บทที่ 101 การโผล่มาอย่างกะทันหันของตระกูลเมิ่ง
เมื่อโม่โส่วอีได้ฟังที่เฉินเสวียนพูดถึงลมแปลก ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ ลมแปลกนั้น หากว่ากันตามจริงมันไม่แปลกหรอกนะ เดิมทีมันก็ไม่มี แต่เหมือนว่าจะเกิดหลังจากเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้ ตอนที่มีชายหนุ่มผู้หนึ่งจากฝั่งตะวันตกเข้าทำลายค่ายกลกระบี่ ตอนนี้ดูเหมือนจะมีอีกหลายคนที่ได้รับาเ็ ส่วนรายละเอียดของสถานการณ์นั้น ทุกคนก็ไม่แน่ใจเช่นกัน อาจเพราะพวกนี้ไปััโดนค่ายกลกระบี่สลักทองแปดประตูที่เปลี่ยนแปลงแล้วถึงทำให้เป็เช่นนี้แน่ๆ!”
ลู่อวี่แปลกใจเล็กน้อย “ค่ายกลกระบี่นี้ร้ายกาจนัก ไม่ทราบว่าผู้เฒ่าโม่รู้ข้อมูลอะไรมาบ้าง?”
โม่โส่วอีไม่มีทางรู้เพียงเื่นี้แน่ เมื่อเห็นลู่อวี่รบเร้าถาม ก็ไม่คิดที่จะปิดบังเช่นกัน การได้รับคำมั่นสัญญาจากนายน้อยมาได้นั้น สำหรับเขาแล้วมันเป็เื่ที่น่ายินดีมาก แม้ว่าก่อนหน้านี้จะได้ยินมาว่านายน้อยเป็จอมเสเพลเกเร อีกทั้งยังไม่มีความรู้อะไรจำพวกนี้ แต่สิ่งที่ได้เห็นกับตานั้นช่างกันนัก นี่สิจึงจะเป็ของจริง สิ่งที่หูได้ยินอาจจะไม่ใช่เื่จริง เมื่อได้มาเจอกับบุคคลมหัศจรรย์ของเทียนตูผู้นี้ด้วยตาเอง ในตอนนี้จึงไม่เชื่อคำเล่าลือก่อนหน้านั้นอีกแล้ว
“แต่ชายแก่เช่นข้าก็ไม่สามารถเข้าไปในค่ายกลกระบี่ใหญ่นี้ได้ เื่ราวมากมายนั้นมีเพียงตนเองคิดไปเองทั้งนั้น หากมีตรงไหนที่ไม่ถูกไม่ควร นายน้อยได้โปรดให้อภัยด้วย”
ลู่อวี่ไม่ถือสาหาความเพียงพยักหน้าและกล่าวว่า “ไม่เป็ไร!”
“ส่วนประวัติความเป็มาของนักพรตผู้นี้ไม่ต้องพูดถึง หากไม่เคยเข้าไป ใครก็ไม่รู้ทั้งนั้น แต่หากดูจากวิชาค่ายกลกระบี่ที่นักพรตผู้นี้ติดตั้งไว้ นักพรตผู้นี้ต้องมีความเชี่ยวชาญในวิชาค่ายกลกระบี่โบราณมากแน่นอน การที่เขาเลือกที่จะสร้างค่ายกลกระบี่ในสถานที่ทางเหนือที่ห่างไกลจากเป่ยหยวน หากเป็อย่างที่ข้าตรวจสอบและสืบข่าวมา ใต้ดินของที่นี่มีเส้นชีพจริญญาธาตุน้ำอยู่สามสาย คิดว่านักพรตาุโผู้นี้น่าจะมีธาตุเย็น หรือไม่ก็ธาตุน้ำ!”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ โม่โส่วอีก็เงียบไปพักหนึ่งและพูดขึ้นว่า “ตอนนี้ข้ารู้เพียงเท่านี้ เพราะพวกเราเป็เพียงตระกูลเล็กๆ เท่านั้น!”
เมื่อพูดจบ เฉินเสวียนก็กล่าวถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วตระกูลหรือสำนักใหญ่พวกที่มาที่นี่ เ้ารู้จักหมดหรือไม่ มีคนที่มีลักษณะพิเศษอะไรมาที่นี่ด้วยหรือไม่?”
โม่โส่วอีส่ายหน้า “แม้จะมีไม่กี่กลุ่มที่ข้าพอจะเดาประวัติความเป็มาของอีกฝ่ายได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่รู้จัก เทียนตูใหญ่โต อีกทั้งยังมียอดฝีมือมากมายขนาดนี้ ข้าจำพวกเขาทั้งหมดไม่ได้จริงๆ!”
เฉินเสวียนรู้ว่าตัวเองนั้นถามคำถามยากเกินไป ดังนั้นก็เลยไม่ได้แปลกใจอะไรนัก
แต่ถึงกระนั้น โม่โส่วอีก็ยังคงพูดถึงตระกูลและสำนักอีกหลายที่ที่ตัวเองรู้ ให้ลู่อวี่และพรรคพวกทราบ แต่ตระกูลและสำนักเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของลู่อวี่ เรียกได้ว่าไม่เข้าตาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่เก็บพวกเขาเอามาใส่ใจ
ไม่นาน เวลาสองวันนี้ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในระหว่างนั้นก็มีนักพรตทยอยกันมาอีกมาก มีทั้งแบบที่มาคนเดียว และเดินทางมาเป็กลุ่มก็มี แต่ก็ไม่ใช่คนที่มีอำนาจใหญ่โตอะไรนัก ชัดเจนแล้วว่านักพรตสันโดษที่ออกมาปล่อยข่าวผู้นั้นเลือกตระกูลและสำนักที่มีขนาดเล็กและกลางเป็เป้าหมายหลักในการปล่อยข่าว คิดว่าเพียงนำข้อมูลพวกนี้มาขาย ก็สามารถสร้างรายได้เป็กอบเป็กำให้นักพรตสันโดษผู้นี้แล้ว ช่างเป็แผนการที่ดีเยี่ยมเสียจริงๆ เช่นนี้มันมั่นคงกว่าการต้องมาเหนื่อยสายตัวแทบขาด ที่ต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อต่อสู้แย่งชิงเอาสมบัติในถ้ำนักพรตโบราณนัก
ใน่สองวันมานี้ ผู้เฒ่าตู้และเฉินเสวียนก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำลายค่ายกลกระบี่แห่งนี้ ลู่อวี่นั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่ ก่อนหน้าที่ทั้งสามคนไปสืบเื่ค่ายกลกระบี่ป้องกันของถ้ำนักพรตโบราณ หากไม่มีผู้เฒ่าตู้ลงมือ เฉินเสวียนและลู่อวี่คงได้รับาเ็หนักแน่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าค่ายกลกระบี่ที่ป้องกันอยู่นอกถ้ำนักพรตโบราณนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะฝ่าทะลวงเข้าไปกันได้ง่ายๆ เลย
เช่นนั้น ผู้เฒ่าตู้และเฉินเสวียนจึงนั่งค้นข้อมูลศึกษาค่ายกลกระบี่กันอยู่ที่นั่นราวกับไม่มีอะไรทำ ลู่อวี่เองก็มีความรู้พื้นฐานในด้านนี้เช่นกัน แม้ว่าจะยังด้อยไปกว่าสองคนนั้นไปหน่อย แต่สองวันมานี้ก็ได้รับประโยชน์มากมายเช่นกัน
ลู่อวี่ถือว่าเป็ผู้ที่มีความทะเยอทะยาน ตอนที่จับตัวเฉินเสวียนมา กลับไม่ได้ลงมือทำอะไรกับเขา เพราะอยากที่จะพัฒนาด้านค่ายกลกระบี่ในอนาคต แต่ค่ายกลกระบี่ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้กันได้ง่ายๆ และเขาก็ใช่ว่าจะมีเวลาที่เอื้ออำนวยมากนัก ถึงเสียเวลาไปตั้งนาน เช่นนั้นจึงต้องฉวยโอกาสตอนนี้เพื่อที่จะเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด
สำหรับถ้ำนักพรตโบราณ คงทำได้แต่รอ ในขณะที่ยังไม่มีผู้ที่แข็งแกร่งมาปรากฏตัว และทำลายค่ายกลกระบี่นี้ได้ แม้แต่ตู้เสวียนเฉิงที่เป็ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้นี้ยังไม่มีวิธีทำอะไรกับถ้ำนักพรตโบราณนี้ได้เช่นกัน
โชคดีที่ลู่อวี่และคนอื่นๆ ไม่ต้องรอกันนานเกินไป ่เที่ยงของวันที่สาม ในขณะที่ลู่อวี่กำลังคิดจะถามคำถามด้านค่ายกลกระบี่กับเฉินเสวียน และตู้เสวียนเฉิงอยู่นั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงลมและฟ้าร้องคำรามดังมาจากด้านนอก ที่เกิดจากวัตถุขนาดใหญ่ทะลุผ่านอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ตู้เสวียนเฉิงที่มีพลังจิตที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งไม่แปลกนัก หากเขาจะรู้สาเหตุก่อนใคร
“น่าจะเป็ ‘กระสวยลมอัคนี’ ของตระกูลเมิ่งแห่งเทียนหนาน! ดูเหมือนคนจากตระกูลเมิ่งก็มาเช่นเดียวกัน ความสัมพันธ์ของฝั่งนั้นกับตระกูลลู่ไม่ค่อยดีนัก พวกเขาต่างเกลียดนายน้อยลู่จนถึงขั้นฆ่าแกงกันได้เลยทีเดียว
กระสวยลมอัคนีของตระกูลเมิ่งนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเรือแสงตัดเมฆา์ของตระกูลลู่ในแง่ความรวดเร็วเลยแม้แต่น้อย เกือบจะทันทีที่ตู้เสวียนเฉิงพูดจบ กระสวยลมอัคนีสีน้ำเงินเข้มของตระกูลเมิ่ง ก็บินพรวดเข้ามาพร้อมกับเสียง “วูบ!” ทำให้ลู่อวี่และคนอื่นๆ รู้สึกเกินความคาดหมายไม่น้อย และแอบเดากันว่า หรือตระกูลเมิ่งไม่ได้มาเพราะถ้ำนักพรตโบราณ?
ในขณะที่หลายคนกำลังสงสัย กระสวยลมอัคนีของตระกูลเมิ่งกลับบินวนเป็วงกลมขนาดใหญ่แล้วบินกลับมา จากนั้นก็หยุดนิ่งกลางอากาศตรงระหว่างหุบเขาและถ้ำนักพรตโบราณ
หลังจากนั้น ก็มีร่างหลายสิบร่างพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วจากกระสวยลมอัคนี พวกเขาปล่อยพลังออกมาโดยไม่มีการปกปิดใดๆ บินทะยานออกไปทุกทิศทาง ทำราวกับว่ากำลังลาดตระเวนอาณาเขตของตนเองอย่างนั้นแหละ โดยไม่เห็นนักพรตหลายร้อยคนในบริเวณใกล้เคียงอยู่ในสายตา ท่าทางเย่อหยิ่งที่มองดูแวบเดียวก็รู้เลย
คิดไม่ถึงว่านักพรตสิบกว่าคนพวกนี้มีกว่าครึ่งที่เป็ยอดฝีมือขั้นตงซวน และอีกเจ็ดแปดคนที่เหลือก็อยู่ใน่ปลายขั้นฟันฝ่ากันหมด เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ตระกูลเมิ่งมีการเตรียมพร้อมมาแล้ว ดูมั่นใจเหลือเกินว่าจะเอาถ้ำนักพรตโบราณอยู่
รอจนกระทั่งคนจำนวนหลายสิบคนหาตำแหน่งของตนให้ใกล้กับกระสวยลมอัคนีและยืนนิ่งอยู่ในอากาศแล้ว ถึงมีร่างสองสามร่างปรากฏขึ้นอีกครั้งในกระสวยลมอัคนีที่พวกเขาปกป้องไว้ด้านใน ปรากฏร่างคนออกมาอีกหลายคน ซึ่งสองคนในนั้นก็คือคนรู้จักเก่าของลู่อวี่ อัจฉริยะตระกูลเมิ่งเมิ่งเทียนอวิ๋น และนายน้อยเจ็ดเมิ่งเทียนซิ่ง
แต่หากดูให้ชัดอีกครั้ง คนที่เป็ผู้นำทีมในครั้งนี้กลับไม่ใช่พี่น้องสองคนนี้ แต่เป็ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ที่ดูอายุสี่สิบกว่าคนหนึ่ง เพียงััพลังที่รั่วไหลออกจากร่างกายของเขา ลู่อวี่ก็สามารถบอกได้เลยว่านี้คือยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้หนึ่ง
นักพรตพวกนั้นที่อยู่ในอารมณ์ใ ต่างก็ะโถามด้วยความโกรธ แต่จู่ๆ เมื่อเห็นผู้คนที่อยู่ตรงหน้าในเวลาเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดอากาศเย็นๆ และสงบสติอารมณ์ลงทันที จะไม่ให้ใจเย็นลงก็คงไม่ได้ มียอดฝีมือหลายคนที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนอยู่ในหมู่พวกเขา ถือเป็กองกำลังที่ค่อนข้างแข็งแกร่งมากแล้ว แม้ยอดฝีมือระดับจอมเทพขั้นกำเนิดเทพเ้านั้นไม่มีก็ตาม
แต่ในความเป็จริง หากมีจอมเทพขั้นเกิดเทพเ้าอยู่ที่นี่จริงๆ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะจงใจปรากฏตัว มิเช่นนั้นคนพวกนี้จะสังเกตเห็นได้อย่างไร ตัวอย่างเช่นตู้เสวียนเฉิง หากไม่ใช่โม่โส่วอีรู้ตัวตนของลู่อวี่ ต่อให้ทำอย่างไรเขาก็ไม่มีวันดูออกว่าคนที่ติดตามลู่อวี่มานั้นคือจอมเทพขั้นเกิดเทพเ้า
ไม่นาน ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้นำคนนี้ของตระกูลเมิ่งก็ได้พิสูจน์สิ่งหนึ่งแก่นักพรตทุกคน และทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามราวกับฟ้าร้องดังขึ้น ทำให้นักพรตจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่รอบๆ หน้าซีดลง ส่วนผู้ที่มีพลังยุทธ์อ่อนแอหน่อยถึงกับล้มลงไปบนพื้น และหมดสติไปทันที
“สัตว์ประหลาดเฒ่าหลิว หรือเ้าคิดว่าเพียงพลังที่เหลืออยู่ของค่ายกลกระบี่วงกตนี้ และวิธีการซ่อนตัวที่ด้อยกว่าของเ้าจะสามารถปกปิดสายตาของข้าได้หรือ? เห็นกระสวยลมอัคนีของตระกูลเมิ่งเราอยู่ที่แล้ว ยังกล้าอยู่ที่นี่ต่อยังไม่รีบไสหัวออกไปให้ข้าอีก ไม่อย่างนั้นอย่าโทษนะว่าชายแก่เช่นข้าโหดร้ายเลย!”
ผู้นำตระกูลเมิ่ง มองตรงไปยังท้องฟ้าด้วยสายตาลุกวาว เห็นได้ชัดว่าค้นพบอะไรบางอย่างเข้าให้แล้ว น้ำเสียงเ็าและไม่คิดที่จะซ่อนเร้นเจตนามุ่งร้ายของตัวเองเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขานั้นไม่ได้ควบคุมพลังยุทธ์เลยแม้แต่น้อย ราวกับจะข่มขวัญ รวบรวมพลังปราณและเวทมนตร์ในร่างกายแล้วจู่ๆ ก็ปล่อยออกมาทันที
ท่ามกลางหมอกและฝนที่ปกคลุมอยู่ ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น ดวงตาคู่หนึ่งที่แหลมคมเหมือนกระบี่สะท้อนออกมาเช่นเดียวกัน ดวงตาเ่าั้กลับเต็มไปด้วยความกลัวและฝืนใจอย่างยิ่ง ทำได้เพียงมองดูนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าของตระกูลเมิ่งอย่างเ็า
ในระหว่างที่นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าของตระกูลเมิ่งผู้นั้นหมดความอดทนและเตรียมพร้อมที่จะลงมือ ชายร่างกำยำที่ถูกเรียกว่า สัตว์ประหลาดเฒ่าหลิว ก็คำรามออกมาเสียงดังสนั่น ด้วยความโมโห ราวกับฟ้าร้องผ่าฟาดลงมา เสียงนั้นฟาดใส่เมฆและหมอกจนแตกกระจาย ตามคลื่นเสียงขณะที่พุ่งออกไปในทิศทางที่ตระกูลเมิ่งนั่งอยู่ ทว่าเขากลับไม่ตอบโต้ เพียงสะบัดแขนเสื้อแล้วออกไปและหายตัวไปในทันที
เพียงพริบตาเดียว ไม่นานก็มีเสียงกึกก้องดังมาจากระยะไกล ราวกับว่าท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมา เหล่าบรรดานักพรตหลายร้อยคนก็พากันหน้าซีดและตัวสั่นสะท้านไปทั้งตัว พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะมียอดฝีมือคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ที่นี่นานแล้ว เมื่อมองไปที่ยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปที่แตกกระจาย มีหรือจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเมื่อสักครู่สัตว์ประหลาดเฒ่าหลิวระบายความโกรธ
หากสามารถทุบูเาให้กระจายเป็ชิ้นๆ ได้ตาม้า ต่อให้พวกเขาจะไม่มีความรู้อะไร แต่ก็เดาได้ในเวลานี้ว่าสัตว์ประหลาดเฒ่าหลิวก็น่าจะเป็ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าด้วยเช่นเดียวกัน
บังเอิญยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้นี้กลับหวาดกลัวต่อคำพูดเพียงไม่กี่คำจากนักพรตตระกูลเมิ่งที่ทำท่าใหญ่โตวิ่งหนีหายไปแล้ว นักพรตผู้นี้ของตระกูลเมิ่งน่าเกรงขามเพียงใด? ฝีมือเป็อย่างไร? และมีพลังยุทธ์แบบใด? ช่างน่าสงสัยนัก
นักพรตที่เป็ผู้นำของตระกูลเมิ่ง ไม่แยแสต่อสายตาที่หวาดกลัวของนักพรตหลายร้อยคนที่กระจัดกระจายอยู่รอบๆ หลังจากชำเลืองมองสภาพพื้นที่ด้วยสายตาเ็าอีกครั้งแล้ว ถึงได้สงบสติอารมณ์ลง และยืนนิ่งอยู่บนอากาศโดยไม่พูดอะไรสักคำ ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรเช่นกัน
เวลานี้ลู่อวี่เฝ้าดูคนในตระกูลเมิ่งโอ้อวดแสนยานุภาพอย่างชอบใจ ไม่ทักท้วงหาความยุติธรรมเลยแม้แต่นิดเดียว
เสื้อคลุมขนมิงค์สีขาวเหมือนหิมะที่สวมอยู่ และเข็มขัดหยกที่พันรอบเอวของเขา หากไม่รู้คงคิดว่าเป็คุณชายที่ร่ำรวยมากคนหนึ่ง แต่การอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่เต็มไปด้วยหิมะ มันช่างไม่เข้ากับสถานะของเขาเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีเสื้อผ้าพวกนี้ทำอย่างไรลู่อวี่ก็ไม่มีทางใส่อยู่แล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นายน้อยของตระกูลลู่ แต่ก็เป็นักพรตผู้บำเพ็ญเพียร ทนต่อความหนาวเหน็บได้ ยิ่งพลังวิเศษของเขาคือ “ไฟแท้หนิงคง” ที่มีชื่อเสียงที่แช่แข็งทั่วทั้งใต้หล้าได้ แม้ว่าเขาจะมีพลังยุทธ์ใน่ปลายขั้นฟันฝ่า แต่ก็ไม่สนใจความหนาวเย็นเพียงนี้หรอก
แต่เสื้อผ้าชุดนี้ลูกศิษย์ตัวน้อยและน้องสาวตัวเล็กซื้อมาให้ตอนที่ไปเที่ยวเล่นที่เป่ยหยวน พวกนางทั้งสองคนก็ใส่กันคนละชุดเช่นเดียวกัน เป็ธรรมดาที่จะไม่มีทางลืมพี่ชายผู้นี้ ดังนั้นลู่อวี่ก็เลยมีกับเขาด้วยชุดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ลู่อวี่ทิ้งให้สาวน้อยทั้งสองรออยู่ที่บ้านตระกูลลู่ที่เป่ยหยวน เพื่อที่จะปลอบใจสาวน้อยทั้งสองคน เขาจึงต้องฝืนใจยอมสวมชุดนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตอบรับน้ำใจของแม่สาวน้อยทั้งสอง ถึงทำให้ลู่หนานและจีชิงรั่วหายโกรธ และกลับมายิ้มแย้มดีใจ
แม้ว่าคนตัดเย็บชุดนี้ จะไม่ใช่ปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหลอมอาวุธ และไม่ได้มีพลังในการป้องกันอะไรมาก แต่คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็รูปแบบหรือเนื้อผ้า อุปกรณ์ล้วนจัดการได้อย่างประณีตงดงาม เมื่อลู่อวี่ที่มีรูปลักษณ์สง่างามหล่อเหลาแต่เดิมอยู่แล้วเอามาใส่ ยิ่งดูมีสง่าราศีมากขึ้นเท่าตัว ดังนั้นลู่อวี่ก็เลยไม่ได้ถอดเปลี่ยน อีกทั้งยังกำชับกับลู่หนานอีกด้วยว่า ให้นางไปหาคนตัดเสื้อคนนั้นแล้วให้ตัดเย็บชุดลำลองให้อีกสองสามชุด
เมื่อลู่หนานได้รับการอนุมัติจากลู่อวี่แล้ว นางย่อมต้องตอบตกลงอยู่แล้ว อีกทั้งยังคิดแผนการไว้ แม้ว่าอาจารย์ที่ตัดเย็บเสื้อผ้าให้จะเป็เพียงนักพรตแก่ๆ ที่ฝึกฝนพลังยุทธ์ แต่คนที่ถูกพี่ชายยกย่องได้ และยังได้รับการปฏิบัติที่ดีจากลู่อวี่ ไม่ว่าวันข้างหน้านางจะตัดเย็บเสื้อผ้าที่งดงามแก่ตัวเอง หรือว่าจะรอหลังลู่อวี่มีพลังยุทธ์สูง เพื่อศึกษาเรียนรู้วิชาหลอมอาวุธ หรือสร้างอาวุธวิเศษที่ดีกว่านี้ มันก็เป็เื่ที่ดีไม่น้อย
