ครั้นหนิงมู่ฉือดื่มยาจนหมด หันไปเห็นว่า น้ำแกงในหม้อกำลังเดือดได้ที่จึงเอ่ยออกมา “น้ำแกงเนื้อแกะใช้ได้แล้ว สามารถกินได้แล้ว”
เฉินเกอพยักหน้าขณะมองในหม้อซึ่งมีน้ำแกงเนื้อแกะควันลอยกรุ่นออกมา พร้อมทั้งมีกลิ่นหอมลอยโชยออกมาอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน “ข้ายังไม่ได้กินอะไรมาั้แ่เช้า โชคดีจริงๆ ที่ตอนนี้จะได้กินเนื้อแกะ”
หนิงมู่ฉือตักเนื้อแกะใส่ถ้วย มองเฉินเกอและอาเสียงที่กำลังยืนมองน้ำลายสอพร้อมกับยิ้ม “รีบมาชิมเถิด ในเมืองหลวง ผู้คนล้วนกล่าวกันว่า ข้าคือคนที่ทำอาหารได้อร่อยที่สุด”
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือผาดหนึ่ง ก่อนจะชิมเนื้อแกะที่อยู่ในถ้วย เนื้อแกะนุ่มกำลังดี ไม่เหนียวเลยสักนิด เมื่อนำเข้าปากก็ละลายหายไป หนิงมู่ฉือมองท่าทางของเฉินเกอตอนทาน อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา อาการปวดศีรษะที่เคยมีหายเป็ปลิดทิ้ง
หนิงมู่ฉือตักน้ำแกงใส่ถ้วยอีกใบ โรยด้วยต้นหอมซอย ทำให้สีสันดูหน้าตาน่าทานยิ่งนัก จากนั้นนางยกไปวางตรงหน้าเฉินเกอ “น้ำแกงเนื้อแกะมีสรรพคุณช่วยขับความหนาวในร่างกาย ท่านดื่มเยอะๆ”
เฉินเกอมองรอยยิ้มของหนิงมู่ฉืออย่างเหม่อลอย รอยยิ้มอันอบอุ่นของนางแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของเขา เห็นนางยิ้มเช่นนี้ในใจเขาพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาราวกับมีบางอย่างกำลังเบ่งบานอยู่ในหัวใจ ทว่าเวลานี้เขาไม่สามารถพูดมันออกไปได้
หลังจากหนิงมู่ฉือดื่มยาเข้าไปก็รู้สึกตัวเบาเหมือนตัวจะลอย จึงขอตัวไปนอนพักที่ห้อง
เฉินเกอมองตามพร้อมกับยิ้มบางๆ ก่อนที่สายตาจะหันไปเห็นอาเสียงซึ่งกำลังจ้องมองหนิงมู่ฉือด้วยสีหน้าไม่ประสงค์ดี จึงรู้สึกเคร่งเครียดยิ่งนัก
อาเสียงชักมีดออกมา ก่อนจะเดินตามหนิงมู่ฉือไป เฉินเกอรีบเข้าไปขวาง กลับคาดไม่ถึงว่าอาเสียงจะอาละวาดออกมา
ใบหน้าอาเสียงดุดันโเี้ รอยแผลเป็ที่ใบหน้ายิ่งทำให้อาเสียงดูน่ากลัว น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาราวเสียงปีศาจร้ายในขุมนรกก็ไม่ปาน “จอมยุทธ์ เ้าจะไว้ชีวิตสตรีผู้นั้นไม่ได้!”
เฉินเกอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแย่งมีดในมืออาเสียงมา อาเสียงมองเฉินเกออย่างไม่อยากจะเชื่อ “จอมยุทธ์ เ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร สตรีนางนั้นคือบุตรสาวคนเดียวของหนิงจื้อหย่วนนะ”
เฉินเกอนั่งลงพร้อมกับยิ้มเ็า “แล้วอย่างไร ก็แค่เื่ของคนรุ่นก่อน เกี่ยวอันใดกับข้าด้วย”
“เ้าทำเช่นนี้เท่ากับอกตัญญู หากไม่ใช่เพราะหนิงจื้อหย่วน สกุลเฉินจะตกต่ำถึงเพียงนี้หรือ เ้าลืมความแค้นในอดีตไปหมดแล้วหรือ!” ยิ่งอาเสียงนึกถึงสมัยก่อนที่มีชีวิตที่ดี สกุลเฉินมีหน้ามีตาก็ยิ่งแค้น
ใบหน้าเฉินเกอมีแต่ความเ็า ชูมือบอกให้อาเสียงหยุดพูด “นาง นางไม่เหมือนกัน ท่านพ่อเคยบอกกับข้าว่า ความแค้นในรุ่นของท่านไม่จำเป็ต้องให้ข้ามาแก้แค้นให้ ซึ่งนี่ก็เป็สิ่งที่ข้า้าเช่นกัน”
อาเสียงเก็บมีดกลับคืนที่เดิม แววตายังคงแดงด้วยความแค้นใจขณะถอนหายใจออกมา “รอแม่นางผู้นั้นตื่นเมื่อไหร่ พวกเ้าออกไปจากที่นี่เถอะ” เอ่ยจบมองเฉินเกออย่างไม่วางใจผาดหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือที่นอนหลับอยู่บนเตียง หน้าตายามหลับของนางน่าหลงใหลเป็ยิ่งนัก นางนอนขดตัวด้วยความหนาว แลดูน่าสงสารเหลือเกิน เขาเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ท้องฟ้าข้างนอกค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีส้ม หิมะสีขาวตกลงมาจากท้องฟ้า เฉินเกอปูผ้านอนอยู่ข้างเตียงหนิงมู่ฉือ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางไปตามหาสถานที่ที่นางบอกเอาไว้
อีกด้านหนึ่ง หลังจากจ้าวซีเหอกลับมาจากในวังก็เที่ยวตามหาข่าวเกี่ยวกับบิดาของหนิงมู่ฉือ ยิ่งได้ฟังเื่ราวจากบิดาของตัวเองก็ยิ่งคิดว่าเื่นี้ดูน่าสงสัย
เขารีบไปหาเมิ่งเคอที่ศาลต้าหลี่ เมิ่งเคอเห็นจ้าวซีเหอมาหาก็รู้สึกสังหรณ์ใจ ขมวดคิ้วเป็ปมแน่น
ทันทีที่จ้าวซีเหอนั่งลงก็เอ่ยเข้าประเด็นในทันที “ข้าอยากขอดูเอกสารสำนวนคดีแม่ทัพหนิงจื้อหย่วน เหตุใดเ้าถึงเอาแต่ปฏิเสธอยู่เรื่อย!”
เมิ่งเคอมีสีหน้าลำบากใจ “ซื่อจื่อ ฝ่าามีรับสั่งว่าห้ามให้ผู้ใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีนี้อีก ข้าเองก็ลำบากใจเช่นกัน”
จ้าวซีเหอได้ฟังเช่นนั้นลุกขึ้นยืน “ใต้เท้าเมิ่ง หรือเ้าลืมความสัมพันธ์ของเราไปแล้ว ท่านวางใจเถอะ เอาเอกสารสำนวนคดีมาให้ข้า ข้ารับรองว่าจะไม่บอกผู้ใด”
เมิ่งเคอถอนหายใจออกมาก่อนจะมอบเอกสารสำนวนคดีให้จ้าวซีเหอพร้อมทั้งเอ่ยอย่างลังเล “ข้าให้เวลาท่านได้แค่หนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าท่านต้องเอามันมาคืนให้ข้า”
จ้าวซีเหอพยักหน้า “บุญคุณครั้งนี้ของท่าน ข้าคงไม่สามารถตอบแทนได้ หากมีเื่ใดให้ข้าช่วย…”
“ซื่อจื่อ ปกติท่านมักจะยุ่ง หากไม่มีธุระใดข้าคงไม่ไปรบกวนท่านแน่นอน ข้าจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเรา ข้าเองก็มีเื่หนึ่งที่อยากจะบอกท่านเช่นกัน ไม่กี่วันก่อนข้าเห็นหลินมู่เดินอยู่แถวๆ ตำหนักของท่าน ท่าทางดูลับๆ ล่อๆ”
เขาได้ฟังเช่นนั้นสีหน้าพลันเคร่งขรึม มองเมิ่งเคออย่างมีบางอย่างในใจก่อนจะเอ่ยออกมา “เขามักจะทำตัวเยี่ยงนั้นอยู่เสมอ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าได้ยินคนบอกกับข้าว่า เขามักจะทำตัวลับๆ ล่อๆ ข้าเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน ข้ามักจะรู้สึกว่าเขาเข้ามาอยู่ในตำหนักด้วยมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ทว่าข้ามัวแต่ยุ่งจึงไม่ได้ให้คนไปสืบเื่นี้”
เมิ่งเคอยิ้มออกมา “เขาคือผู้คุ้มกันของคุณหนูหนิงในอดีต เดิมทีข้านึกว่าเขาจะเดินทางไปที่ชายแดนตะวันตกเฉียงใต้กับคุณหนูหนิงด้วยเสียอีก น่าแปลกที่เขากลับไม่ไปด้วย”
เขาขมวดคิ้ว “เช่นนั้นก็น่าแปลก ใต้เท้าเมิ่ง เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน ส่วนเอกสารสำนวนคดีเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าค่อยคืนให้”
เมิ่งเคอพยักหน้าขณะมองตามจ้าวซีเหอที่มีสีหน้าร้อนใจขณะเดินจากไป
ครั้นจ้าวซีเหอกลับมาถึงตำหนักก็เดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง เขาวางเอกสารสำนวนคดีไว้บนโต๊ะ พลิกเปิดอย่างเบามือ ทว่ากลับปรากฏเื่ที่ไม่คาดคิดขึ้น…
เขาพบว่าภายในไม่มีตัวหนังสือเลยแม้แต่ตัวเดียว!
เขานั่งนิ่งอยู่กับที่ หรือมีคนคิดจะล้อเล่นกับเขา เช่นนั้นก็มีเพียงความเป็ไปได้เดียวคือ มีคนสับเปลี่ยนเอกสารสำนวนคดีนี้!
เขาไม่ได้เอ่ยวาจาใดออกมา นั่งนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเดินทางไปที่ศาลต้าหลี่เพื่อส่งคืนเอกสารสำนวนคดีนี้แก่เมิ่งเคอ อีกฝ่ายถามด้วยสีหน้างุนงง “ท่านอ่านจบเร็วถึงเพียงนี้เชียว แล้วเจอเบาะแสใดหรือไม่”
เขาส่ายหน้า “หากอยากรู้ความจริง อ่านแค่เอกสารสำนวนคดีใช่ว่าจะสามารถรู้ได้ ไว้ข้าจะหาวันที่ฝ่าาอารมณ์ดีถามพระองค์เอง แบบนั้นน่าจะได้ความมากกว่า”
“ข้าได้ยินมาว่า วันนี้ฝ่าาทรงอารมณ์ดี สู้ท่านไปถามวันนี้เลยไม่ดีหรือ”
เขาพยักหน้าก่อนจะเดินทางไปที่ตำหนักเจินหลง ทว่าเมื่อมาถึง เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินที่ดูไม่สบอารมณ์ยิ่ง ก็พลันคิดในใจว่า เขาถูกหลอกอีกแล้วหรือนี่!
ไหนบอกว่าวันนี้ฮ่องเต้ทรงอารมณ์ดีอย่างไรเล่า?! หน้าตาบูดบึ้งเช่นนี้หรือที่เรียกว่าอารมณ์ดี? เขาอยากจะกลับไปตะบันหน้าเมิ่งเคอสักทีเหลือเกิน!
แต่มาถึงนี่แล้วจะให้กลับก็คงจะเป็ไปไม่ได้ เขาทำได้เพียงยิ้มขณะเดินตรงเข้าไปหาฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน
“ฝ่าา สีพระพักตร์ของพระองค์ดูไม่ดีเลย เจอเื่ใดมาหรือ เอ่ยให้น้องชายคนนี้ฟังสักหน่อยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
