บทที่ 179 ค้นพบ
“ใช่แล้ว พวกเราสามารถวางแผนการเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ของเทียนตูได้ หากพบเจอคนจากดินแดนมาร ก็ขอให้ส่งข่าวแจ้งโดยพลัน ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของแต่ละตระกูลคือการปกป้องตัวเอง เมื่อพบความเคลื่อนไหวของดินแดนมาร พวกเราจะรวมตัวกันและโจมตีพวกเขาได้อย่างเด็ดขาดรุนแรง คิดว่าตอนนี้คนจากดินแดนมารคงยังไม่รู้ว่าพวกเรารู้แผนการของพวกมันแล้ว!”
นักพรตชางิ เ้าสำนักของสำนักเทียนเต๋าใช้สายตาคมกริบมองคนทั้งหมด พลางเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “หากเป็ไปตามข้อมูลที่ได้รับ ดินแดนมารคงวางแผนจะรุกรานเทียนตูมานานนับร้อยปีแล้ว หากพวกเ้าเป็ประมุขของดินแดนมาร จะไม่ส่งสายลับเข้ามาแฝงตัวในแต่ละตระกูลของเทียนตูหรือ? บางทีตอนนี้อาจจะมีสายลับของดินแดนมารแฝงตัวอยู่ในหมู่พวกเราก็เป็ได้ การต่อสู้กับดินแดนมารครานี้ ถือเป็การตัดสินชี้ชะตาความเป็ความตาย ลองคิดในแง่ร้ายสักหน่อย บางทีมันอาจส่งผลดีต่อสถานการณ์ในภายภาคหน้า!”
คำพูดของนักพรตชางิแทงใจดำผู้คนในที่นี้ไม่น้อย เพราะพวกเขารู้ว่ามันมีโอกาสเป็จริงสูงยิ่งนัก หากเปลี่ยนเป็พวกเขา ก็คงไม่พลาดโอกาสในการส่งตัวสายลับเข้ามาแฝงตัวสืบข่าวในเทียนตู และหากเป็เช่นนั้นจริงๆ ดินแดนมารอาจจะล่วงรู้เื่นี้แล้ว บางทีพวกมันอาจกำลังมุ่งเป้าสังหารตระกูลใดตระกูลหนึ่งอยู่ก็เป็ได้
เมื่อคาดเดาได้เช่นนี้ จากที่ทุกคนนิ่งเงียบ ก็พากันร้อนอกร้อนใจขึ้นมาทันที แม้ว่าก่อนจะมาที่นี่พวกเขาได้เตรียมใจจะเข้าสู่สนามรบแล้ว แต่เพราะพวกเขามาที่นี่เพื่อปรึกษาหารือกันอย่างไม่มีจุดหมายแน่ชัด ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยนี้อาจนำไปสู่หายนะได้ แล้วพวกเขาจะกล้าอืดอาดได้อย่างไร?
เมื่อถูกนักพรตชางิเตือนสติ ขุมกำลังใหญ่ที่ยังคิดว่าตนเองโชคดี และคิดเก็บรักษาขุมกำลังของตนเองไว้ ก็พลันกระตือรือร้นขึ้นมาทันควัน พอเห็นกองกำลังทั้งหลายให้ความร่วมมือ หยวนหวูจี๋ที่มีฐานะผู้ปกครองเทียนตูจึงเริ่มชี้นิ้วสั่งการ และจัดแบ่งหน้าที่ได้อย่างราบรื่น
“ประมุขตระกูลหลิน ข้าจะเตรียมกำลังพลและวัตถุดิบไว้ให้พร้อม ของเ่าั้ย่อมเพียงพอสำหรับตระกูลหลินของท่าน ขอเพียงตระกูลหลินของท่านช่วยสร้างแกนกลางของ “แท่นตรวจสอบมาร” ส่วนขุมกำลังที่เหลือให้สร้างแท่นตรวจสอบมารไว้ใกล้กับตระกูลของตนเอง ของสิ่งนี้สามารถตรวจสอบขั้นพลังยุทธ์สายมารได้ในระยะหนึ่งร้อยลี้ พวกท่านจงเลือกสร้างตามอัธยาศัยเถิด!”
หลินฉงซิ่น ประมุขตระกูลหลินพยักหน้ารับ “ตระกูลหลินจะพยายามอย่างสุดกำลัง!”
“ประมุขตระกูลลู่ ในฐานะที่ตระกูลของท่านถือเป็ตระกูลอันดับหนึ่งด้านการปรุงโอสถของเทียนตู ข้าหวังว่าตระกูลลู่จะทุ่มแรงกายปรุงโอสถสุดกำลัง และไม่เพิ่มราคาโอสถวิเศษไปสักระยะหนึ่ง! ตำหนักมหาเทพจะใช้สมุนไพรวิเศษที่มีราคาสูงไปแลกเปลี่ยนโอสถกับตระกูลลู่!”
ลู่เหว่ยจุนพยักหน้า ก่อนเอ่ยตอบ “ตระกูลลู่จะทำตามที่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดกล่าว!”
หลังจากผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ ยอดฝีมือขั้นหวนสู่สัจธรรมของตำหนักมหาเทพมอบหมายหน้าที่ให้ทุกฝ่ายแล้ว พวกเขาก็ตกลงกันเื่วิธีการสื่อสารและการสนับสนุน จากนั้นขุมกำลังทั้งหลายก็พากันเดินทางออกจากตำหนักมหาเทพอย่างรวดเร็ว ยามนี้ไม่รู้ว่าทางดินแดนมารจะตอบสนองอย่างไร พวกเขาจึงต้องรีบกลับไปป้องกันศัตรู
ใต้พิภพทางตะวันตกเฉียงเหนือของเทียนตู ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติกำลังส่องแสงครั้งสุดท้าย พลันปรากฏเงาร่างหกเจ็ดสาย
ครั้งนี้ดินแดนมารส่งคนมาได้หลายร้อยคนแล้ว ผู้ดูแลทั้งเจ็ดคนนี้ล้วนเป็นักพรตขั้นเกิดเทพเ้า แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบุกรุกเทียนตูในครั้งนี้ไม่น้อย แม้แต่คนที่เหลืออีกสองสามร้อยคน ขั้นพลังต่ำสุดยังเป็ถึง่ปลายของขั้นฟันฝ่า และคนที่มาส่วนใหญ่ล้วนเป็ขั้นตงซวน
ผู้นำของขุมกำลังที่เดินทางมาในครั้งนี้มีนามว่า “ราชันเลี่ยนหุน” ผู้เฒ่าฉินจิ่วอิน ท่าทางดูเหมือนชายแก่ใจดีผู้มีเมตตา ทว่าสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับอีกฝ่าย กลับไม่มีผู้ใดกล้ามองข้าม เขายังไม่ทันเปิดปาก ทุกคนก็โค้งกายทำความเคารพเสียแล้ว
ในดินแดนมาร การแบ่งระดับขั้นพลังยุทธ์ย่อมเป็ไปอย่างเข้มงวด กล่าวคือจากต่ำไปสูง เริ่มจากขั้นเข้าสู่ประตูแห่งธรรม ขั้นประสานพลังปราณ ขั้นพลังจิต ขั้นฟันฝ่า ขั้นตงซวน ขั้นหวนสู่สัจธรรม และขั้น์ ทว่าสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันระหว่างนักพรตมารกับนักพรตธรรม คือแม้ว่าจะอยู่ในระดับขั้นพลังยุทธ์เดียวกัน แต่พลังก็อาจแตกต่างกันออกไปไม่น้อย เนื่องด้วยต่างกันที่วิธีการฝึกฝน สายเื ตำแหน่งฐานะ และความเร็วในการฝึก
ดังนั้นการวัดความแข็งแกร่งและฐานะของแต่ละบุคคล จึงมีการแบ่งตำแหน่งตามความเหมาะสม ต่ำสุดคือผู้ดูแล ซึ่งเป็ขั้นตงซวน ขึ้นไปคือขั้นเกิดเทพเ้า เรียกว่าราชัน ขึ้นไปอีกคือขั้นหวนสู่สัจธรรม เรียกว่าจอมมาร และสุดท้ายคือขั้น์ เรียกว่ามหาเมธี
แต่บางครั้งด้วยความชอบส่วนตัว อาจเรียกผู้ที่อยู่ในขั้นหวนสู่สัจธรรมว่าราชินทร์ และเรียกผู้ที่อยู่ในขั้น์ว่าบรรพชนหรือบรรพชนมาร แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็คำเรียกปากเปล่า ไม่ได้รับการยอมรับจากทุกคนในดินแดนมาร
ก่อนหน้านี้ผู้ที่มาสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติเป็ราชันที่มีนามว่าราชันเฮยซา สาเหตุที่ตั้งชื่อเช่นนี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกับวิชาที่ฝึกฝน ในขณะเดียวกัน หากมีผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาเดียวกันกับเขาและอยู่ในขั้นพลังยุทธ์เท่ากัน ทั้งสองจะต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง สมญานามนี้มีเ้าของเป็เพียงผู้ที่ชนะเท่านั้น หรือนอกเสียจากว่าทั้งสองไม่ใส่ใจเื่พรรค์นี้
ดังนั้นในดินแดนมาร ทุกคนที่มีสมญานามจึงไม่ใช่ผู้อ่อนแอ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ผู้แข็งแกร่งมักกลืนกินผู้อ่อนแอ ทว่าในดินแดนมาร ผู้อ่อนแอนั้นจะต้องดับสูญ ความเมตตาไม่ปรากฏ ดังนั้น การแข่งขันในดินแดนมารจึงเต็มไปด้วยความโเี้
หลังจากทุกคนทักทายกันพอเป็พิธี ราชันเลี่ยนหุนที่กำลังจะเอ่ยปากถามถึงสถานการณ์ในเทียนตู แต่กลับพบว่ามีลำแสงิญญาสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาสู่ฝ่ามือของราชันเฮยซา หลังจากใช้สมาธิเพ่งพินิจตรวจสอบ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากัน เงยหน้ามาบอกฉินจิ่วอินหรือราชันเลี่ยนหุนว่า ”การเคลื่อนไหวของพวกเราถูกเปิดโปง ยามนี้เทียนตูกำลังเตรียมตัวรับมือ! และไม่รู้ว่าเหตุใดหนึ่งในสายลับของพวกเราถึงถูกตระกูลลู่ หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตูจับได้ แล้วยังถูกเค้นข้อมูลจนสารภาพอีก!”
“ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว เหตุใดพวกเรายังมัวมาลังเล รีบลงมือบัดเดี๋ยวนี้ ยึดตระกูลหลินหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตูที่อยู่ใกล้กับพวกเรามากที่สุดก่อน เอาพื้นที่ของพวกมันมาใช้เป็ฐานที่ตั้ง ไป!”
ฉินจิ่วอินได้ยินเช่นนั้นก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด รวบรวมกำลังพลแล้วมุ่งหน้าออกไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
แม้คนอื่นจะรู้สึกว่าเื่นี้ฉุกละหุกเกินไป แต่ก็ทราบว่าความเร็วในการเคลื่อนทัพเป็สิ่งสำคัญ และด้วยเหตุนี้เองจึงไม่เปิดปากพูดอะไรและทำเพียงติดตามอีกฝ่ายไป
“เร็ว เร่งมือเข้า พวกเราต้องตั้งแท่นตรวจสอบมารให้เสร็จก่อนดินแดนมารจะเคลื่อนไหว มิเช่นนั้นแล้วหากมีนักพรตจากดินแดนมารบุกเข้ามากะทันหัน ผลลัพธ์ที่ตามมาก็ยากจะจินตนาการได้!”
หลังจากขุมกำลังภายในเมืองเทียนตูทราบข่าว พวกเขาก็พากันระดมนักพรตที่มีฝีมือยอดเยี่ยมของตระกูลตนเองออกไป เพื่อจัดวางค่ายกลและเฝ้ารักษาความปลอดภัยพื้นที่โดยรอบ ตระกูลหลินซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเทียนตูต่างทราบข่าวแล้ว พวกเขากำลังจัดกลุ่มนักพรตออกไปวางค่ายกลทั่วทุกสารทิศ
กลุ่มย่อยที่มีสมาชิกสามคนกำลังช่วยกันตั้งค่ายกลบนูเาลูกหนึ่ง พวกเขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่เกิดเหนือค่ายกล ฉับพลันใบหน้าของทั้งสามคนต่างถอดสีทันที พวกเขาหันไปทางฝั่งตะวันตกและเห็นเมฆดำกลุ่มหนึ่งลอบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นักพรตดินแดนมารบุกรุกเข้ามา
ทั้งสามคนหน้าซีดเผือดจนขาวราวกับกระดาษ แต่ผู้ที่เป็ผู้นำขุมกำลังกลับยังรักษาความสงบนิ่งไว้ได้ พลันกัดฟันเอ่ยว่า “สหายหลิว สหายจาง พวกเราต้องส่งข่าวออกไปจากที่นี่ แล้วค่อยแยกย้ายกันหนี ไม่ว่าจะเป็หรือตายคงต้องให้ชะตากำหนด!” กล่าวจบ เขาก็ไม่รอให้คนที่เหลือตอบสนอง หยิบม้วนคัมภีร์หยกออกมา แล้วใช้พลังจิตสลักเนื้อหาลงไป จากนั้นก็สะบัดมือเบาๆ แล้วพุ่งทะยานออกไปทางทิศหนึ่งโดยไม่สนใจอีกสองคนที่เหลือ
หากยามนี้หนีไปทางเมืองเสวียนจ้ง ก็จะต้องเผชิญหน้ากับนักพรตดินแดนมารที่กำลังมุ่งหน้ามา ด้วยพลังยุทธ์ของพวกเขาไม่กี่คน คงเป็การหาเื่ตายโดยแท้จริง ด้วยเหตุนี้หลังจากใช้คัมภีร์หยกแจ้งเตือนออกไปแล้ว พวกเขาที่ทำหน้าที่เสร็จสิ้นก็หนีเอาชีวิตรอดทันที ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเอาผิดพวกเขาได้
ทว่าหากนักพรตของเทียนตูตรวจสอบพบนักพรตดินแดนมาร แล้วนักพรตจากดินแดนมารจะไม่เห็นนักพรตของเทียนตูได้อย่างไร เหตุเพราะนักพรตที่เดินทางมาครั้งนี้มียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าอยู่มากถึงแปดคน เจ็ดคนเพิ่งถูกส่งตัวมาจากดินแดนมาร ส่วนอีกคนคือราชันเฮยซา
เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของนักพรตของเทียนตูจากที่ไกลๆ แต่ด้วยความที่อยู่ห่างกันเกินไป พวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้ ราชันเลี่ยนหุนที่นำทัพมาพลันทำหน้าเคร่งเครียด ทำได้เพียงเร่งพลังปราณและพลังเวทในกาย มุ่งหน้าไปยังเมืองเสวียนจ้งอย่างบ้าระห่ำ
ราชันเฮยซาแค่นเสียงเ็า ออกคำสั่งกับนักพรตจำนวนหนึ่งให้จัดการเก็บกวาดบรรดานักพรตที่หนีรอดไปได้ จากนั้นก็ตามราชันเลี่ยนหุนไปติดๆ โดยไม่เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ
แผนการแรกเริ่มของดินแดนมารคือการรวบรวมยอดฝีมือ และบุกเข้าไปกำจัดยอดฝีมือชั้นสูงของขุมกำลังต่างๆ ขณะที่นักพรตในเทียนตูยังไม่รู้ตัว แม้ว่านักพรตของเทียนตูจะโต้กลับอย่างรุนแรง แต่ภายใต้การกดดันของนักพรตจากดินแดนมาร นักพรตของเทียนตูที่ไร้ผู้นำย่อมไม่อาจยืนหยัดได้นานนัก ไม่นานก็จะถูกนักพรตของดินแดนมารตีแตกพ่าย
ทว่ายามนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันมากเกินไป มากเสียจนพวกเขาปรับตัวตามไม่ทัน เทียนตูมีมาตรการรับมือเรียบร้อยแล้ว ทำให้แผนการที่เตรียมมายาวนานนับร้อยปีของพวกเขาผิดเพี้ยนไป เช่นนี้แล้วจะไม่ให้เดือดดาลได้อย่างไร!
เวลานี้จึงทำได้เพียงล่าถอยออกไป แล้วเปลี่ยนไปใช้แผนสำรอง หากสามารถยึดตระกูลหลินที่เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตู และยึดเมืองเสวียนจ้งซึ่งมีการป้องกันอย่างแ่ามาเป็ฐานทัพของดินแดนมารในเทียนตูได้ เช่นนั้นจะไม่ถือว่าแพ้จนราบคาบ
เพราะคาดหวังเอาไว้เช่นนี้ นักพรตดินแดนมารจำนวนหนึ่งจึงแยกตัวออกไปจัดการเก็บกวาดนักพรตของเทียนตูที่พบเจอระหว่างทาง ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือก็เตรียมตัวเข้ายึดเมืองเสวียนจ้งอย่างเต็มกำลัง
เมืองเสวียนจ้งยามนี้ได้รับการแจ้งข่าวจากกลุ่มที่ออกไปสำรวจแล้ว จึงบังเกิดความโกลาหลยกใหญ่ นักพรตของดินแดนมารกำลังมุ่งหน้ามาทางเมืองเสวียนจ้งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทียนตู แล้วจะไม่ให้นักพรตที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในเมืองเสวียนจ้งมาเป็เวลาหลายร้อยปีหวาดหวั่นได้อย่างไร?
ตระกูลหลินในฐานะที่เป็ผู้ปกครองเมืองเสวียนจ้ง หลังได้รับข่าวสารดังกล่าวก็ไม่อาจประมาทได้ พวกเขาเรียกใช้ค่ายกลป้องกันทั้งหมด ส่งนักพรตขั้นฟันฝ่าขึ้นไปออกไปเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ เพื่อป้องกันภัย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจวางใจได้ พวกเขาจึงส่งกระบี่บินแนบสารขอความช่วยเหลือออกไปอีกจำนวนมาก คิดว่าหากยื้อเวลาเอาไว้ได้สักพัก ขุมกำลังในเทียนตูจะต้องส่งกองทัพหนุนมาช่วยเหลือได้ทันกาล ถึงตอนนั้นต่อให้นักพรตดินแดนมารบุกเข้ามา ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวแล้ว
นักพรตจากดินแดนมารท่าทางโเี้ดุดันต่างเร่งรุดเดินทางมาไกลหลายร้อยลี้ เมื่อพวกเขามาถึงเมืองเสวียนจ้งก็ต้องพากันสูดอากาศเย็นเฉียบเข้าปอด แม้แต่ราชันผู้มีพลังยุทธ์ในขั้นเกิดเทพเ้าทั้งแปดคนยังต้องตาค้างด้วยความโง่งม ถึงแม้พวกเขาจะยังไม่ทันได้พบตัวนักพรตผู้มีพลังยุทธ์สูงทัดเทียมกันในเมืองเสวียนจ้ง
แต่ทุกหนทุกแห่งของเมืองเสวียนจ้ง กลับเต็มไปด้วยค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่วางทับซ้อนเรียงกันหลายชั้น แล้วไหนจะนักพรตจำนวนหลายหมื่นคนที่เฝ้าประจำจุดต่างๆ อีก แม้แต่เหล่านักพรตดินแดนมารที่ไม่เคยเห็นเทียนตูอยู่ในสายตามาก่อนยังรู้เลยว่า หากฝืนจู่โจมไปทั้งอย่างนี้ ต่อให้ฝ่าเข้าไปด้านในได้ พวกเขาที่มีกันเพียงไม่กี่ร้อยจะเหลือรอดกลับไปสักกี่คนกันเชียว ความเสียหายย่อมร้ายแรงอย่างไม่อาจจินตนาการได้
คราแรกราชันเลี่ยนหุนตั้งใจว่าอย่างไรก็ต้องโจมตีพวกเขาให้ได้ เพื่อแสดงให้นักพรตของเทียนตูเห็นฝีมือของนักพรตจากดินแดนมาร ทว่าเมื่อได้มาเห็นสถานการณ์ตรงหน้า หลังใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ เขาก็ต้องโบกมือด้วยสีหน้ามืดครึ้ม พลันเอ่ยว่า “ถอนทัพ!”
