เสียงการเคลื่อนไหวในครัวทำให้รู้ว่าคนในเรือนตื่นนอนกันแล้ว หากไม่ใช่เพราะาเ็หนักเขาคงลุกขึ้นมาฝึกเพลงยุทธ์เช่นที่เคยทำมา ทว่าการตื่นมาท่ามกลางเสียงพูดคุยหยอกล้อและกลิ่นอาหารหอมกรุ่น เป็ความรู้สึกแปลกใหม่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความเป็และความตายมานานนับสิบปีเช่นเขา
“โจ๊กปลา” ฟู่เซียงเซียงเอ่ยกับแม่นมหวงที่รับหน้าที่ดูแลอาหารการกินในเรือน แต่เดิมนั้นต้องรอโรงครัวส่งอาหารมาให้ แต่ละมื้อที่ได้มานอกจากอาหารเย็นชืดบางครั้งยังเน่าบูดอีกด้วย หลังจากนางเก็บเงินได้เล็กน้อยก็ให้ช่างมาซ่อมแซมห้องครัวเล็ก แม่นมหวงลงมือทำอาหารด้วยตนเอง ทั้งสามชีวิตจึงได้กินอาหารอร่อยและอุ่นท้อง
“คนเพิ่งฟื้นร่างกายกินโจ๊กปลาดีที่สุด โรยขิงเยอะๆ ด้วยจะยิ่งช่วยบำรุงร่างกาย” เพราะแม่นมหวงไม่ยอมให้ฟู่เซียงเซียงทำอาหารด้วยตนเอง นางจึงได้แต่ยืนใกล้ๆ คอยบอกว่า้าสิ่งใด
“ทาสผู้นั้นฟื้นแล้วหรือเ้าคะ”
จางลี่ถามพลางมองเลยไปยังด้านใน เขาหลับไปตั้งหลายวัน คุณหนูต้องคอยดูแลด้วยตนเอง ถ้าตื่นฟื้นแล้วก็ดี คุณหนูของนางจะได้ไม่ต้องลำบาก พูดถึงชายหนุ่มแล้ว ฟู่เซียงเซียงเผลอยกมือขึ้นแตะลำคอตนเอง เขาใช้มือเพียงข้างเดียวก็แทบหักคอนางได้แล้ว เมื่อคืนนางรีบทายาบริเวณที่เจ็บ เช้านี้ยังเห็นเป็รอยจางๆ จึงใช้ผ้าพันคอปกปิดเพื่อให้ไม่แม่นมหวงและจางลี่กลัวจนเกินไป
“แล้วคุณหนูจะเรียกเขาว่าอะไรดีเ้าคะ” แม่นมเอ่ยถามทั้งที่สองมือยังคงทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว นอกจากโจ๊กปลาหอมกรุ่นแล้วยังมีผัดผักจานใหญ่ ทั้งสามกินอาหารพร้อมกันไม่แบ่งแยกนายบ่าวมานานแล้ว
“ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็ใบ้หรือาเ็จนพูดไม่ได้ เอาไว้กินอาหารแล้วค่อยลองถามเขาดูว่าชื่ออะไร”
“เช่นนั้นข้าไปตามเขานะเ้าคะ เป็ทาสอะไรตื่นสายกว่าเ้านาย อุ๊ย!” จางลี่พูดยังไม่ทันจบประโยคดีคนที่ถูกพูดถึงก็ก้าวมายืนอยู่ตรงกรอบประตูห้องครัวแล้ว รู้ว่าทาสหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ แต่ไม่คิดว่าเขาจะตัวโตราวกับูเาเช่นนี้
“เ้าลุกขึ้นไหวแล้วหรือ?” ฟู่เซียงเซียงเอ่ยถามแล้วกวาดตามองไปทั่วร่าง เขาเปลือยแผ่นอกแต่มีผ้าพันแผลพันอยู่ ท่อนล่างสวมกางเกงผ้าเนื้อหยาบที่นางให้จางลี่ไปหาซื้อเสื้อผ้ามาให้เขา แต่ดูเหมือนว่าเสื้อผ้าจะตัวเล็กกว่าคนไปสักหน่อย มันดูตึงรัดไปทุกสัดส่วน
อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าแทนคำตอบ เด็กสาวเข้าใจไปเองว่าเขาไม่สามารถพูดได้จึงไม่เซ้าซี้ถามให้มากความ
“ด้านหลังมีห้องน้ำและบ่อน้ำ เ้าไปล้างหน้าล้างตาที่นั้นได้ เสร็จแล้วมากินข้าวกัน” นางพูดอย่างเรียบง่ายไม่ได้ย้ำชัดถึงฐานะของแต่ละฝ่าย คนตัวสูงใหญ่ผงกศีรษะรับคำแล้วหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ
“คนผู้นั้นจะไม่ทำอันตรายเราจริงๆหรือเ้าคะ” จางลี่ยังคงกังวลอยู่ แรกทีเดียวก็แอบดีใจที่จะมีผู้ชายมาทำงานหนักในเรือนบ้าง แต่ท่าทางดุดันก้าวร้าวตลอดจนไอสังหารที่ชวนให้หนาวะเืนี้ทำให้นางไม่มั่นใจว่าการมีทาสหนุ่มในเรือนจะเป็เื่ดี
“เขาเคยทำสิ่งใดมาก่อนที่คุณหนูจะซื้อเขามาหรือเ้าคะ”
“เ้านี่ก็ช่างมีแต่คำถามเสียจริง” แม่นมหวงดุจางลี่ แต่ในใจก็เป็กังวลเื่เดียวกัน
“เ้าคิดว่าข้าจะเลี้ยงคนเพิ่มไหวรึ” นางหัวเราะเสียงใส “เขาหายดีเมื่อไหร่ ข้าก็จะคืนสัญญาให้เขา”
“คุณหนูไม่เสียดายเงินสองตำลึงหรือเ้าคะ” จางลี่อดเสียดายแทนไม่ได้ คุณหนูต้องอดหลับอดนอนนั่งคัดลอกตำราและยังต้องไปช่วยงานท่านหมอจู กว่าจะได้เงินแต่ละอีแปะไม่ได้ง่ายเลย
“ก็นับว่าคุ้มอยู่ เพราะเขาทำให้ข้าได้ฝึกเย็บแผลบนิัมนุษย์เป็ครั้งแรกได้สำเร็จ ขนาดท่านหมอจูยังเอ่ยชมเลย”
“คุณหนู!”
แม่นมหวงและสาวใช้จางลี่ส่งเสียงพร้อมกัน ไม่คิดว่าคุณหนูจะกล้าลงมือกับคนเป็ๆ เช่นนี้ คำพูดเมื่อครู่อาจฟังดูไม่ดีนัก ฟู่เซียง เซียงได้แต่รำพึงในใจ แต่แผลของเขาลึกมาก หากไม่เย็บแผลก็เกรงว่าจะไม่หายดี นางจึงเสี่ยงวัดดวงลองทำกับมนุษย์เป็ครั้งแรก แต่ก่อนหน้านี้นางก็ฝึกฝนมาตลอด ส่วนยาชานั้นก็ปรุงขึ้นตามสูตรลับของท่านหมอจู ทำให้การรักษาครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี
จางลี่ยกถาดอาหารออกมาวางบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ลานบ้าน แต่เดิมเคยปลูกดอกไม้งดงามแต่ตอนนี้กลายเป็แปลงผักขนาดเล็ก รวมทั้งแปลงสมุนไพรที่ฟู่เซียงเซียงสรรหามาเพาะปลูก เล้าไก่อยู่ด้านหนึ่งของลานบ้าน สระบัวขนาดเล็กก็กลายเป็ที่เลี้ยงปลาและเลี้ยงบัวให้นางได้เก็บเกสรบัวมาทำชา หากไม่คิดว่านี้คือจวนของเสนาบดีฟู่ บริเวณเรือนหลังนี้ไม่ต่างจากบ้านของชาวบ้านในชานเมืองนัก
“พวกเรากินข้าวพร้อมหน้ากัน เ้าก็มานั่งข้างข้านี่ก็ได้”
ฟู่เซียงเซียงใช้มือตบที่เก้าอี้ยาวที่ว่างด้านข้างนาง เรียกให้เขามานั่งข้างกันอย่างไม่ถือสา ชายหนุ่มเพียงผงกศีรษะรับแล้วเดินมาอย่างว่าง่าย จางลี่ยกชามโจ๊กปลาให้คุณหนูแล้วจึงยกอีกชามให้คนเจ็บ เห็นนางไม่ถือสา ชายหนุ่มจึงนั่งลงที่วางข้างๆ ทั้งนายบ่าวกินข้าวพร้อมกัน อาหารเรียบง่ายแต่เน้นอิ่มท้อง
“เ้าเพิ่งฟื้น ค่อยๆ กินประเดี๋ยวกระเพาะจะไม่รับอาหาร”
นางเตือนแล้วลงมือกินโจ๊กในชามของตน “ฝีมือแม่นมหวงยอดเยี่ยมที่สุด ไม่มีรสคาวของปลาเลยสักนิด”
“คุณหนูก็พูดเกินไปแล้วเ้าค่ะ” แม่นมหวงยิ้มน้อยๆ แม้ความเป็อยู่ไม่สมฐานะบุตรสาวเสนาบดีฟู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่เป็อยู่นี้มีความสุขไม่น้อย ยามว่างนอกจากช่วยตากสมุนไพรให้คุณหนูแล้ว นางยังปักผ้าและให้จางลี่นำไปขายที่ร้านผ้าในเมือง
“ก็อร่อยจริงๆนี่” นางยิ้มแล้วหันไปมองทางชายหนุ่มที่นั่งกินอยู่ข้างๆ “ข้าชื่อฟู่เซียงเซียง นี่แม่นมหวงเจียอีและนี่ก็จางลี่”
ชายหนุ่มผงกศีรษะให้อีกครั้ง สายตาของเขาหยุดที่ผ้าพันคอของฟู่เซียงเซียง นางเห็นสายตาของเขาแล้ว นางก็ทำท่าทีเป็จัดผ้าพันคอให้เข้าที่เพื่อปกปิดร่องรอย
“แล้วเ้าเล่า ชื่ออะไร”
เขาอ้าปากแต่ไม่มีเสียง จางลี่เห็นเข้าก็ทำตาโตแล้วชิงพูดขึ้น
“เ้าเป็ใบ้ พูดไม่ได้หรือ?” สาวใช้มีสีหน้าสงสารและเห็นใจมากขึ้น “ท่าทางเ้าจะลำบากมากกว่าข้าเสียอีก”
“คุณหนูซื้อทาสใบ้มาหรือเ้าคะ”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาพูดได้หรือไม่ได้ สภาพยังกับซากศพไม่ต้องทำศพเ้าก็นับว่าดีแล้ว” ฟู่เซียงเซียงไหวไหล่เล็กน้อย “พูดไม่ได้ก็ไม่เป็ไร แต่อย่างไรก็ต้องมีชื่อเรียก...”
เด็กสาวกวาดตามองอีกครั้งแล้วคลี่ยิ้มสดใส รอยยิ้มของนางใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า ให้ความรู้สึกงดงามและอ่อนหวานจนหัวใจของชายหนุ่มเต้นผิดจังหวะ น่าแปลก เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับหญิงใดมาก่อน
“ถ้าเช่นนั้นข้าเรียกเ้าว่า...”
ดวงตาคมปลาบตวัดมองไปยังทิศทางของฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ ท่าทางระวังภัยของเขาทำให้ฟู่เซียงเซียงขมวดคิ้ว นางคงไม่ได้ซื้อมือสังหารเข้ามาในบ้านหรอกนะ
“ไม่คิดว่าเรือนของคุณหนูใหญ่จะมีบ่าวชายอยู่ด้วย”
เสียงใสเอ่ยทักทายแต่ไม่กล้าก้าวเข้ามาใกล้นัก สายตาของชายผู้นั้นดุดันราวกับคมมีดจนรู้สึกเสียวสันหลัง แต่กระนั้นฟู่ซินอี๋ที่เป็คุณหนูรองก็ยังต้องฝืนเชิดปลายคางขึ้นด้วยท่าที่หยิ่งยโส
“คุณหนูใหญ่รับบ่าวชายมาอยู่ร่วมชายคาแต่ไม่แจ้งพ่อบ้าน หรือว่าจะไม่ได้เป็แค่บ่าว...”
“บ่าวอะไรกัน” ฟู่เซียงเซียงแย้มยิ้ม “ข้าแค่ซื้อสุนัขมาเลี้ยงต้องรายงานพ่อบ้านด้วยรึ อีกอย่างข้ายังเป็คุณหนูใหญ่สกุลฟู่ เกรงว่าเื่เล็กน้อยแค่นี้ไม่จำเป็ต้องรายงานผู้ใดกระมัง”
‘สุนัข’
