เด็กๆ กำพร้าไม่มีผู้ปกครอง จ้องมองมันเห็บหมกขี้เถ้าและมันเห็บต้มที่กำลังเดือดปุดๆ แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
แต่ในที่นี้ ไม่มีใครขยับเขยื้อน ทุกสายตาจ้องมองไปที่เฉินอ่าวที่อยู่ไม่ไกลออกไป ดูว่าจะกินสิ่งประหลาดนี้อย่างไรดีไม่ให้ตาย
ทุกคนมองเฉินอ่าว แต่หารู้ไม่ว่าเฉินอ่าวก็มองไปที่ลูกชายของตัวเองเช่นกัน เขาก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่รู้วิธีกินพืชชนิดนี้ว่าต้องเริ่มทานยังไง
ภายใต้สายตามากมาย เฉินอวี๋ใช้กิ่งไม้มาทำเป็ตะเกียบ เสียบไปที่มันเห็บต้มในหม้อออกมา ค่อยๆ ปอกผิวเปลือกด้านนอกออก จนเผยเนื้อสีขาวเหลืองเหมือนไข่มุก เป่าไอร้อนให้เย็นลง จากนั้นก็อ้าปากกว้างกัดเต็มคำเคี้ยวตุ่ยๆ กลืนลงคอ
รสชาติแรกที่ัั มันนุ่มและหวานเล็กน้อย แต่สำหรับเฉินอวี๋ที่กินรำข้าวมาหลายวันติดต่อกัน มันเห็บนี้ถือเป็อาหารเลิศรสขั้นสุดยอดที่หากินได้ไม่ง่ายเลย
“เยี่ยม มันดีกว่าที่ข้าคิดเสียอีก!!”
เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของเฉินอวี๋ ท้องของเฉินอ่าว เฉินต้า และเฉินเหนียนอู่ ก็ร้อง “โครกคราก” ออกมาในจังหวะที่พอดีเป๊ะ
โชคดีที่เฉินอวี๋สังเกตเห็น เขาจึงใช้ตะเกียบงัดมันเห็บออกมาอีกชิ้นที่เล็กๆ พอดีคำ ปอกเปลือกและเป่าให้เย็นลง จากนั้นก็ยื่นมันเห็บต้มเสียบไม้ให้อิงเอ๋อที่นั่งอยู่บนตัก
“งำๆ”
เฉินอิงเอ๋อไม่ลังเลสิ่งที่พี่ชายยื่นมาให้ กัดและเคี้ยวจนแก้มพอง และด้วยสีหน้าเบิกกว้างที่อิงเอ๋อแสดงออกมา สองมือเล็กๆ นวดแก้มแดงๆ ของตัวเอง บ่งบอกว่าอร่อยและเป่าลมร้อนออกปาก ท่าทางที่น่ารักนี้ ก็ทำเอาพี่น้องแซ่เฉินและคนเป็พ่อหัวเราะและเริ่มกิน
“ว้าว”
“มันอร่อยกว่าที่คิดจริงๆ ด้วย”
“สมแล้วที่เขาเป็บุตรชายที่รักของข้า”
“ก๊าก!!~ก๊าก!!~ก๊าก!!~”
^^
เฉินอ่าวปัดผมหน้าม้าอย่างอ่อนช้อย ปลอกมันเห็บสามหัวที่เสียบ กัดและเคี้ยวอย่างช้าๆ ดวงตาที่หรี่ลงก็มีประกายน้ำตาจางๆ ซึมออกมา
ว่านี่แหละ คืออาหารที่มนุษย์ควรรับประทาน ไม่ใช่รำข้าวปั้นที่เหมือนเม็ดยาลูกกลอน!
ส่วนเฉินเหนียนอู่ ท่าทางพอใจของนางก็ไม่ต่างจากผู้เป็พ่อมากนัก กินมันเห็บสามหัวอย่างเงียบๆ พลางลูบท้องที่ป่องออกมาจากการกินอิ่มที่มากเกินไป
ถึงชีวิตนี้จะลำบากไปหน่อย แต่นางมีความสุขมาก ต่างจากชีวิตที่แล้วที่อยู่เพียงลำพัง จนอยากให้เวลาในตอนนี้หยุดนิ่งอยู่กับนางต่ออีกหน่อย
เมื่อมองไปยังสมาชิกในครอบครัวที่นอนพักผ่อนหลังจากกินอิ่ม เฉินอวี๋ก็พอใจกับตัวเองมาก
คิดว่านี้เป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่ดี จนเวลาล่วงเลยมาถึง่เย็นของวัน กลุ่มคนที่ออกไปล่าสัตว์ก็พากันเดินทางกลับมาด้วยสีหน้าผิดหวัง
แต่ทันทีที่เดินถึงขอบสระ ทุกคนก็ได้กลิ่นหอมหวานของอาหาร ก่อนจะใเมื่อเห็นก้อนไข่สีดำที่เด็กๆ และแม่ๆ ยกมาให้
ผู้ที่มีภรรยาและลูก ๆ ได้รับมันเห็บร้อนปรุงสุก ถึงลังเลแต่พอทานคำแรก เนื้อััที่นุ่มละเอียดและรสชาติหวานเล็กน้อย ก็ทำให้ผู้คนที่หิวโหยต่างพึงพอใจจนน้ำตาไหล
เมื่อได้ยินว่าเด็กชายจากครอบครัวแซ่เฉินพบพืชวิเศษบนเนิน ทุกคนที่พึ่งกลับมาก็มุ่งหน้าออกค้นหา แม้ในยามเย็นไร้แสงจะมืด สัตว์ป่าเริ่มออกมา แต่พวกเขาก็ไม่หวาดกลัว อันที่จริง พวกเขาปรารถนาอยากให้สัตว์ป่าสักสองสามตัววิ่งเข้ามาหาด้วยซ้ำ
ส่วนเฉินถั่วถง ก็มองไปที่ลูกชายของตัวเองอย่างประหลาดใจ ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าลูกๆ ของนางจะมีความสามารถขนาดนี้
“พวกเราเก่งใช่หรือไม่ท่านแม่” เฉินอวี๋และพี่สาวยิ้มกว้างจนเห็นฟัน ดวงตาราวกับรอคำชม ซึ่งทำให้หัวใจของเฉินถั่วถงอ่อนยวบ
นางยิ้มและลูบศีรษะเล็กๆ เอ่ยชมว่าเก่ง พร้อมกับวางเหยื่อที่นางล่ามาได้ลงจากแผ่นหลังให้เด็กๆ ดู
ชาวบ้านคนอื่นๆ จากหยานโจวกลับมามือเปล่า อาจเป็เพราะเหยื่อทั้งหมดหายากหรือตกไปอยู่ที่เฉินถั่วถงหมดแล้ว เป็ไก่ฟ้าสามและกระต่ายสี่ตัว ซึ่งสามตัวยังคงมีชีวิตแบบเป็ๆ ไม่ได้ตายสามารถเก็บไว้ได้นาน
มองเผินๆ เห็นได้ชัดว่ากระต่ายที่เหลืออยู่ในโพรง น่าจะหมดจากเทือกเขาลูกนี้แล้ว จนทำให้พวกชาวบ้านรู้สึกพ่ายแพ้ ที่ตัวเองมีความสามารถน้อยกว่าสตรีคนหนึ่ง ยกย่องแอบชมและอิจฉาเฉินอ่าว ที่เขามีภรรยาและคู่ชีวิตที่ดี
เฉินอ่าวส่งกระบอกน้ำ เฉินอวี๋ก็ยื่นมันเห็บต้มสุกให้นาง เฉินถั่วถงได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็หัวหน้าครอบครัวอยู่แล้ว และในที่นี้ ก็อาจจะมีแค่ครอบครัวแซ่เฉินอยู่แค่กลุ่มเดียว มันจึงค่อนข้างดูแปลกและปกติในเวลาเดียวกัน
“ทำเนื้อรมควันเป็ใช่หรือไม่ อย่างน้อยก็ทำให้เนื้อแห้งที่เก็บได้นานไม่ให้เน่าเร็ว” เฉินถั่วถงกินมันเห็บ หันไปพูดกับเฉินอ่าว ซึ่งเขาก็พยักหน้าว่าไม่มีปัญหา เพราะการถนอมอาหารทำไม่ยาก มีเกลือูเาระหว่างทางที่รวบรวมไว้ได้ส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาคือ ต้องเอาลูกชายคนโตออกไปห่างๆ ไม่เช่นนั้นพอเขาได้กลิ่นเื คงทำให้เขาสติแตกกินสัตว์ที่ล่ามาได้จนหมดก่อน
“ลูกไปเจอของพวกนี้ได้อย่างไร?”
หลังจากกินมันเห็บไปหลายสิบลูกจนอยู่ท้อง รู้สึกถึงความสุขที่ได้อิ่มเป็ครั้งแรกนับั้แ่นางเกิดใหม่ เฉินถั่วถงก็หันถามเฉินอวี๋ด้วยความสงสัยหลังจากทานเสร็จ
เฉินอวี๋ชี้ไปยังเนินเขาโดยรอบ “ข้าบังเอิญเห็นสิ่งนี้บนเนินเขา มันคือมันเห็บ ท่านแม่ไม่รู้จักหรือ?”
เฉินอวี๋แปลกใจ แต่เฉินถั่วถงส่ายหน้า นางไม่เคยเห็นพืชอย่างมันเห็บมาก่อนเลย
พูดตามตรง ในสายตาของเฉินถั่วถง พืชและสัตว์ในโลกนี้ล้วนเป็สายพันธุ์ที่อาจสูญพันธุ์จากยุคที่นางจากมาไปนานแล้ว หากไม่ใช่เพราะความทรงจำที่เ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ รวมถึงประสบการณ์การเอาชีวิตรอด ที่นางสั่งสมมาจากการต่อสู้ในดวงดาวต่างๆ นางคงไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกโบราณใบนี้ได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็
เฉินถั่วถงถามต่อว่า “เช่นนั้นตามที่เ้าบอก แถวนี้ยังมีมันเห็บเหลือเยอะอยู่อีกมากสินะ?”
ถ้าเป็จริงอย่างที่ฟัง ปัญหาด้านอาหารที่ร้ายแรงก็จะบรรเทาลงได้
เมื่อมีอาหาร พวกเขาก็จะสามารถอิ่มท้อง เดินทางไปยังอำเภอหรือมณฑลที่ปลอดภัยได้เร็วกว่าเดิม หรืออาจจะพร้อมทั้งการเตรียมตัวเพื่อเอาชีวิตรอดจากฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือน
เฉินอวี๋ส่ายหน้าไม่ได้ตอบ เขามองไปยังคนอื่นๆ ที่กำลังต้มมันเห็บอยู่รอบๆ เมื่อมองตาม เฉินถั่วถงก็เข้าใจทันที
นางค่อยๆ ลูบหัวเฉินอวี๋เบาๆ แล้วยิ้มอย่างใจดีว่า “ไม่เป็ไร แค่นี้เ้าก็เก่งแล้ว ด้วยมันเห็บนี้ คงทำให้เราไม่ต้องกังวลเื่ข้าวไปอีกหลายวัน”
แทนที่จะตำหนิเขาที่ไปบอกคนอื่นเื่มันเห็บ นางกลับชื่นชมบุตรชายของตัวเองที่ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม บางสถานการณ์ ไม่สามารถขี้เหนียวและตระหนี่ ไม่เพียงจะสร้างความไม่พอใจ แต่มันจะนำมาซึ่งปัญหาขัดแย้งเล็กๆ ที่ไม่จำเป็
เฉินอวี๋รู้สึกอบอุ่นใจ แต่เขายังคงกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับวันข้างหน้า “ท่านแม่ ว่าแต่เราควรเดินทางไปที่ใดต่อ? “
เฉินเหนียนอู่และเฉินอ่าว ซึ่งช่วยกันนำเนื้อไปรมควันเสร็จแล้วกลับมานั่งข้างกองไฟ ต่างก็มองไปที่เฉินถั่วถงรอฟังคำตอบ
แม้ว่านี่อาจเป็เพราะความแตกต่างในด้านพละกำลังในการต่อสู้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าทักษะการเอาตัวรอดในป่าที่ยอดเยี่ยมของนาง ทำให้เฉินอวี๋และคนอื่นๆ รู้สึกว่าท่านแม่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าพ่อที่ไร้ค่า ซึ่งวันๆ เอาแต่นั่งหลับตาไม่ทำห่าเหวอะไรเลย
“หือ?”
“เหตุใดข้าถึงััได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ?”
เฉินอ่าวมึนงง คล้ายว่ามีใครสักคนในที่ลับแอบมองและนินทาอยู่ แต่เขาก็สลัดความรู้สึกดูแคลนพวกนั้นทิ้ง คิดเพียงว่าอาจเป็เพราะร่างนี้อ่อนแอเกินไป ััของเซียนจึงปั่นป่วน จนเข้าใจว่าตัวเองเพียงรู้สึกไม่ดีและคิดไปเอง
“...”
