“เ้ามาหมกตัวที่อยู่ที่ตำหนักของข้านาน ๆ เช่นนี้ ไม่กลัวว่ารัชทายาทจะลงโทษเหรอ” เยว่ซินส่ายศีรษะ แล้วฝืนยิ้มออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“รัชทายาทตัดขาดสัมพันธ์กับหม่อมฉันนานเป็ปีแล้วเพคะ”
“ตัดขาดสัมพันธ์กับเ้า? เื่ใด?” องค์ชายสามที่ไม่ค่อยออกไปสุงสิงกับผู้ใดมากนัก วัน ๆ หมกตัวอยู่แต่โรงเรือนจึงไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเยว่ซินกับรัชทายาทตัดขาดกันนานแล้ว
“หลังจากที่หม่อมฉันพบกับองค์ชายสามได้ไม่นาน รัชทายาทก็ประกาศตัดสัมพันธ์ ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ให้หม่อมฉันเข้าใจ” เ้าซีเหรินขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หลังจากที่ข้ามอบเสื้อคลุมให้เ้าใช่หรือไม่” เยว่ซินพยักหน้า
“เช่นนั้นข้าพอเข้าใจแล้วล่ะ ว่ารัชทายาทโกรธเ้าเื่ใดเขาโกรธที่เ้ามายุ่งกับข้า รัชทายาทเป็คนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี เ้ายุ่งกับคนทั้งโลกได้ เว้นแต่ข้าเท่านั้น เหตุใดเ้าไม่อธิบายให้เขาฟังว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น” เยว่ซินก้มหน้าลงเล็กน้อย
“เพราะหม่อมฉันรู้ ว่ารัชทายาทจะไม่รับฟังเพคะ แต่ช่างเถอะ เวลานี้หม่อมฉันเป็อิสระ ได้มีโอกาสเข้ามาเที่ยวเล่นที่ตำหนักไผ่เขียวของพระองค์ นับว่าหม่อมฉันมีวาสนายิ่งนัก สมุนไพรพวกนี้หม่อมฉันหวังว่าจะช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมายนัก” นางเปลี่ยนเื่ ทว่ารอยยิ้มของหญิงสาวนั้น มีบางอย่างให้เขารับรู้ว่านางมีความทุกข์ติดอยู่ภายใน
“เยว่ซิน” องค์ชายสามเอ่ยเรียก ก่อนนางจะหันมาจับจ้องมองเขาด้วยสายตาเดียงสา
“เพคะ”
“เ้ายังรักรัชทายาทอยู่ใช่หรือไม่” หญิงสาวเม้มปากแล้วพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
“รักเพคะ แต่ทำได้แค่เก็บไว้ในความทรงจำเท่านั้น หม่อมฉันกับรัชทายาทไม่มีวาสนาต่อกันอีกแล้วล่ะ”
“แต่เขาทำให้เ้าเ็ป เหตุใดเ้ายังตัดเขาไม่ขาด” จ้าวซีเหรินเอ่ยขึ้น ก่อนนางจะยิ้มบางเบาออกมา
“รักก็คือรักเพคะ รู้ว่าเขาทำให้เ็ป แต่ก็ยังรัก หม่อมฉันไม่รู้เหตุผล ว่าทำไมถึงบงการหัวใจตัวเองไม่ได้ ผิดกับรัชทายาทที่ตัดขาดหม่อมฉันไปแล้ว พระองค์ก็ไม่เคยเอ่ยถึงหม่อมฉันอีกเลย เดินผ่านก็ทำเหมือนไม่รู้จัก ไม่แม้แต่จะหันมอง” เ้าซีเหรินมองใบหน้างดงามของเยว่ซินแน่นิ่ง รู้ว่าภายในใจนางเ็ปเพียงใด แต่ทำได้เพียงปลอบโยนเบา ๆ เท่านั้น
ถึงตอนนี้จ้าวซีเหรินนั่งมองร่างของเยว่ซินที่นอนซมอยู่บนเตียง เขาไม่เคยคิดเวลาผ่านมาเพียงเท่านี้ เยว่ซินยังต้องเผชิญเ็ปจนถึงขั้นยอมจบชีวิตตัวเอง เพื่อหนีความเ็ปที่เกิดขึ้น
“เยว่ซิน ข้าจะไม่เขาทำร้ายเ้าได้อีก ชีวิตของเ้านับจากนี้จะมีแต่ความสุข ข้าจะไม่ให้จ้าวเฉินลู่กลับมาทำร้ายเ้าซ้ำ ๆ เช่นนี้ได้อีก” ชายหนุ่มพูดจบก็ยกมือขึ้นลูกบศีรษะหญิงสาวเบา ๆ
“เมื่อใจเ้าหยุดรักเขาไม่ได้ล่ะก็ ข้าก็จะทำให้เ้า จำเขาไม่ได้อีกต่อไป นี่เป็ทางเดียวที่จะไม่ทำให้เ้าเ็ปเพราะเขาอีก” องค์ชายสามพูดจบ ก็เดินออกไปยังโรงเก็บสมุนไพร รื้อหาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ออกมาวางกองตรงหน้า แล้วเปิดตำราที่เคยเขียนบันทึกไว้ ก่อนจะพยายามปรุงยาตามสูตรท่ามกลางความมืดจากภายนอก องค์ชายสามจุดตะเกียงแล้วปรุงยาผ่านความมืดรอบ ๆ ตามลำพังโดยมีเยว่ซินนอนซมอยู่ในตำหนัก
ในทุก ๆ วันจ้าวซีเหรินพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาชีวิตของเยว่ซินไว้ จนในที่สุดร่างกายของนางก็มีชีพจรที่เต้นคงที่สม่ำเสมอ
“ฮั่นหยู”
“เพคะ องค์ชายสาม”
“เอายานี้ ป้อนให้นางกินบ่อย ๆ จนกว่าจะหมดถ้วย” จ้าวซีเหรินยื่นถ้วยยาให้หญิงรับใช้ ก่อนฮั่นหยูจะเอื้อมมารับแล้วก้มมองยาในถ้วยที่มีสีแตกต่างจากทุกครั้ง
“ยาสีเขียว ไม่ใช่ยาที่คุณหนูกินมาตลอด เป็ยาอะไรเหรอเพคะ” คำถามของฮั่นหยูทำให้จ้าวซีเหริน หันไปมองเยว่ซินที่นอนซมอยู่ด้วยสายตาแน่นิ่ง
“หากนางฟื้นขึ้นมา เ้าจะรู้เอง” คำพูดของจ้าวซีเหรินทำให้ฮั่นหยูวางยาไว้ แล้วน้อมกายลงเคารพองค์ชายสามซ้ำ ๆ พร้อมน้ำตาเอ่อขึ้นด้วยความซาบซึ้งใจ
“หม่อมฉันขอบพระทัยองค์ชายสาม ที่ช่วยชีวิตคุณหนูไว้ ชีวิตคุณหนูน่าสงสารนัก พระคุณครั้งนี้ฮั่นหยูจะไม่มีวันลืมเพคะ” จ้าวซีเหรินยิ้ม ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินจากไป ทว่าก้าวออกไปเพียงสองสามก้าว ร่างขององค์ชายสามก็เซถลา ชนกับโต๊ะอย่างแรง
“องค์ชายสาม!” ฮั่นหยูรีบวิ่งเข้าไปประคองชายหนุ่มทันทีด้วยความเป็ห่วง
“องค์ชายสามเป็อะไรไปเพคะ” นางถาม ก่อนเขาพยายามประคองตัว แล้วตั้งสติ
“ข้าไม่เป็ไร” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ก่อนฮั่นหยูจะเอ่ยขึ้น
“หลายวันนี้องค์ชายสามอยู่ดูแลคุณหนู แทบไม่ได้พักผ่อน กลางคืนก็ต้องลุกขึ้นปลุงยา ร่างกายอาจอ่อนแอ องค์ชายสามไปพักผ่อนเถอะเพคะ เดี๋ยวฮั่นหยูจะเข้าครัวทำอาหารไปให้” จ้าวซีเหรินพยักหน้า แล้วประคองตัวกลับห้องไป ปล่อยให้ฮั่นหยูทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดภายในตำหนัก
ภายในตำหนักเฉียนกู่ รัชทายาทเรียกให้พระชายาเข้าพบท่ามกลางสายตาสั่นไหว จับจ้องมองไปยังฟางเหลียน ก่อนนางจะน้อมกายลงเคารพ ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ข้าให้หมอหลวงตรวจดูยาที่ถ้วยแล้ว ยานั่นเป็ยาขับเื เหตุใดยาถ้วยนั้นจึงไปอยู่ที่ตำหนักเย็น!” ฟางเหลียนใจหายวาบ ทว่ายังข่มอาการไว้ในท่าทีสงบ
“ทูลรัชทายาท วันก่อนหม่อมฉันเข้าไปที่ตำหนักเย็น เยว่ซินนางขอร้องให้หม่อมฉัน เอายานั้นไปให้นางเพคะ หม่อมฉันพยายามบ่ายเบี่ยงแล้ว แต่นางก็คุกเข่าอ้อนวอนจนหม่อมฉันใจอ่อน”
“เ้าบ้าไปแล้วงั้นเหรอ? เ้ากล้าให้ยานั้นกับนางได้ยังไง” รัชทายาททนไม่ไหวจึงลุกขึ้น แล้วเดินมาหาฟางเหลียนด้วยสายตาสั่นไหว ก่อนหญิงสาวจะน้อมกายลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พระองค์บอกเองว่า ลูกในท้องนางอาจไม่ใช่ลูกของพระองค์ เยว่ซินเองก็คงรู้อยู่แก่ใจ ว่าลูกในท้องนางไม่ใช่ลูกของพระองค์ หม่อมฉันจึงเห็นว่าควรให้ยานี้แก่นาง ตามคำขอของนางเพคะ” รัชทายาทกำมือแน่น
“ต่อให้ลูกนางไม่ใช่ลูกของข้า เป็ลูกขององค์ชายสาม แล้วเ้ามีสิทธิ์ทำร้ายได้งั้นรึ? อย่างไรเด็กคนนั้นก็คือเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เ้าทำเช่นนี้ได้ยังไง!” เขาขึ้นเสียงใส่ ก่อนหลินหยางจะรีบน้อมกายลงแล้วทูลถวาย
“ทูลรัชทายาทเพคะ โปรดระงับโทสะก่อน ความจริงแล้วพระชายาไม่้าทำเช่นนั้น แต่เพราะคุณหนูเยว่ซินคุกเข่า อ้อนวอนขอร้อง ซ้ำยังขู่อีกด้วยว่าหากไม่หายามาให้ นางจะฆ่าตัวตาย!” รัชทายาทได้ยินดังนั้นเขาแทบประคองตัวไม่อยู่ เพราะภาพที่เข้าไปเห็น พบนางกรีดข้อมือตัวเองพร้อมยอมจบชีวิตที่ตำหนักเย็นแห่งนั้น
หลินหยางหันมองไปยังพระชายา ต่างฝ่ายต่างสบตากัน แล้วปล่อยยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนฟางเหลียนจะทูลรัชทายาทด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หม่อมฉันเพียงแค่กลัวว่าเยว่ซินจะคิดทำร้ายตัวเอง จึงจำใจต้องให้ยานั้นแก่นาง แต่ไม่คิดว่าพอให้ไปแล้ว นางก็ยังคิดสั้นอยู่ดีเพคะ หม่อมฉันผิดเอง!” พระชายาพูดพลางคุกเข่าลงกับพื้น
"เช่นนั้น เหตุใดเ้าไม่บอกเื่นี้แก่ข้า!”
“หม่อมฉันเห็นพระองค์ตัดขาดกับนางแล้ว จึงไม่อยากทูลให้เป็ที่ระคายพระทัยเพคะ” รัชทายาทนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมายังฟางเหลียนแล้วเอ่ยขึ้น
“ฟางเหลียน เ้ารู้หรือไม่ว่าชีวิตของเยว่ซินมีค่าเพียงใด วันนี้นางรอดชีวิต ข้าก็จะเว้นชีวิตเ้า ให้เ้าย้ายไปอยู่ตำหนักเส้าหยาง เป็เวลาหนึ่งเดือน ห้ามออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน ยิ่งกว่านั้นอย่าให้ข้า เห็นหน้าเ้าอีกตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้” พระชายาได้ยินดังนั้นจึงน้อมกายลงเล็กน้อย
“ฟางเหลียนน้อมรับบัญชาเพคะ”
“ทูลรัชทายาท โปรดเมตตาพระชายาด้วยเพคะ พระชายาทำไปโดยไม่มีเจตนาร้ายแรง ทำไปเพราะเห็นแก่คำขอร้องของคุณหนูเยว่ซินนะเพคะ การที่ลงโทษพระชายาให้ย้ายไปอยู่ตำหนักเส้าหยางนั้น รุนแรงเกินไปหรือไม่เพคะ” หลินหยางทิ้งตัวลงด้านข้าฟางเหลียน แล้วน้อมกายร้องขอความเมตตา ก่อนพระชายาจะหันไปปราม
“หลินหยาง อย่าเสียมารยาท อาญาเพียงเท่านี้ก็นับว่ารัชทายาทมีเมตตาต่อข้ามากแล้ว ความผิดส่วนหนึ่งเกิดจากข้า ที่ยอมทำตามประสงค์ของเยว่ซิน โดยไม่ปรึกษารัชทายาทก่อน”
“แต่ว่าตำหนักเส้าหยาง เป็ตำหนักร้าง มีสภาพไม่ต่างจากตำหนักเย็นเท่าใดนัก จะดีหน่อยก็ตรงที่ตำหนักใหญ่โตกว่าเท่านั้นเองนะเพคะ”
“หุบปากซะเถอะหลินหยาง อาญานี้ข้าเต็มใจรับ” ฟางเหลียนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
พูดจบเหล่าทหารก็พากันกรูเข้ามาเชิญพระชายากลับไปยังตำหนักเส้าหยาง แล้วปิดประตำหนักให้แ่าเฝ้าไว้ไม่ให้พระชายาออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันเป็เวลาหนึ่งเดือนตามคำสั่งรัชทายาท
