“เฒ่าปีศาจ ข้าคิดไปเองหรือว่ามีคนมองข้าอยู่จริงๆ?” จูชิงไม่แน่ใจ
“เ้านั่นแข็งแกร่ง เ้าััถึงได้นับว่าไม่เลว น่าสนใจเสียจริง” เฒ่าปีศาจหัวเราะ
จูชิงกับปีศาจกระทิงสี่ตัวเข้าไปนั่งในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เมื่อพิจารณาขนาดร่างกายของปีศาจกระทิงแล้ว จูชิงจึงสั่งอาหารมามากกว่าเดิมสิบเท่า
อย่างไรก็ตาม จูชิงยังอดยอมรับไม่ได้ว่าเขาประเมินกระเพาะของปีศาจกระทิงทั้งสี่ตัวนี้ต่ำเกินไป กระทั่งัคะนองน้ำน้อยกับสุนัขโลกันตร์สามหัวที่เป็จอมเขมือบยังมองปีศาจกระทิงด้วยความตกตะลึง
ความเร็วในการกินของพวกมันเสมือนพายุที่หอบเอาเศษปุยเมฆมลายหายไปจนหมดสิ้น แม้แต่ภาชนะที่ใส่อาหารก็ล้วนถูกพวกมันกินเข้าไปในท้อง!
ภาชนะเ่าั้ทำจากกระเบื้อง พวกมันกัดจนแหลกเป็ชิ้นแล้วกลืนลงไปเฉกเช่นนั้น ไม่กลัวบาดกระเพาะเอารึ?
แต่เมื่อเห็นว่าพวกมันยังคงกินอาหารอย่างเมามัน จูชิงก็รู้ว่าเขาไม่จำเป็ต้องกังวล
พ่อครัวในโรงเตี๊ยมต่างพยายามเร่งมือกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ทันกับความเร็วในการกินของสี่ราชันพุงโต!
“เอิ๊กกก!” หนิวกังเลี่ยเรอยาวถึงสามลมหายใจแล้วเอามือลูบท้องอย่างสบายใจเฉิบ นี่เป็ครั้งแรกั้แ่เกิดมาที่มันได้กินจนอิ่มหนำ
แม้ว่าเอกภพของเฒ่าปีศาจจะวิวัฒนาการถึงขั้นระดับหนึ่งแล้ว ทว่าก็ยังไม่ใช่โลกที่สมบูรณ์แบบ ยังมีความแตกต่างจากโลกภายนอก สิ่งที่สามารถกินได้ในเอกภพจึงมีอยู่อย่างจำกัด
“ถังข้าวอยู่ไหน กินของหมดทั้งโรงเตี๊ยมเลยรึ?” เด็กหนุ่มสวมชุดคลุมผ้าต่วนปักด้ายทองเหยียดมองจูชิง ทำท่าขยะแขยง
เนื่องจากเป็ตอนเช้า ไม่ใช่เวลาที่คนส่วนใหญ่จะรับประทานอาหาร นอกจากจูชิงแล้วในโรงเตี๊ยมก็มีคนอยู่แค่สองสามโต๊ะ เพราะพวกหนิงกังเลี่ยกินของทุกอย่างลงไปหมดแล้ว เด็กหนุ่มที่เพิ่งมาถึงไม่ทันไรก็พบว่าอาหารถูกกินไปหมดเสียแล้ว
“สัตว์อสูรเ้าดูใช้ได้ ข้าอยากได้ เสนอราคามาสิ!” พอเห็นดังนั้นเด็กหนุ่มก็นั่งลงข้างจูชิง กวาดสายตามองปีศาจกระทิงทั้งสี่ด้วยความสนใจ
“เ้าจะซื้อพวกมันงั้นรึ?” จูชิงตะลึง เด็กหนุ่มคนนี้ใจกล้าไม่น้อย กล้าซื้อกระทั่งปีศาจกระทิง
เด็กหนุ่มพยักหน้า “ข้าเพิ่งเคยเห็นสัตว์อสูรแบบนี้เป็ครั้งแรก ถ้าเอาพวกมันไปเดินเล่นด้วยน่าจะเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย”
จูชิงกลอกตา ปีศาจร้ายหายสาบสูญไปนานหลายยุคสมัยแล้ว ไม่แปลกใจที่คนในยุคปัจจุบันจะไม่รู้จักพวกมัน ทว่าเด็กหนุ่มกลับ้าซื้อปีศาจร้าย เขาไม่รู้ว่าหรือว่ามันอันตรายต่อตัวเองขนาดไหน?
“องค์ชายสิบสามกำลังคุยกับเ้า เหตุใดถึงไม่คุกเข่า?” ทันใดนั้นจอมยุทธ์คนหนึ่งะโเสียงดัง
“องค์ชายสิบสาม?” จูชิงตะลึง ราชวงศ์ของจักรวรรดิต้าฉีไม่มีค่าขนาดที่มากินข้าวมื้อเดียวก็เจอได้หรือ
“คุกเข่าแม่เ้าสิ!” หนิวกังเลี่ยโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ บังอาจมาพูดกับจูชิงเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!
จอมยุทธ์คนนั้นใมาก รีบชักดาบที่เอวออกมาในทันที
“แคร่ก!” เสียงแตกดังชัดถนัดหู ทันใดนั้นจอมยุทธ์ผู้นั้นก็ถูกหนิวกังเลี่ยเหวี่ยงหมัดใส่จนตัวแหลกลาญไปพร้อมกับดาบ
เดิมทีหนิวกังเลี่ยนั้นแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว เมื่อมีวิชากับวรยุทธ์ จอมยุทธ์ในขั้นระดับเดียวกันหรือจะเป็คู่ประมือของมัน
อีกอย่าง จอมยุทธ์ผู้นั้นก็เป็แค่ขั้นสร้างลมปราณสามชั้นฟ้า ถ้าโดนหนิวกังเลี่ยต่อยแล้วไม่ตายก็ต้องพิการ
“แข็งแกร่งมาก สัตว์อสูรตัวนี้แข็งแกร่งจริงๆ!” องค์ชายสิบสามมองหนิวกังเลี่ยด้วยความประหลาดใจ
“มีคนฆ่ากัน มีคนฆ่ากัน!” คนในโรงเตี๊ยมกรีดร้อง เสียงดังเอ็ดอึงไปทั่วทั้งเมือง จอมยุทธ์หลายคนประจักษ์กายตรงหน้าองค์ชายสิบสาม ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความกลัว ทว่าก็ไม่กล้าเหยียดเท้าถอยแม้แต่ครึ่งก้าว
“ครืนน!”
“ครืนน!”
เสียงเกือกม้าวิ่งเอ็ดอึงทางถนน ทหารม้าเกราะหนักของจักรวรรดิต้าฉีควบม้าอย่างรีบเร่งมุ่งหน้ามาที่โรงเตี๊ยม ทำลายทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้าจนแหลกเป็ผุยผง
“ทหารม้าเกราะหนักของจักรวรรดิต้าฉี ว่ากันว่ากองพลทหารม้าชั้นยอดนี้เป็กองพลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในจักรวรรดิต้าฉี ขั้นพลังต่ำสุดอยู่ที่ขั้นหลอมกายาหนึ่งชั้นฟ้า ทว่าพลังของทั้งกองพลกลับสามารถสยบจอมยุทธ์ขั้นสั่งสมได้” จูชิงมองกองพลทหารม้าที่กำลังเคลื่อนมาใกล้อย่างสงสัยใคร่รู้
ทหารม้าเกราะหนักมีทั้งหมดสามถึงสี่ร้อยคน จำนวนไม่ได้มาก ทว่าเมื่อรวมพลังกันแล้วไม่ด้อยกว่าจอมยุทธ์ขั้นหลอมลมปราณ
ในเวลาเดียวกันเหล่าทหารในเมืองก็เริ่มเคลื่อนไหว รีบมุ่งหน้าไปที่โรงเตี๊ยม
“ลอบสังหารราชวงศ์เป็อาชญากรรมใหญ่ มีโทษถึงตาย” จอมยุทธ์คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างองค์ชายสิบสามคำราม
“แม่เ้าสิตาย!” หนิวกังเลี่ยเหวี่ยงแขนมาดหมายปล่อยหมัดอีกครั้ง
“กลับมา!” จูชิงเปล่งเสียงทุ้ม
หนิวกังเลี่ยไม่กล้าขัดคำสั่งของจูชิง มันมองจอมยุทธ์ผู้นั้นด้วยความโกรธขึงแล้วเดินกลับไปยืนอยู่ด้านหลังจูชิง
ขาทั้งสองของจอมยุทธ์ผู้นั้นสั่นสะท้าน เหงื่อกาฬผุดพรายทั่วแผ่นหลัง คนก่อนหน้านี้ก็ถูกหมัดนั่นต่อยตายในครั้งเดียว ฉิวเฉียดยิ่งนัก ชะตาเกือบขาดเสียแล้ว!
“ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านของพวกเ้า จะมาฆ่าคนตายสุ่มสี่สุ่มห้าในที่สาธารณะเช่นนี้ไม่ได้” จูชิงกล่าว
อันที่จริงหนิวกังเลี่ยก็ไม่คิดว่ามนุษย์คนนั้นจะตายเพราะหมัดงอกง่อยของมัน เพราะเื่แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหมู่บ้านของพวกมัน
“องค์ชายสิบสามใช่หรือไม่ ข้าชื่อว่าจูชิง มาจากขุนเขากระบี่เทียนหยวน มาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยือนสหายเก่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็เพียงความเข้าใจผิด อย่าถือสาเอาความจะได้หรือไม่” จูชิงพูด
จองหอง จองหองเกินไปแล้ว นั่นคือภาพพจน์แรกที่จูชิงมอบให้กับเหล่าจอมยุทธ์จักรวรรดิต้าฉี สังหารจอมยุทธ์ของราชวงศ์ไม่พอ แต่ยังบอกให้พวกเขาปล่อยผ่านแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยอย่างนั้นรึ ไม่เคยเห็นใครจองหองเฉกเช่นนี้มาก่อน
ทว่าพวกเขาทำได้แค่คิดอยู่ในใจ เพราะขุนเขากระบี่เทียนหยวนชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกล อีกทั้งจักรวรรดิต้าฉีกับขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานานหลายยุคหลายสมัย พระราชบุตรจักรวรรดิต้าฉีหลายพระองค์ต่างก็เป็ศิษย์ฝึกตนอยู่ในขุนเขากระบี่เทียนหยวน ทั้งยังมีศิษย์ของขุนเขากระบี่จำนวนไม่น้อยเป็ทหารรับใช้จักรวรรดิต้าฉี เป็เช่นนี้มาตลอดนับพันปี
ความสัมพันธ์ระหว่างขุนเขากระบี่เทียนหยวนกับจักรวรรดิต้าฉีแน่นแฟ้นยวดยิ่ง แยกจากกันไม่ได้
ถ้าจูชิงเป็ศิษย์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนจริงๆ จักรวรรดิต้าฉีไม่มีทางสร้างความบาดหมางในความสัมพันธ์เพียงเพราะจอมยุทธ์ขั้นสร้างลมปราณเพียงคนเดียว
“นายทะ...จูชิง!” ทันใดนั้น เสียงประหลาดใจดังขึ้นกลางโรงเตี๊ยม
ทหารม้าเกราะหนักคนหนึ่งสืบเท้าเดินก้าวหนึ่ง มองจูชิงที่นั่งอยู่อย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“ท่านพี่ มาแล้วรึ ดูสัตว์อสูรพวกนั้นสิ ช่วยซื้อพวกมันให้ข้าได้หรือไม่?” องค์ชายสิบสามพุ่งตัวเข้าไปหาทหารม้าเกราะหนักคนนั้น
ครั้นทหารม้าเกราะหนักถอดหมวกเผยให้เห็นใบหน้าโฉมสะคราญงามล่มเมือง หมู่ชนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับเบิกตาทั้งสองกว้าง ปีศาจกระทิงสี่ตัวเองก็ใมากเช่นกัน พวกมันจ้องมองนางตาไม่กระพริบ
จูชิงเอามือนวดขมับ นับวันเสน่ห์ของนางก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ หลังจากฝึกฝน《ระบำปีศาจ์》เพียงยิ้มก็สามารถทำให้คนตายได้
ทหารม้าเกราะหนักคนนั้นก็คือซั่งกวานเหยียนหลาน ตอนที่นางเห็นจูชิง แวบแรกนางเผลอะโเรียกจูชิงว่านายท่าน ยังดีที่เปลี่ยนคำพูดทันเวลา ไม่อย่างนั้นวันเวลาดีๆ ได้พังพินาศเป็แน่
“ขั้นสร้างลมปราณแปดชั้นฟ้า ฝึกฝนได้ไม่เลว” จูชิงมองซั่งกวานเหยียนหลานพลางยิ้มเล็กน้อย
แม้ว่าพร์ของซั่งกวานเหยียนหลานจะไม่เท่าซั่งกวานจือหนิง ทั้งยังออกไปจากขุนเขากระบี่เทียนหยวนเร็วกว่ากำหนด แต่ภายในเวลาสองปีกลับสามารถฝึกมาจนถึงขั้นสร้างลมปราณแปดชั้นฟ้า ดูท่าหนทางของนางคงไม่ใช่ง่าย
“ท่านพี่ รู้จักเขาด้วยรึ?” องค์ชายสิบสามเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว เขาเป็สหายเก่าของข้าที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวน เ้าไปหาเื่อะไรเขา?” ซั่งกวานเหยียนหลานขมวดคิ้ว
“ข้าไม่ได้หาเื่นะ ผู้ติดตามข้าต่างหากล่ะ” เด็กหนุ่มพูดอย่างไร้เดียงสา
“หึ รอเ้าไปขุนเขากระบี่เทียนหยวน ข้าจะสะสางบัญชีกับเ้าทีหลัง” ซั่งกวานเหยียนหลานแค่นเสียง ทุกคนที่ยืนมองอยู่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“เขาจะไปขุนเขากระบี่เทียนหยวนงั้นรึ?” จูชิงผงะ
“คุยกันที่นี่ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ตามข้ามา” ซั่งกวานเหยียนหลานสวมหมวกเกราะกลับไปเช่นเดิม
“ท่านพี่รอข้าด้วยสิ!” องค์ชายสิบสามวิ่งตามไป
“เ้าหยุดอยู่ตรงนั้น ทำไมเ้าถึงชอบก่อเื่ตอนที่ข้าไม่อยู่ทุกที” ซั่งกวานเหยียนหลานขมวดคิ้ว
ทหารม้าเกราะหนักสามสี่ร้อยคนพาพวกจูชิงไปที่สถานที่ตั้งกองทหาร ภายใต้การนำทางของซั่งกวานเหยียนหลาน ข้างนอกมีทหารจักรวรรดิต้าฉีคุ้มกันอยู่เป็พันคน แกร่งกล้าดั่งกำแพงเหล็ก
แน่นอนว่ากำแพงเหล็กนี้มีไว้สำหรับจอมยุทธ์ทั่วไป ถ้าเป็ขั้นสั่งสมหรือขั้นเหินนภาสามารถทลายกำแพงได้อย่างอิสระ
“ทำไมเ้าถึงจะส่งเขาไปที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนล่ะ?” จูชิงยิ้ม
“น้องชายข้าเกิดมาพร้อมกับจิตกระบี่ ตอนนี้เขาอายุสิบสามแล้ว คนในวังจึงอยากส่งเขาไปฝึกวิชายุทธ์ที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวน” ซั่งกวานเหยียนหลานกล่าว
“จิตกระบี่ เหมาะกับการฝึกวิถีกระบี่เป็อย่างมาก” ร่องรอยความประหลาดใจสาดสะท้อนผ่านดวงตาของจูชิง
เขาจำได้ว่าตอนที่เขาออกมาจากเกาะหลัวโหวครั้งแรก เขาพบนักพรตเต๋ากำลังตามหาเด็กที่เกิดมาพร้อมกับเจตจำนงค์กระบี่ ไม่คิดว่าเด็กที่ดูธรรมดาคนนั้นจะเป็ผู้ที่มีจิตกระบี่โดยกำเนิด
มิน่าล่ะ เหตุใดจักรวรรดิต้าฉีถึงให้ความสำคัญเฉกเช่นนี้ ถึงกับส่งทหารม้าเกราะหนักมาคุ้มกัน
เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้น เขาจะต้องกลายเป็ราชันแห่งวิถีกระบี่อย่างแน่นอน หรืออาจกลายเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์จักรวรรดิต้าฉี!
“แต่แค่ส่งไปขุนเขากระบี่เทียนหยวนยังไม่พอ” จูชิงส่ายหัว
ทหารม้าเกราะหนักสามสี่ร้อยคนสามารถรับมือกับจอมยุทธ์ขั้นหลอมลมปราณ ทว่าก็ได้แค่รับมือเท่านั้น หากเป็ขั้นหลอมลมปราณที่แข็งแกร่งสามารถเอาชนะทหารม้าเกราะหนักได้ในพริบตา ถึงซั่งกวานเหยียนหลานที่เป็ขั้นสร้างลมปราณแปดชั้นฟ้าจะเป็ผู้นำกองทหารก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ อย่างจูชิงแค่พริบตาเดียวก็จัดการทหารม้าเกราะหนักราบคาบเป็หน้ากลองแล้ว
“นั่นแค่ผิวเผิน ยังมีผู้อุทิศตนของจักรวรรดิต้าฉีคุ้มกันอยู่ลับๆ” เพราะเป็จูชิง ซั่งกวานเหยียนหลานจึงพูดออกไปทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง
“ผู้อุทิศของจักรวรรดิต้าฉี เ้าพวกที่ซ่อนอยู่นั่นน่ะหรือ?” จูชิงยิ้มเล็กน้อย
