“พี่เจียิรอเดี๋ยว” จังหวะที่จางเจียิใกล้จะถึงประตูบ้าน ฮั่วเสี่ยวเหวินอดร้องเรียกเขาขึ้นมาไม่ได้
“เสี่ยวเหวิน ยังมีอะไรอีกหรือ?” จางเจียิหันหน้ากลับมา แผลเป็บนหน้ายังคงเด่นชัดเช่นเดิม แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินชอบรอยแผลเป็นั้นมาก
เธอช่วยเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้เขา ในใจรู้สึกปวดร้าว ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้า เธอพูดแค่ว่า “ดูแลตัวเองให้ดีนะ” จากนั้นจึงเดินกลับเข้าห้องไป
ความเร็วในการเดินทางของหยางเสวียเหวินไม่นับว่าช้า เขามาถึงที่บ้านของจางเจียิหลังจากนั้นไม่นาน คงตั้งใจมาเพราะกลัวเธอหนีล่ะมั้ง
มองตัวอักษรที่เขียนด้วยถ่านบนโต๊ะ ฮั่วเสี่ยวเหวินตัดใจหมุนตัวจากไป
หยางเสวียเหวินรู้สึกดีใจมากอย่างเห็นได้ชัด เขาเล่นมุกตลกตลอดทาง แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะไม่ออก แค่จะปั้นหน้าให้ดียังยาก
หยางเสวียเหวินเริ่มไม่พอใจ เขาหยุดเดินแล้วจ้องเธอด้วยหน้าตาบูดบึ้ง “เลิกทำหน้าเหมือนพ่อตายสักที ฉันบังคับเธอมาหรือไร?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินจนปัญญา เขาไม่ไว้ใจในตัวเธอขนาดนี้เลยหรือ?
“คุณวางใจได้ ฉันพูดคำไหนคำนั้น”
คำพูดที่หนักแน่นของเธอทำให้หยางเสวียเหวินเริ่มรู้สึกพึงพอใจ ทั้งสองเดินอ้อมไปมา ทำเอาฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกปวดหัว
หยางเสวียเหวินมีอุบายค่อนข้างเยอะ ทั้งที่สามารถเดินไปทางถนนสาธารณะได้ แต่เขากลับจงใจพาเธอมาใช้เส้นทางูเาที่ทั้งวกวนและคดเคี้ยว ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เธอหนีกลับไปได้
“นั่นคือบ้านของฉัน” หยางเสวียเหวินชี้ไปทางบ้านไม้ที่อยู่ไม่ไกล
เมื่อเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ตัวบ้านไม้มีการตกแต่งสวยงามมาก ฟังจากที่หยางเสวียเหวินพูดเหมือนว่านอกจากค่ากินค่าอยู่แล้ว เขาใช้เงินสินบนที่ได้ตลอดหลายปีมานี้ไปกับบ้านหลังนี้
“บ้านของฉันเป็อย่างไรบ้าง?” หยางเสวียเหวินไม่ปกปิดความภาคภูมิของตัวเอง
“อื้ม”
“ฉันมีลูกชายแค่คนเดียว วันหน้าบ้านหลังนี้จะเป็ของพวกเธอสองคน” โอ้อวดจบหยางเสวียเหวินก็เดินมาตบบ่าของเธอ
“ฉันจะเอาบ้านหลังนี้ไปทำอะไร?” ฮั่วเสี่ยวเหวินถามกลับ
ไม่มีคนคอยปกป้องเธอด้วยความเป็ห่วง มีบ้านหลังงามไปจะมีประโยชน์อะไร?
หยางเสวียเหวินไม่ได้อธิบาย บอกว่าเธอยังเด็ก วันหน้าจะเข้าใจเอง
“ซวี่เอ๋อร์ ดูสิว่าพ่อพาใครมา?” เมื่อเข้ามาในบ้าน หยางเสวียเหวินก็ะโขึ้นอย่างตื่นเต้น
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งหันมามอง เธอพิจารณาฮั่วเสี่ยวเหวินแล้วถามว่า “นี่คือลูกสาวจากบ้านไหนกัน?”
หยางเสวียเหวินไม่ตอบ เขาเดินตรงไปอุ้มเด็กชายบนเตียงอิฐ
ฮั่วเสี่ยวเหวินยืนมองเด็กชายคนนี้ เขามีใบหน้าซูบผอม ไม่ได้ขี้เหร่ แต่ดูทึ่มเล็กน้อย
‘สมองเขาคงไม่ได้มีปัญหากระมัง?’ ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดอย่างกลัดกลุ้ม หรือว่าเธอต้องใช้ชีวิตหลังจากนี้กับคนไม่สมประกอบ?
“มา นั่งที่เตียงอิฐก่อน” หญิงวัยกลางคนพาฮั่วเสี่ยวเหวินไปนั่งที่เตียงอิฐ ช่วยเธอถูหลังมือ พลางบอกว่าอากาศเย็นขนาดนี้ คงจะหนาวแย่แล้ว!
“ไม่เป็ไรค่ะ” ฮั่วเสี่ยวเหวินชักมือออกจากฝ่ามืออันอบอุ่นของอีกฝ่าย เธอรู้สึกดีต่อครอบครัวนี้ไม่ลงจริงๆ
หยางเสวียเหวินรักลูกชายมาก เด็กชายคนนี้อายุสิบกว่าปีแล้ว แม้ว่าเขาจะอุ้มมาตั้งนานแต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด “พ่อหาภรรยามาให้ ชอบหรือไม่?”
เด็กชายยู่ปากถามอย่างสงสัย “ภรรยามีไว้ทำอะไรหรือ?”
หยางเสวียเหวินสอนความรู้ทั่วไปให้ทันที “ภรรยาจะช่วยซักผ้า ทำอาหาร ช่วยงานหลายอย่าง ตอนกลางคืน…”
หญิงวัยกลางคนรีบพูดตัดบทเขา “ซวี่เอ๋อร์ยังเด็กขนาดนี้ คุณจะพูดเื่พวกนี้ทำไมกัน?”
จากนั้นนางก็หันมาถามฮั่วเสี่ยวเหวิน “เธอชื่ออะไร? พ่อแม่ของเธออยู่ที่ไหน?”
“ฉันชื่อฮั่วเสี่ยวเหวิน คุณแม่ตายแล้ว คุณพ่อติดคุก” ฮั่วเสี่ยวเหวินตอบกระชับสั้นๆ
ดวงตาของหญิงวัยกลางคนมีประกายเคลื่อนผ่าน รีบถามต่อใน่ที่เหล็กยังร้อน “เช่นนั้นเธอยังมีญาติที่ไหนหรือไม่?”
ได้ยินประโยคนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกถึงเฉินเทียนเหลย วันนั้นเขากลับไปโดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเธอ ต่อไปคงไม่มาหาเธอแล้วล่ะ!
แววตาของเธอหม่นลง ฮั่วเสี่ยวเหวินก้มหน้าลงต่ำ “ไม่มีค่ะ”
“ไม่เป็ไร ต่อไปพวกเราก็คือครอบครัวของเธอ” ทั้งที่หญิงวัยกลางคนดีใจมากแต่กลับต้องทำเป็สงสารเธอ ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะเยาะในใจ ครอบครัวนี้ชอบเล่นละครกันทุกคนเลยหรือ?
“คุณออกมา ฉันมีเื่จะคุยด้วย” หญิงวัยกลางคนหันไปดึงชายเสื้อของหยางเสวียเหวิน
หยางเสวียเหวินวางลูกชายลงบนเตียงอิฐ พร้อมบอกกับลูกชายว่าเล่นกับเสี่ยวเหวินไปนะ พ่อไปคุยกับแม่ครู่เดียว
“เจาหวา คุณวางใจได้ เธอไม่มีปัญหา” หยางเสวียเหวินรู้ว่าภรรยาจะถามอะไร เขาจึงเล่าเื่ของฮั่วเสี่ยวเหวินให้เธอฟัง
ฮั่วเสี่ยวเหวินเพิ่งรู้ในภายหลังว่าภรรยาของหยางเสวียเหวินชื่อ หวางเจาหวา เธอเป็พวกอ่อนนอกแข็งใน แตกต่างกับหยางเสวียเหวินที่แข็งนอกอ่อนในและเ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนโดยสิ้นเชิง
หยางเสวียเหวินเพิ่งจะมีท่าทีหวาดกลัวบ้างก็ตอนเจอภรรยา เขาไม่กล้าลำพองตนมากนัก
มิเช่นนั้นเหตุใดหลายปีมานี้หวางเจาหวาจึงมีลูกชายแค่คนเดียว? ส่วนหยางเสวียเหวินกลับไม่กล้าพูดอะไร
เด็กสองคนนั่งอยู่บนเตียงอิฐ ทั้งสองสบตากันแต่ไม่พูดคุยกันแม้แต่ประโยคเดียว บรรยากาศจึงกระอักกระอ่วนมาก เด็กชายมีท่าทีลังเลมานาน ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าเอ่ยทักทายฮั่วเสี่ยวเหวินก่อน
“ฉันชื่อหยางซวี่”
“ความหมายเหมือนอาทิตย์ยามอรุโณทัย ชื่อเพราะไม่เบา” ฮั่วเสี่ยวเหวินตอบ ไม่รู้ว่าชมหรือถากถาง
“จริงหรือ?” หยางซวี่ดีใจมากเหมือนตอนที่หยางเสวียเหวินอธิบายกับเขาว่าภรรยามีประโยชน์อะไร
“อื้ม” ฮั่วเสี่ยวเหวินใจร้ายไม่ลง เขาเป็เด็กใสซื่อไร้เดียงสา ซ้ำยังไม่สมประกอบมาั้แ่เกิด ์โหดร้ายกับเขามากพออยู่แล้ว เหตุใดเธอยังต้องทำร้ายเขาอีก?
ระหว่างทานมื้อเย็นหวางเจาหวาเรียกฮั่วเสี่ยวเหวินไปคุยโดยอ้างว่าให้ไปช่วยงาน
“เธอก็เห็นซวี่เอ๋อร์แล้ว เขาค่อนข้างซื่อ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้า ทว่าน้ำตากลับรินไหลอย่างไม่รู้ตัว
หวางเจาหวาช่วยเช็ดน้ำตา ฝ่ามือเธอมีิัด้าน บาดตาฮั่วเสี่ยวเหวินจนเจ็บ
หวางเจาหวาถอนหายใจเบาๆ “พรุ่งนี้ฉันจะส่งเธอกลับไป” จากนั้นเธอก็เดินไปที่สวนผัก
หากบอกว่าไม่ดีใจก็คงโกหก หากหล่อนปล่อยเธอกลับไป อย่างมากเธอก็ไม่กลับไปที่หมู่บ้านอีก และหนีไปใช้ชีวิตในเมืองกับจางเจียิ ต่อให้ต้องใช้ชีวิตด้วยการเก็บขยะก็ยังดีกว่าอยู่กับหยางซวี่ที่ไม่สมประกอบไปตลอดชีวิต
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินตามไป ทั้งที่ในใจมีคำพูดนับพันนับหมื่นแต่กลับพูดออกเพียงแค่สองคำ “ขอบคุณค่ะ”
หวางเจาหวาไม่ได้พูดอะไร ประหนึ่งว่าไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น เธอพูดตอนเดินผ่านฮั่วเสี่ยวเหวินว่า “ไปกันเถอะ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้ว่าเธอคงเสียใจ กว่าลูกชายของตัวเองจะมีภรรยาได้ไม่ใช่เื่ง่ายๆ ในใจจะรู้สึกไม่ยินยอมก็ไม่แปลก แต่เธอเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินร้องไห้เสียใจเช่นนั้น สุดท้ายหวางเจาหวาต้องยอมใจอ่อน
หลังมื้อค่ำหยางเสวียเหวินยืนกรานจะให้หยางซวี่นอนกับฮั่วเสี่ยวเหวิน ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ถือสา ก็แค่เด็กอายุสิบต้นๆ นอนกับเขาไปก็ไม่มีอะไร
สุดท้ายหวางเจาหวาหาวิธีประนีประนอม พาหยางซวี่กับฮั่วเสี่ยวเหวินไปนอนด้วยกันสามคน
หยางเสวียเหวินไม่พอใจมาก “สักวันเธอก็ต้องเป็คนดูแลซวี่เอ๋อร์อยู่แล้ว”
แต่หวางเจาหวาหัวแข็งมาก พูดคำไหนคำนั้น หยางเสวียเหวินจึงไม่พูดอะไรอีก เขาเดินโมโหฟึดฟัดจากไป
