นม่านเองก็ไม่อาจรู้อย่างชัดเจน
จึ๊ๆๆ … คงต้องขึ้นเขาไปดูที่ค่ายโจรจึงจะดี
นางเอ่ยถามเส้นทางกับตำแหน่งของค่ายโจรบนเขาอย่างสงบ เพื่อป้องกันความเสี่ยง นางให้โจรที่รูปร่างอ่อนแอที่สุดในกลุ่มมาช่วยนำทางให้
ส่วนโจรที่เหลือ… นางมองดูอย่างละเอียดและแววตาดำมืด คนเหล่านี้ล้วนเข้าร่วมในคืนที่ปล้นฆ่า
เมื่อมองพวกเขา สมองของนางก็ปรากฏภาพเปลวเพลิงลุกโชนในค่ำคืนนั้น ชาวบ้านนับร้อยชีวิตต้องตายอย่างอนาถภายใต้ดาบของคนชั่วเหล่านี้
เบื้องลึกในแววตาของนางเผยความดุร้าย ภายใต้แสงจันทร์ ั์ตาคู่สวยนั้นราวกับเคลือบด้วยยาพิษที่สามารถคร่าชีวิตได้
“พวกเ้าจงเข่นฆ่ากันเอง ฆ่าจนกว่าจะไม่มีใครเหลือรอด”
น้ำเสียงเยือกเย็น ราวกับมาจากขุมนรก พูดจบ นางก็เดินออกจากสุสานนิรนามพร้อมกับชายนำทาง
ส่วนด้านหลัง ขณะนี้กำลังมีเสียงร้องเ็ปดังขึ้นเป็ระลอก… เสิ่นม่านสีหน้าเด็ดเดี่ยว ไม่หันกลับไปมอง
บางที การใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้ การขจัดมารแทน์นอกจากพึ่งกฎหมายแล้ว บางครั้งก็สามารถใช้กำลังในการจัดการปัญหาได้ด้วย นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ ทอดมองท้องฟ้าที่มืดมัว หัวใจดวงหนึ่งค่อยๆ ดำดิ่ง
ภพก่อนหน้า มือของนางไม่เคยเปื้อนเื
ไม่สิ เพราะนางคือคนจากยุคปัจจุบัน ดังนั้นนางจึงหวงแหนชีวิตอันมีค่า รู้อำนาจของกฎหมายและเข้าใจความงดงามของมนุษย์
แต่พอมาถึงโลกยุคนี้ ชุดความคิดนั้นเปล่าประโยชน์อย่างสิ้นเชิง เพราะในยุคที่อำนาจอยู่ในมือจักรพรรดิ ปรัชญาความเท่าเทียมของมนุษย์ อิสรภาพ และความปรองดอง ใช้ได้ไม่กับที่แห่งนี้
หากการลงโทษคนชั่วไม่สามารถใช้กฎหมายได้ เช่นนั้นก็ต้องใช้กำลัง
นางไม่อยากฆ่าใคร ไม่อยากเปื้อนเื แต่ชาวบ้านที่ตายอย่างน่าเวทนา พี่น้องสตรีที่ถูกขืนใจ แล้วยังมีผู้ใหญ่บ้านที่ตายไปพร้อมกับความคับแค้นใจ พวกเขาไม่น่าสงสารหรือ?
เมื่อบอกว่าจะแก้แค้นให้พวกเขา ก็ต้องทำให้ได้!
นางไม่มีทางเลือก! ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ต้องปรับตัว!
เสิ่นม่านหาม้ามาหนึ่งตัวและพาคนที่ถูกสะกดจิตขึ้นม้า ทั้งสองดั่งหมอผีกับผีดิบ ทำเพียงควบม้ามุ่งไปตามทางโดยไร้เสียง
ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสวโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นม่านเงยหน้าขึ้นมองเทือกเขาที่เรียงซ้อนกันอยู่โดยรอบ รวมถึงยอดเขาที่พอจะมองเห็นค่ายโจรรางๆ นางเดาว่าคงใกล้ถึงแล้ว
เสิ่นม่านมองดูเส้นทางที่เดินผ่านในระบบ จากนั้นวาดเป็แผนที่ขนาดใหญ่ เมื่อทำความเข้าใจลักษณะภูมิศาสตร์เรียบร้อย ถึงค่อยให้โจรที่ถูกสะกดจิตลงจากหลังม้า
นางมองดูชายหนุ่มที่ยืนตาลอยอยู่ตรงข้างทาง เสิ่นม่านกำมีดสั้นในมือไว้แน่น ท้ายที่สุด นางก็ได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ และออกคำสั่งสุดท้ายให้แก่เขา
“เ้าไปสารภาพกับทางการเองเถอะ บอกความชั่วที่เ้าก่อไว้ในอดีต สารภาพออกไปให้หมด”
“ขอรับ”
เสิ่นม่านลงจากม้าและยกม้าให้เขา ชายหนุ่มขึ้นควบม้าและหายไปท่ามกลางความมืด
เมื่อไม่มีคนช่วย จากนี้ล้วนต้องพึ่งตนเองแล้ว
เสิ่นม่านเงยหน้าขึ้นมองค่ายโจรที่ยอดเขา จากนั้นพุ่งตัวเข้าไปในดงป่าที่แน่นขนัด…
ท้องฟ้าค่อยๆ สว่าง เสิ่นม่านนั่งรอในดงไม้เงียบๆ ขอเพียงมีคนลงจากค่าย นางจะได้รวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์
ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น มีคนลงมาจากยอดเขาจริงๆ
ั้แ่เช้ามีโจรลงมาราวยี่สิบกว่าคน ควบม้าวิ่งผ่านถนนเส้นเล็กไปอย่างฮึกเหิม
เสิ่นม่านรอจนพวกเขาขี่ม้าเสียงดังอึกทึกผ่านไป นางมองเห็นลิ่วล้อคนหนึ่งทิ้งระยะห่างอยู่ข้างหลังไกลๆ หลังจากสังเกตอย่างระมัดระวังก็กระโจนเข้าไป
หลังใช้ชีวิตในยุคโบราณหลายเดือน ทำให้ศักยภาพของร่างกายเพิ่มขึ้นไม่น้อย นี่ทำให้ร่างเดิมที่พอมีพื้นฐานการต่อสู้นับวันก็ยิ่งคล่องแคล่ว นางตะครุบเขาลงจากหลังม้าแล้วลากเข้าไปในดงไม้
ลิ่วล้อคนนั้นถูกลอบโจมตีถึงกับสะดุ้งโหยงร้องเสียงหลง เสิ่นม่านปิดปากเขา ดวงตาของนางเปล่งแสงสีฟ้าวาบขึ้นมา
“หุบปาก ห้ามะโโวยวาย เข้าใจหรือไม่?”
เ้าลิ่วล้อดวงตานิ่งค้างทันใด และพยักหน้าช้าๆ
เสิ่นม่านพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดีมาก ข้าถามเ้า พวกเ้าลงเขาไปมากมายทำอะไร?”
เ้าลิ่วล้อตอบอย่างเชื่องช้า “พวกเขาไปตามหาเสิ่นม่านเหนียง เราขาดการติดต่อกับพวกพ้องที่ลงเขาไปเมื่อคืน หัวหน้าสามบอกว่าเราต้องพาคนไปเยอะหน่อย เสิ่นม่านเหนียงวรยุทธ์สูงส่ง จะต้องจับเป็กลับมาให้ได้”
หัวหน้าสาม?
เสิ่นม่านลูบคางและถาม “เบื้องบนพวกเ้ามีผู้นำกี่คนกันแน่?”
นางถามจบ เ้าลิ่วล้อแววตาล่องลอย เหมือนไม่เข้าใจคำถามของนาง
เสิ่นม่านเสริม “หมายถึงมีหัวหน้ากี่คน?”
คราวนี้ เ้าลิ่วล้อฟังเข้าใจแล้ว จากนั้นตอบอย่างมั่นใจ “สี่คน”
สี่คน?
เสือสองตัวยังไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกันด้วยซ้ำ หัวหน้าโจรสี่คนจะไม่เกิดปัญหาจริงหรือ? ความคิดของเสิ่นม่านเริ่มเตลิดเปิดเปิง
ทว่า เป้าหมายของนางคือต้าเป่า
“คำถามสุดท้าย ลูกชายของเสิ่นม่านเหนียงอยู่ไหน?”
เ้าลิ่วล้อย้อนนึกอย่างละเอียดและตอบ “ไม่รู้ คืนนั้นพี่น้องของเราเฝ้าเขาไว้ หัวหน้าสามกับหัวหน้าสี่บอกว่าจะหั่นใบหูของเขา แต่ตอนที่เราไปถึง เด็กก็หายตัวไปแล้ว”
หายตัวไป?
โจรหลายคนบอกเหมือนกัน เสิ่นม่านยิ่งรู้สึกว่าน่าประหลาด หากต้าเป่าหายตัวไป เช่นนั้นนางยังจำเป็ต้องเข้าไปในค่ายโจรหรือไม่?
เพียงแต่…
เหตุใดหัวหน้าสามกับหัวหน้าสี่ของพวกโจร ถึงอยากหั่นใบหูของต้าเป่า? แล้วยังรู้ว่านางวรยุทธ์สูง?
นางคิดไม่ตก ถนนทางนั้นมีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น เสิ่นม่านวิตกรีบสั่งเ้าลิ่วล้อ “จับตัวข้า เร็วเข้า! แล้วส่งข้าเข้าไปในค่ายของพวกเ้า!”
เ้าลิ่วล้อทำตาม เขาจับเชือกมามัดเสิ่นม่านไว้โดยไม่พูดจาและจูงนางออกไปยังเส้นทางหลัก
เสิ่นม่านไม่ส่งเสียง นางเดินตามเขาไป เห็นเพียงปลายสุดของถนนเส้นนั้นมีกลุ่มโจรบนหลังม้า คนที่ควบนำมาคือหลิวเฮยชี ัตาเดียวที่เจอนอกหมู่บ้านในคืนนั้น
หลิวเฮยชีเห็นใบหน้าของเสิ่นม่าน ดวงตาก็ลุกวาวทันใด
-----
