บนถิ่นทุรกันดารอันไกลโพ้น สัตว์อสูรตัวหนึ่งกำลังบรรทุกร่างของผู้สิ้นหวังหลบหนีไปด้วยความเร็วสูงสุด
“หยุด!”
ถังเหล่ยลูบศีรษะของสัตว์อสูรที่เขากำลังขี่ ตอนนี้มันวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดมาครึ่งชั่วยามแล้ว แม้ว่าสัตว์อสูรตัวนี้จะมีร่างกายที่แข็งแรงแต่มันก็ต้องได้พักบ้าง
ถังเหล่ยะโลงจากหลังของสัตว์อสูรและจ้องมองไปยังตี้เชียนเสวี่ยที่อยู่บนหลังของสัตว์อสูรด้วยสีหน้าน่าเกลียด
“เหตุใดเ้าถึงมองหน้าข้าอย่างนั้น ลืมไปแล้วหรือว่าข้าช่วยชีวิตเ้า?”
ตี้เชียนเสวี่ยถามด้วยความงุนงงทันทีที่เห็นสีหน้าของถังเหล่ย จากนั้นนางก็ะโลงไปยืนอยู่ตรงหน้าถังเหล่ยทันที
“ข้าไม่ได้้าให้เ้าช่วย แม้แต่ข้ายังเกือบเอาชีวิตไม่รอด ข้าจะปกป้องเ้าได้อย่างไร?”
ถังเหล่ยกล่าวออกมาด้วยความโกรธ ก่อนหน้าตี้เหยียนเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเขา แต่ในขณะนี้บุตรีของตี้เหยียนกลับหนีมากับเขา ถังเหล่ยกังวลว่าเื่นี้จะทำให้ตี้เหยียนไม่พอใจ
“ข้าก็ไม่ได้้าให้ใครมาปกป้องอยู่แล้ว ข้าเป็ถึงยอดยุทธ์ไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดา” ตี้เชียนเสวี่ยกล่าวเสียงดัง
“เ้ากลับไปจะดีกว่า” ถังเหล่ยกล่าวโดยไม่แยแส
“หาข้ากลับไปตอนนี้ ข้าจะต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน!” ตี้เชียนเสวี่ยกล่าวและจ้องถังเหล่ย
ถังเหล่ยถอนหายใจด้วยความกังวล เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตี้เชียนเสวี่ยกล่าวออกมานั้นคือความจริง บางทีตี้หลินและตี้เลี่ยอาจจะยังอยู่ที่ด่านจิงเซิน หากตี้เชียนเสวี่ยกลับไปนางจะต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน
แต่ถังเหล่ยเองก็ไม่อยากพาตี้เชียนเสวี่ยไปยังูเาจู่หุนด้วย เขารู้ว่าูเาจู่หุนนั้นวุ่นวายและอันตรายเพียงใด อย่างไรก็ตามหากเขามีตี้เชียนเสวี่ยคอยช่วยเหลือย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน!
เมื่อตี้เชียนเสวี่ยเห็นว่าถังเหล่ยลังเล นางก็รู้ทันทีว่าเป้าหมายของนางนั้นบรรลุแล้ว ถังเหล่ยตัดสินใจพาตี้เชียนเสวี่ยไปทีู่เาจู่หุนด้วย แม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจก็ตาม
“หากมองในแง่ดีเราสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ อีกอย่างข้าเป็ถึงคนของตระกูลตี้ หากเราพบเจอศัตรูการอ้างชื่อบิดาของข้าอาจจะช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตรายได้!”
ตี้เชียนเสวี่ยกล่าวปลอบใจถังเหล่ยด้วยรอยยิ้ม ทันทีที่ถังเหล่ยได้ยินคำกล่าวของนาง เขาก็จ้องมองไปที่นางทันที
“เ้ารู้หรือไม่ว่าูเาจู่หุนอยู่ที่ใด? สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่จักรวรรดิซือฉีที่ทุกคนจะต้องรู้จักบิดาของเ้า เ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาจะทำกับเ้าก็คือจับเ้าไว้เรียกค่าไถ่จากตี้เหยียน ดังนั้นห้ามเปิดเผยตัวตนเด็ดขาด!”
ถังเหล่ยกล่าวด้วยความกังวล เขารู้ว่าสิ่งที่เขากล่าวนั้นจะต้องกระทบจิตใจของตี้เชียนเสวี่ยอย่างแน่นอน เพราะนางอาศัยอยู่ในจักรวรรดิซือฉีั้แ่เกิดและยังไม่เคยออกนอกจากจักรวรรดิอีกด้วย เดิมทีผู้คนจะต้องเกรงใจนางเมื่อรู้ว่านางคือบุตรีของตี้เหยียน แต่ผู้คนที่สิ้นหวังบนูเาจู่หุนนั้นจะสนใจเื้ัของนางไปทำไม?
“จริงหรือ? เ้าเคยไปที่นั่นหรือว่าได้ยินจากปากของผู้อื่น?” ตี้เชียนเสวี่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เมื่อได้ยินคำกล่าวของถังเหล่ยท่าทีของตี้เชียนเสวี่ยก็เปลี่ยนไปทันที เดิมทีนางคิดว่าการแอบออกมาครั้งนี้คือการผจญภัยเท่านั้น
“แต่ในตอนนี้เราไม่สามารถกลับไปได้แล้ว หากการเดินทางของเราผ่านไปได้ด้วยดีข้าจะรีบทำธุระของข้าให้เสร็จจากนั้นข้าจะส่งเ้ากลับทันที แต่ถ้าหากเกิดเื่ที่ไม่คาดคิดข้าก็ขอให้เ้าโชคดีก็แล้วกัน!”
ถังเหล่ยผายมือออกสองข้างและกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ ในเวลานี้เขาไม่ใช่าานักปรุงยาแล้ว เขาเป็เพียงผู้ฝึกตนที่ปรุงยาเก่งกว่าผู้ฝึกตนธรรมดาก็เท่านั้น แม้แต่เขาเองก็ยังต้องระมัดระวังตัวเมื่อไปถึงูเาจู่หุน
“เ้าอย่ามาหลอกข้า เ้าสามารถปกป้องข้าได้ใช่หรือไม่?”
ตี้เชียนเสวี่ยกล่าวด้วยความหวาดกลัว เพราะอีกฝ่ายกล่าวว่าหากเกิดอะไรขึ้นเขาจะทิ้งให้นางอยู่ตามลำพังในูเาจู่หุน สิ่งนี้ทำให้ตี้เชียนเสวี่ยรู้สึกราวกับว่านางกำลังตกลงไปในถ้ำน้ำแข็งพันปี
“อย่าคิดมาก ไปกันเถอะ ข้ารู้ว่าเ้าจะไม่รู้สึกดีหากต้องนอนค้างคืนในสถานที่เช่นนี้!”
ถังเหล่ยะโขึ้นไปบนหลังของสัตว์อสูร และยื่นมือออกมารับตี้เชียนเสวี่ยขึ้นไปนั่งที่ด้านหลัง จากนั้นทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง
ในขณะที่ตี้เชียนเสวี่ยนั่งอยู่ด้านหลังถังเหล่ย สีหน้าของนางเป็กังวลอย่างมาก นางสงสัยว่าูเาจู่หุนจะน่ากลัวอย่างที่ถังเหล่ยกล่าวจริงๆ หรือไม่?
“เพื่อความปลอดภัยของเ้าข้าจะเรียกเ้าว่าเสี่ยวเชียน แซ่ตี้ของเ้าโด่งดังเกินไปข้าเกรงว่าจะมีปัญหา”
ถังเหล่ยกล่าวกับตี้เชียนเสวี่ยด้านหลัง จากนั้นก็ควบสัตว์อสูรมุ่งหน้าไปยังูเาจู่หุนด้วยความเร็ว
“เรียกข้าว่าเสี่ยวเซียะได้หรือไม่?” ตี้เชียนเสี่ยวถามถังเหล่ย
“เสี่ยวเซียะก็ได้!”
ถังเหล่ยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ ในขณะนี้เขารู้สึกกังวลอย่างมากที่ต้องพาตี้เชียนเสวี่ยไปยังูเาจู่หุนด้วย!
เมื่อมองจากระยะไกลท้องฟ้าเหนือูเาจู่หุนนั้นถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำ และมันเป็เช่นนี้มาหลายร้อยปีแล้ว
ในขณะที่ถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยกำลังเดินทางด้วยสัตว์อสูรบิน บนพื้นดินที่พวกเขาบินผ่านนั้นไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว พวกเขามองเห็นเพียงซากศพที่กองเป็ระยะๆ และสัตว์อสูรบินกินเนื้อที่บินวนไปมาอยู่บริเวณซากศพเท่านั้น
ผ่านมาหลายทศวรรษแล้วที่ถังเหล่ยไม่ได้มาทีู่เาจู่หุน ในเวลานั้นเขาเป็ถึงปรมาจารย์ยุทธ์ที่มีชื่อเสียงในโลกตงฮวง แน่นอนว่าชื่อเสียงอันโด่งดังของเขานั้น ได้มาจากการปรุงยา
แม้ว่าถังเหล่ยจะเป็ถึงปรมาจารย์ยุทธ์ที่แข็งแกร่ง แต่สำหรับโลกตงฮวงการเป็ผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์ยุทธ์นั้นดูเหมือนจะไม่ได้รับความสำคัญแต่อย่างใด
แต่ไม่ใช่สำหรับถังเหล่ย เพราะทักษะการปรุงยาของเขานั้นไปถึงระดับราชันแล้ว เขาสามารถปรุงยาระดับหกได้ทุกชนิด แม้แต่จ้าวยุทธ์ผู้สูงส่งก็ต้องปฏิบัติกับเขาอย่างนอบน้อม
หลังจากที่ถังเหล่ยได้วัตถุดิบที่เขา้าบนูเาจู่หุนแล้ว เขาจึงจากไปโดยไม่สนใจความลับที่อยู่ในูเาจู่หุน การกลับมาของเขาในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนมาก ด้วยอัตลักษณ์และจุดประสงค์ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ผ่านไปสามชั่วยามถังเหล่ยสังเกตเห็นว่าท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขานั้นถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีกลิ่นแปลกๆ ฟุ้งกระจายอยู่
ผู้คนในูเาจู่หุนกล่าวว่านี่คือกลิ่นอายของิญญา เนื่องจากผู้ฝึกตนจำนวนมากล้มตายไม่เว้นแต่ละวัน
“สถานที่แห่งนี้น่ากลัวจริงๆ เหตุใดตอนนี้ท้องฟ้าถึงมืดมิด!?”
ตี้เชียนเสวี่ยกล่าวขณะกวาดสายตามองดูสภาพแวดล้อมอันน่าสะพรึงกลัว และในขณะนี้ความหวาดกลัวก็เริ่มกัดกินหัวใจของนางแล้ว
“อย่าเพิ่งรีบหวาดกลัวเรายังไปไม่ถึงูเาจู่หุนด้วยซ้ำ ข้างหน้ายังมีอะไรอีกมากมาย!”
ถังเหล่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาจึงบังคับสัตว์อสูรบินให้ช้าลง หากเดินทางเร็วเกินไปจะง่ายต่อการถูกค้นพบและที่สำคัญเมื่อถูกซุ่มโจมตีจะได้จัดระเบียบร่างกายได้ทัน!
เมื่อตอนอยู่ที่ด่านจิงเซินตี้เหยียนได้มอบแหวนมิติให้กับถังเหล่ยซึ่งภายในแหวนมิตินั้นมีวัตถุดิบที่เป็ส่วนผสมของยาคลั่งรุนแรงอยู่ ดังนั้นถังเหล่ยจึงมองหาสถานที่ที่เหมาะแก่การปรุงยาก่อน เพราะยาคลั่งรุนแรงสามารถใช้เป็ไพ่ตายได้หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ
ในขณะที่ถังเหล่ยกำลังมองหาสถานที่เพื่อปรุงยาอย่างใจจดใจจ่อ ทันใดนั้นเสียงทะลวงผ่านอากาสก็ดังขึ้นรอบตัวเขา ลูกเกาทัณฑ์อันแหลมคมพุ่งตรงมาที่ศีรษะของถังเหล่ยราวกับสายฟ้า
……
