หลังจากต้มเสร็จแล้วโจ๊กฟักทองไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมและหวานอร่อย ทั้งยังไม่มีกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เหลือไว้เพียงกลิ่นหอมของเนื้อนุ่มๆ ที่มีรสเค็มนิดหน่อย แล้วยังมีกลิ่นหอมของเห็ดหอมหั่นเต๋าที่รวมอยู่ในน้ำโจ๊กด้วย
ครอบครัวสกุลติงกินข้าวอย่างเรียบง่าย พวกเขากินกับกับข้าวที่เหลือจากเมื่อวาน แล้วก็ยังมีฟักทองนึ่งอีกนิดหน่อย
ติงเหว่ยไม่กลัวเหนื่อย นำฟักทองชิ้นๆ ไปบดจนเป็เนื้อเละๆ จากนั้นก็ใส่น้ำตาล งา แล้วก็ถั่วลิสงบดคนรวมกัน ให้ทุกคนคนละหนึ่งชาม พวกเขากินกันอย่างมีความสุขมากกว่ากินข้าวเสียอีก
ต้าเป่าและฝูเอ๋อร์เด็กน้อยทั้งสองคนกินจนแทบจะซุกหัวลงไปในชาม
ส่วนผู้ใหญ่อย่างผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์เองก็กินอย่างเอร็ดอร่อย พี่รองสกุลติงเองก็พูดหยอกล้อออกมาว่า “วันหน้าหากไปอยู่ทางใต้แล้ว ก็คงไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ จากฝีมือน้องหญิงของพวกเราแล้ว”
แม่นางหวังมองไปที่ติงเหว่ยและเอ่ยปากชมออกมาว่า “ฝีมือของน้องหญิงนั้นไม่มีที่ติจริงๆ ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ถูกเชิญไปเป็แม่ครัวที่จวนสกุลอวิ๋นหรอก! ก็แค่ไม่รู้ว่าซุปฟักทองนี่ทำยังไง แต่รสชาติหอมหวานอร่อยจริงๆ! ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ทั้งสองคนหรอก ข้าเองก็กินอย่างเอร็ดอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปด้วยแล้ว”
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของนางแน่นอนว่าติงเหว่ยเองก็เข้าใจ แต่ว่ากำลังจะจากลากันในไม่ช้าแล้วนางก็อยากจะคิดเล็กคิดน้อยกัลเื่เหล่านี้ ดังนั้นนางก็เลยยิ้มแล้วพยักหน้า “วิธีการนั้นง่ายมากแค่ว่ายุ่งยากสักหน่อย อีกเดี๋ยวข้าจะสอนให้พี่สะใภ้ทั้งสอง วันหน้าหากเด็กๆ อยากกิน พี่สะใภ้แค่ทำตามก็พอแล้ว”
การที่นางใจกว้างเช่นนี้กลับทำให้แม่นางหวังหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ว่าโจ๊กที่ทำเช่นนี้นั้นรสชาติอร่อยมากจริงๆ และยังเป็โจ๊กรสเค็ม ทำให้ประหยัดเสบียงอาหารไปได้เยอะ และเด็กทั้งสองก็ชอบกินด้วย ดังนั้นนางในฐานะแม่ก็ทำได้แค่ไม่มียางอาย และยิ้มแย้มแจ่มใสออกมาในทันที “เช่นนั้นต้าเป่าและฝูเอ๋อร์ของพวกเราก็ได้ลาภปากเพราะอาหญิงจริงๆ”
แม่นางหลิวเองก็คิดจะเปิดร้านอาหารอีกแห่ง ดังนั้นนางก็ชอบที่จะได้เรียนรู้เพิ่มไปโดยปริยาย
ผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์สบตากันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลังจากที่ฝูเอ๋อร์และต้าเป่ากินข้าวเสร็จ จากนั้นพวกเขาก็รวมตัวกันเข้าไปเบียดท่านอา เดี๋ยวก็ถามว่าทำไมน้องชายไม่มา เดี๋ยวก็ถามว่าท่านอาจะพาพวกเขาออกไปเล่นเมื่อไร
ติงเหว่ยหอมแก้มของหลานสาวแล้วก็ตบเบาๆ ที่หลานชายในใจก็อดที่จะรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่ได้
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ลุงอวิ๋นก็พาคนมารับด้วยตนเอง
ต่อให้จะอาลัยอาวรณ์สักแค่ไหน ในที่สุดติงเหว่ยก็เอ่ยปากบอกลากับครอบครัว ผู้าุโติงยืนกรานจะไปส่งลูกสาวกลับ พี่รองสกุลติงก็เกรงว่าขากลับท่านพ่อจะไม่ปลอดภัย เขาก็เลยตามไปด้วย
แม่นางหลี่ว์เองก็รู้สึกสงสารลูกสาว นางเอาข้าวสาร พุทราจีน เมล็ดงา ถั่วลิสง ฟักทองและพืชผลต่างๆ ที่ปลูกในบ้านมาจัดเตรียมให้จำนวนหนึ่ง เพื่อจะให้ติงเหว่ยเอากลับไปด้วย
ในสายตาของแม่เฒ่าต่อให้ลูกสาวอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นจะมีกินมีดื่มอย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ว่านี่ก็คือความปรารถนาของนางในฐานะแม่
ติงเหว่ยรับมาและชำเลืองมองไปทางแม่นางหลิวและแม่นางหวัง โชคดีที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยหัวเราะคิกคักกันอยู่ ไม่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย นางเองก็ล้มเลิกความคิดที่จะพูดจาสั่งสอนสักหน่อย ท่านพ่อท่านแม่ถึงแม้จะอายุมากแล้ว โชคดีที่พี่ชายทั้งสองคนกตัญญู คิดแล้ววันหน้าพี่สะใภ้ทั้งสองก็คงไม่กล้าจะทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของนางโกรธ
แม่นางหลี่ว์เองก็ยังอาลัยอาวรณ์ที่จะส่งลูกสาวออกไป ตอนที่กลับเข้าไปในบ้านสีหน้าของนางก็เ็ปเป็อย่างมาก แล้วก็ใช้แขนเสื้อเช็ดที่หางตา
แม่นางหลิวและแม่นางหวังที่เห็นต่างก็รู้สึกไม่พอใจ ท้ายที่สุดแล้วลูกสะใภ้ยังไงก็ไม่ใช่ลูกสาว เหตุใดถึงยังไม่ถึงครึ่งของลูกสาวหนึ่งคน
แม่นางหลี่ว์ไม่ใช่คนโง่เขลา นางกวาดตามองสีหน้าของลูกสะใภ้และก็ไม่พยายามไกล่เกลี่ยซึ่งเป็เื่ที่หาได้ยาก นางเอ่ยปากและพูดตำหนิออกมาว่า “พวกเ้าทั้งสองก็ไม่ต้องทำท่าแปลกๆ อย่างนั้น นางทำเพื่อครอบครัวและยอมเสียสละตนเองอยู่ในจวนสกุลอวิ๋นแล้ว ดังนั้นต่อให้จะให้เงินทั้งหมดของครอบครัวไปใครก็ไม่สามารถพูดคำว่า “ไม่” ออกมาได้แม้เพียงครึ่งคำ อีกอย่างนางทำงานอยู่ในจวนสกุลอวิ๋น ในอนาคตสกุลอวิ๋นร่ำรวยขึ้นมา แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ปฏิบัติต่อนางอย่างเลวร้ายแน่นอน ไม่แน่ว่าลูกทั้งสองของพวกเ้าอาจต้องใช้ประโยชน์จากนางเสียด้วยซ้ำ!”
แม่นางหลิวและแม่นางหวังได้ฟังแล้วก็หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย พวกนางรีบยิ้มออกมาอย่างประจบประแจงแม่สามี “ท่านแม่ ท่านพูดอะไรกัน พวกเราจะปฏิบัติต่อน้องหญิงอย่างเลวร้ายได้ยังไง? ก็เหมือนกับที่ท่านพูด ในอนาคตน้องหญิงร่ำรวยขึ้นมา พวกเราก็ยังรอให้นางช่วยดึงพวกเราไปด้วย!”
แม่นางหลี่ว์ไม่สนใจลูกสะใภ้ทั้งสองที่ปากอย่างใจอย่าง นางถอนหายใจออกมาอย่างเ็าและเดินเข้าไปนั่งอย่างเ็ปคนเดียวในห้อง นางไม่รู้เลยว่าคำทำนายที่นางเพิ่งจะพูดออกไปนั้น ในอนาคตนั้นก็เนื่องจากว่าครอบครัวสกุลติงมีลูกสาวเป็ติงเหว่ยถึงได้ถูกคนทั้งแผ่นดินซีเฮ่าอิจฉา
……
ไม่ต้องพูดถึงว่าแม่นางหลี่ว์สงสารลูกสาวขนาดไหน แค่พูดถึงว่ารถม้าของสกุลอวิ๋นมาถึงที่หน้าประตูจวนโดยราบรื่น เกือบจะทันทีที่ประตูรถม้าถูกเปิดออก เสี่ยวฝูจื่อที่เฝ้าประตูอยู่ก็รายงานอย่างมีความสุขว่า “ลุงอวิ๋น แม่นางติง เมื่อครู่นี้นายน้อยกลับมาแล้ว!”
เมื่อลุงอวิ๋นได้ยินก็ดีใจจนหนวดชี้ขึ้นมา “นายน้อยกลับมาแล้ว ข้าจะต้องไปดูสักหน่อย!”
ผู้าุโติงที่ตามมาข้างหลังอย่างเงียบๆ มาโดยตลอดจู่ๆ ก็พูดออกมาว่า “พี่อวิ๋น ข้าขอเข้าพบท่านแม่ทัพของท่านด้วย!”
ลุงอวิ๋นกับติงเหว่ยต่างก็ตกตะลึง ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรผู้าุโติงกลับคิดว่าพวกเขาทั้งสองไม่ยอมรับปาก เขาจึงพูดออกมาอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่า “ครานี้ที่ข้ามากับรถม้าด้วยก็เพื่อจะขอเข้าพบท่านแม่ทัพของพวกท่าน!”
เดิมทีพี่รองสกุลติงคิดจะขัดขวางพ่อของเขา แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของน้องหญิงที่จู่ๆ ก็มีความสุขขึ้นมา เขาจึงปิดปากอีกครั้ง
ลุงอวิ๋นเหลือบมองติงเหว่ย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “นั่นเป็เื่ธรรมดาอยู่แล้ว เชิญพี่ชายเข้ามาก่อน ข้าจะพาเ้าเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
ผู้าุโติงเองก็พยักหน้า เขาหันตัวไปกำชับลูกสาวว่า “เ้าเข้าห้องไปก่อนเถอะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว!”
ติงเหว่ยยังคิดจะถามสักสองสามประโยค แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้เพราะว่าท่านพ่อของนางเดินอย่างว่องไว และตามลุงอวิ๋นไปไกลแล้ว
นางคิดจะพาพี่รองสกุลติงเข้าไปที่เรือนใน เฉิงเหนียงจื่อกำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์อยู่ และพาต้าหวาและเอ้อร์หวาไปรออยู่ข้างประตู เมื่อเห็นว่านายหญิงกลับมาก็รีบเข้าไปคำนับอย่างรวดเร็ว
ติงเหว่ยส่งสัญญาณให้พี่รองสกุลติงไปนั่งรอที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นพลับ แล้วนางก็เข้าไปกอดลูกชาย
เมื่อคืนอันเกอเอ๋อร์ไม่เห็นแม่ของเขากลับมา ตอนนี้ก็เลยตื่นเต้นเป็อย่างมาก มือทั้งสองของเขากอดคอของแม่เอาไว้แน่นและไม่ยอมปล่อยมือออกมา ปากของเขาก็ะโว่า “เหนียง [1] เหนียง…”
ติงเหว่ยแทบจะอุ้มเ้าลูกชายตัวอ้วนของนางไม่ไหว นางก็เลยตบไปที่ก้นอ้วนๆ น้อยๆ ของเขา แล้วก็ดุไปหนึ่งที “เ้าเด็กดื้อคนนี้ก่อเื่ต่อหน้าคนอื่นอีกแล้ว”
อันเกอเอ๋อร์ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขมากขึ้น ราวกับว่าเขากำลังจะพิสูจน์คำพูดเหล่านี้ไม่มีผิด เขาปรบมือและดีดดิ้นไปมาในอ้อมแขนของแม่
เฉิงเหนียงจื่อเกรงว่านายหญิงของนางจะเหนื่อย จึงรีบเข้าไปรับอันเกอเอ๋อร์กลับมา นางเดินไปมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เด็กน้อยหัวไวมาก ไม่เจอกันแค่คืนเดียว แม่นางเห็นหรือไม่ว่าเขามีแววขึ้นมาตั้งเยอะ”
ติงเหว่ยยิ้มพร้อมบ่นออกมาว่า “ข้าไม่เห็นว่าเขาจะดูมีแววตรงไหน แต่ิัของเขาคงจะหนาไม่น้อย ตีเท่าไรก็ไม่ร้องไห้”
เฉิงเหนียงจื่อยิ้มออกมาอย่างซื่อๆ นางรีบอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ในอ้อมแขน และพูดหยอกล้อว่า “อันเกอเอ๋ร์ แม่เ้าจะตีเ้าแล้ว พวกเรารีบไปหาท่านอาจารย์กับผู้าุโเพื่อไปซ่อนกันเถอะ”
ติงเหว่ยนึกถึงท่านอาจารย์ที่ปกติคอยประคบประหงมอันเกอเอ๋อร์เป็อย่างดี นางยิ้มออกมาอย่างทำอะไรไม่ได้ “พวกเ้าคอยเอาใจเขาไปเถอะ!”
เมื่ออันเกอเอ๋อร์เห็นว่าทั้งสองคนในลานพูดกันไม่หยุด เขาจึงโน้มตัวน้อยๆ ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาจากนั้นก็ชี้ไปที่ต้นพลับต้นนั้น ปากของเขาก็ะโออกมาว่า “ไป ไป!”
เขาอยากจะไปนั่งเล่นใต้ต้นพลับ ประกอบกับที่พี่รองสกุลติงกำลังนั่งรอใต้ต้นไม้อย่างร้อนใจจนยืดคอออกมามอง เมื่อเห็นดังนี้เขาก็เลยะโออกมาเสียงดังว่า “น้องหญิงรีบอุ้มอันเกอเอ๋อร์มาให้ข้าดูเร็วเข้า!”
เมื่อติงเหว่ยได้ยินก็อุ้มลูกชายไปหา สองลุงหลานถึงแม้จะไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แต่กลับไม่เป็อุปสรรคในการใกล้ชิดสนิทสนมกัน
พี่รองสกุลติงยิ้มออกมาและกอดหลานชายของเขาด้วยรอยยิ้มอันสดใส เขารู้สึกว่าหลานชายตัวน้อยๆ ของเขานุ่มนิ่มไปหมดจนเหมือนกับไม่มีกระดูก และทำให้ส่วนลึกในจิตใจของคนที่เ็ามากที่สุดละลายหายไป เขารู้สึกมีความสุขมากในทันทีจนรู้สึกคัดจมูกเหมือนจะร้องไห้
ปกติแล้วต้าหวาคอยช่วยแม่ดูแลน้องชายและคุณชายน้อยอยู่แล้ว ตอนนี้ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง เขาก็วิ่งไปหยิบเสื่อในห้องออกมาปูที่ใต้ต้นพลับ
แววตาของอันเกอเอ๋อร์เป็ประกายขึ้นมา ดวงตากลมโตของเขาเบิกกว้างและยื่นมือไปบนเสื่อ พี่รองสกุลติงก็เลยวางเด็กตัวน้อยลงไป อันเกอเอ๋อร์ดีใจเป็อย่างมาก เขาปรบมือและหัวเราะคิกคักออกมา
ติงเหว่ยชมเชยต้าหวา แล้วนางก็หยิบของเล่นจำนวนหนึ่งออกมาให้ลูกชาย จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกังวลและหันหน้าไปมองทางประตูเรือน
……
ั้แ่ที่แก้พิษของกงจื้อิจนเขาสามารถเคลื่อนไหวได้ ยามนี้จึงเตรียมห้องอ่านหนังสือไว้ที่เรือนนอก และตอนนี้ผู้าุโสกุลติงก็นั่งอยู่กับเขาในห้องหนังสือ
ผู้าุโติงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวแรกด้วยท่าทีประหม่า มือทั้งสองข้างของเขาลูบที่หัวเข่าไปมา ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็หลุบมองต่ำ เห็นได้ชัดว่ารู้สึกอึดอัดเป็อย่างมาก
ครอบครัวสกุลติงเองก็ทำนามาหลายชั่วอายุคน ขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ผู้าุโเคยเห็นก็คือเสี่ยวลี่ [2] ที่มาหาแรงงานในอำเภอก็เท่านั้น วันนี้ได้พบกับท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดิน และเขาก็ยังเป็คุณชายในครอบครัวชนชั้นสูงที่ถูกคาดหวังให้ขึ้นรับตำแหน่งอู่โฮ่วั้แ่ยังเล็กๆ แล้วจะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไร?
หลังจากที่กงจื้อิจัดการเื่เร่งด่วนในมือเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืน เขาโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างมาก แล้วพูดออกมาว่า “คารวะท่านลุง!”
การเรียกด้วยถ้อยคำและท่าทางที่สุภาพเช่นนี้ ทำให้ผู้าุโติงประหลาดใจเป็อย่างมาก เขารีบเงยหน้าขึ้นมาและสบตากับแววตาที่อ่อนโยนของกงจื้อิ ในใจของเขาก็เอ่ยชมออกมาโดยไม่รู้ตัว ท่านแม่ทัพกงจื้อผู้มีชื่อเสียงโด่งดังดูแล้วช่างเป็คนที่มากความสามารถจริงๆ ไม่ว่าจะเป็ท่าทาง บุคลิกภาพ และทัศนคติของเขาล้วนแต่ดูน่าเคารพและสง่างาม ไม่เหมือนกับคนในชนบทที่เห็นได้ตามปกติทั่วไป
ในใจของผู้าุโที่สะสมความหดหู่ไว้ในใจราวกับว่าจะจางหายไปเล็กน้อยโดยไม่มีสาเหตุ
เขากระแอมออกมาและลุกขึ้นเพื่อคำนับกลับ และเขาก็ไม่กล้าที่จะยืดเยื้ออีกต่อไปจึงพูดออกมาอย่างตรงประเด็นว่า “ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ วันนี้ข้าเสียมารยาทมารบกวนท่าน เพราะความจริงแล้วมีเื่จะถามสักสองสามประโยค”
กงจื้อิมองไปยังชายชราที่ดูเรียบง่ายและซื่อสัตย์เบื้องหน้าของเขา ในใจของเขาก็คาดเดาไว้แล้วอยู่หลายส่วน แต่เขายังคงไม่แสดงความรู้สึกและท่าทางของตนเองให้ชายชรารู้ แล้วก็ยิ้มเล็กน้อยพร้อมพูดว่า “ขอเชิญท่านลุงพูดได้เลย!”
ผู้าุโติงคิดไปคิดมา เขาครุ่นคิดแล้วพูดออกมาว่า “ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพคิดเช่นไรกับลูกสาวของเรา?”
เขาทำเหมือนเป็เื่สุดแสนยากลำบาก แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พูดออกมาว่า “ครอบครัวสกุลติงของเราเป็ครอบครัวในชนบท พวกเราไม่เคยและไม่กล้าที่จะมีความคิดมักใหญ่ใฝ่สูง ดังนั้นที่ข้ามาก็เพื่ออยากจะถามความหมายของท่านแม่ทัพ…พวกเราทั้งครอบครัวยังคงหวังว่าเหว่ยเอ๋อร์จะไปอยู่กับพวกเราด้วยกัน ไม่ว่าจะลงใต้หรือว่าอยู่ในอำเภอเมือง และข้าก็เห็นว่าทุกวันนี้แม่ทัพก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวก เกรงว่าไม่จำเป็จะต้องให้เหว่ยเอ๋อร์ดูแลแล้วใช่หรือไม่?”
ผู้าุโติงพูดจบก็เม้มปาก หัวใจของเขาเต้นแรงไม่หยุด แต่เขายังคงจ้องไปที่กงจื้อิด้วยสีหน้าจริงจัง คล้ายกับสุนัขแก่ที่คอยเฝ้าบ้านอยู่เล็กน้อย ต่อให้เขี้ยวฟันจะไม่แหลมคมอีกต่อไป แต่ก็ยังพยายามยืดแผ่นหลังที่ผอมบางของพวกมันขึ้นเพื่อขวางหน้าประตูเอาไว้
ความกล้าหาญที่น่าสงสารและน่าเสียดายเช่นนี้ทำให้กงจื้อิประทับใจอยู่เล็กน้อย มีเพียงความรักอันลึกซึ้งของบิดาเท่านั้นที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบิดามารดาของเขาที่เสียชีวิตั้แ่ตอนที่เขายังเด็ก หากว่าตอนนี้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เขาเองก็คงไม่ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้? เขาจะกลายเป็คุณชายผู้สง่างามที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงหรือไม่? ต่อให้เขาจะก่อปัญหาที่ข้างนอก ไม้เรียวในมือของท่านพ่อเขาก็จะยกสูงขึ้นแต่ก็ลดต่ำลงภายใต้น้ำตาของท่านแม่เขา
แต่น่าเสียดายที่เขาคงไม่มีวันที่จะได้ััความรักจากครอบครัวเช่นนี้อีกเลยในชีวิต
-----------------------------------------
[1] เหนียง 娘 หมายถึง แม่
[2] เสี่ยวลี่ 小吏 หมายถึง ขุนนางชั้นผู้น้อย
