ยามราตรีเข้าปกคลุมไปทั่วจงไห่ ไฟริมถนนต่างส่องแสงเลือนรางออกมา
ในย่านชานเมืองของหมู่บ้านหลงจิ่งปรากฏความเงียบสงัดอันเย็นะเืขึ้นมา
หลินรั่วซีอยู่ในชุดนอนผ้าฝ้ายธรรมชาติที่เธอสวมเอาไว้อย่างหลวมๆ ทำให้เธอดูบางเบาไร้น้ำหนักดุจปุยนุ่น ใบหน้าเรียบเฉยภายใต้ดวงไฟภายในบ้านดูขาวนวลแต่ไม่ซีดเผือดจนเกินไป ยิ่งเมื่อยามนี้ที่เธอไร้ซึ่งเครื่องประทินโฉมใดๆ ก็ยิ่งเป็เครื่องขับเสน่ห์บนใบหน้าอันราบเรียบของเธอออกมาได้อย่างงดงามเท่านั้น
เหมือนว่าเธอจะขังตัวเองเอาไว้ในบ้าน ใบหน้าอันเ็าแต่ไร้เดียงสากลับไม่อาจรับรู้ได้ว่า ภายนอกบ้านในยามนี้มีอันตรายกำลังเข้าปกคลุมไปทั้งเมือง
บนโต๊ะกินข้าวมีกับข้าวนับสิบอย่างจัดเตรียมอยู่ ป้าหวังกำลังหั่นผักกาดหอมอยู่ที่ห้องครัวพร้อมกับเคี่ยวน้ำซุปจนกลิ่นหอมโชยมาถึงภายนอก หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ถือหม้อหุงข้าวไฟฟ้าออกมาจากห้องครัวตรงมายังโต๊ะทานข้าว
ป้าหวังเห็นหลินรั่วซีกำลังนั่งอยู่บนโซฟา เธอชำเลืองมองนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังเป็ระยะๆ ตอนนี้ก็ใกล้จะหกโมงแล้ว
“คุณหนูคะ คุณชายยังไม่กลับมาอีกเหรอคะ?” ป้าหวังค่อนข้างจะเป็กังวล “ดูเหมือนว่าวันนี้คุณผู้ชายจะไม่กลับบ้านนะคะ เฮ้อ... ป้าอุตส่าห์ทำอาหารหลายอย่างรอรับแล้วเชียว แต่คุณผู้ชายดันไม่กลับมาซะได้ แถมยังทิ้งให้คุณหนูรอเขาเป็ชั่วโมงๆ อีก”
หลินรั่วซีสูดลมหายใจลึกเผยยิ้มออกมา “หนูไม่ได้รอเขาสักหน่อย หนูแค่ยังไม่หิวเท่านั้น มาเถอะค่ะป้าหวัง เรามากินกันก่อนเถอะ”
“ได้ค่ะ...” ป้าหวังตอบตกลงพร้อมทั้งนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ หลินรั่วซี เธอตักอาหารใส่จานของหญิงสาวจนพูน
หลังจากนั้นทั้งสองก็นั่งทานอาหารเย็นด้วยความเงียบสงบ
ป้าหวังตักผักกาดเย็นใส่ชามให้กับหลินรั่วซี “คุณหนูลองผักกาดป้าหน่อยค่ะ ป้าอยากรู้ว่ามันอร่อยหรือเปล่า”
“ไม่มีอาหารชามไหนของป้าหวังที่ไม่อร่อยหรอกค่ะ ป้าทำได้น่าทานมากๆ ผักกาดนี่ก็ดูสดอยู่ตลอดเวลา ผิดกับหนูที่ไม่แม้แต่กระทั่งจะทำอาหารเป็...” หลินรั่วซีกล่าวขึ้นมา ใบหน้าของเธอค่อนข้างหม่นหมองลง
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะคุณหนู ธรรมดาภรรยาจะเป็คนเตรียมอาหารให้สามีเมื่อยามที่เขากลับบ้านมาพร้อมกับความเหนื่อยล้านั่น จะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นมามาก ถ้าคุณหนูเตรียมอาหารเมื่อคุณชายกลับมาล่ะก็ ป้าว่าเขาจะต้องมีความสุขมากแน่นอนเลยล่ะค่ะ” ป้าหวังกล่าวปลอบใจ
หลินรั่วซีวางช้อนลงบนโต๊ะอาหาร “ป้าหวัง หนูไม่ได้อยากเรียนทำอาหารเพราะ้าที่จะเอาใจเขานะคะ หนูแค่อยากศึกษาเอาไว้เฉยๆ เท่านั้น”
ป้าหวังยิ้มอย่างไม่เต็มใจ “มันเป็เื่ดีที่คุณหนูอยากจะเรียนรู้การทำอาหารั้แ่ตอนนี้นะคะ ไม่ใช่ว่าการเตรียมอาหารให้คุณชายจะเป็เื่ไม่ดี ทำไมคุณหนูไม่ลองโทรไปถามเขาดูละคะ ไม่แน่ว่าคุณหนูโทรไปเขาอาจจะรีบกลับมากินข้าวกับคุณหนูก็ได้ค่ะ”
“หนูไม่้า” หลินรั่วซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า แต่ใบหน้าของเธอกลับดูเศร้าหมองและขมขื่น “ถ้าเขาหิวเขาก็คงออกไปหากินอาหารข้างนอก พร้อมๆ กับเหล่าสาวงามรอบกายเขา ไม่ว่าจะยังไงแค่เขาไม่อยู่ให้หนูเห็นหน้านั่นก็ดีที่สุดแล้ว!”
ป้าหวังไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้กับท่าทางของหลินรั่วซีดี “คุณหนูอย่าพูดอย่างนั้นสิคะ ที่คุณชายยังไม่กลับบ้านก็แสดงว่ามีเื่ด่วนแน่ๆ อีกอย่างหนึ่งเรายังไม่รู้เลยว่าคุณชายทำอะไรอยู่ข้างนอก เพราะงั้นคุณหนูอย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ ถ้าคุณชายได้ยินล่ะก็เขาคงโกรธคุณหนูอีกแน่ๆ”
ในเวลานั้นโทรศัพท์ของหลินรั่วซีก็ดังขึ้นมา
หลินรั่วซีถอนหายใจออกมา เธอเดินไปที่ขอบโซฟาแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู มันเป็เบอร์ของไช่เอี๋ยน
“เอี๋ยนเอี๋ยน มีอะไรเหรอ?”
“รั่วซี คืนนี้เธออยู่ที่บ้านใช่มั้ย?” ไช่เอี๋ยนตอบกลับเธอทันที
“ใช่ เธอจะมาหาฉันเหรอ?” รั่วซีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ฉันแค่อยากยืนยันว่าเธอไม่ได้อยู่ข้างนอก ในตอนนี้เธอต้องอยู่ในบ้านเท่านั้นอย่าออกไปข้างนอก เข้าใจมั้ย? คืนนี้อันตรายมาก จนกว่าจะถึงเช้าของวันพรุ่งนี้อย่าเพิ่งก้าวออกไปไหนล่ะ”
“เอี๋ยนเอี๋ยน หมายความว่าอย่างไง?” หลินรั่วซีขมวดคิ้ว
ไช่เอี๋ยนถอนหายใจออกมา “ใน่นี้เธอต้องฟังฉัน คืนนี้จงไห่ไม่ปลอดภัยจริงๆ อย่าออกไปไหนล่ะ ตอนนี้ฉันยุ่งมากไปล่ะนะ!”
หลินรั่วซีเปลี่ยนสีหน้าไป เมื่อเธอวางสายโทรศัพท์ลง
“คุณหนูคะ คุณหนูไช่ว่ามีอะไรหรือเปล่าคะ?” ป้าหวังเห็นหลินรั่วซีมีสีหน้ากังวล เธอจึงถามหญิงสาวอย่างรีบร้อน
หลินรั่วซีไม่ได้ปิดบังป้าหวังแต่อย่างใด เธอกล่าวขึ้น “เอี๋ยนเอี๋ยนบอกว่าคืนนี้อย่าออกไปข้างนอกเด็กขาดเพราะจงไห่ไม่ปลอดภัย บางทีคงจะเกิดเหตุร้ายขึ้นมา”
“ข้างนอกไม่ปลอดภัย?!” ป้าหวังเป็กังวล “คุณชายยังไม่กลับมาเลย นั่นไม่เท่ากับว่าเขาตกอยู่ในอันตรายเหรอคะ บางที... บางทีอาจเกิดเื่กับคุณชายก็ได้”
“เขาจัดการตัวของเขาเองได้ค่ะป้า ครั้งก่อนที่โดนจับไปเขาแทบจะไม่มีรอยขีดข่วนอะไรเลย ตอนแรกหนูก็คิดว่าเขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลก็เลยรีบไปหา แต่ที่ไหนได้ นอกจากเขาจะไม่เป็อะไรแล้วยังจะมีหน้ามาเล่นหูเล่นตาแกล้งหนูอีก ถ้ารอบนี้เขาได้เจ็บตัวเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน!”
หลินรั่วซีพูดไปโกรธไป เธอนั่งลงที่โซฟาใกล้กับโต๊ะอาหาร แต่ดวงตาของเธอกำลังเผยความกังวลอย่างมากขึ้นมา
ป้าหวังรู้สึกเป็ห่วงจนไม่อาจจะกินอาหารต่อไปได้ เธอหยิบโทรศัพท์โทรหาหยางเฉินทันที แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสายแต่อย่างใด จนกระทั่งมันขึ้นฝากข้อความ
หลินรั่วซีกลับมานั่งที่โต๊ะอาหาร เธอไม่ได้ทานข้าวต่อ แต่กำลังมองป้าหวังที่กำลังโทรศัพท์แทน
ในขณะที่ทั้งสองพยายามติดต่อหยางเฉินอย่างเงียบเชียบ ป้าหวังถอนหายใจออกมาเบาๆ “ดูเหมือนว่าคุณชายจะไม่รับโทรศัพท์ หรือไม่ก็แบตหมดนะคะ”
ตะเกียบในมือของหลินรั่วซีสั่นเล็กน้อยทันที เธอทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างของบ้าน แต่ก็ไม่มีคนที่เธอกำลังคิดถึงปรากฏขึ้น
ในความเป็จริง โทรศัพท์ของหยางเฉินตายสนิทเป็ที่เรียบร้อย ั้แ่ที่เขากลับมาที่จงไห่สองสามวันก่อน จนกระทั่งไปช่วยหลินรั่วซีที่อาคารดี-หวัง เขาก็ไม่ได้ชาร์จโทรศัพท์เลยสักครั้ง ยิ่งเมื่อตอนไปร่วมงานวันเกิดกับหยวนเย่แต่กลับเกิดเื่ขึ้นมา ทำให้เขาลืมโทรศัพท์ในกระเป๋าไปอย่างสิ้นเชิง
หยางเฉินค่อนข้างจะหดหู่เมื่อเขารู้ว่าโทรศัพท์แบตหมดไปแล้ว ดูเหมือนว่าครั้งหน้าเขาจะต้องเลือกซื้อรุ่นที่สามารถทนได้หลายอาทิตย์เพื่อที่จะไม่ต้องคอยชาร์จแบตอีก
อย่างไรก็ตามหยางเฉินไม่ได้มีอารมณ์จะจัดการโทรศัพท์เขาอีกต่อไป ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาจนถึงสี่ทุ่ม เขากำลังนั่งอยู่กับเฉียงเวยในรถ H2 ฮัมวี่สีดำ ที่กำลังขับไปบนถนน มุ่งหน้าสู่ที่ตั้งของแก๊งหนามแดงทางตะวันออกของเมืองจงไห่
บนเบาะด้านหลัง เฉียงเวยกำลังนั่งอยู่พร้อมกับกาง Macbook ไว้บนตัก ใบหน้าที่สวมแว่นตาทำให้เธอดูงดงามขึ้นมาอีกมาก ในตอนนี้ทั้งสองกำลังดูแผนที่ของเมืองจงไห่ที่แสดงอยู่บนจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งใจ มันแสดงถึงที่ตั้งต่างๆ ของแก๊งหนามแดงที่อยู่ในเมือง
“เฉียงเวยที่รัก คุณแน่ใจนะว่าแผนของคุณจะไปได้สวย?” หยางเฉินถาม
เฉียงเวยเดาะลิ้นอย่างอารมณ์ดี “ที่รัก คุณก็รู้ว่าครั้งนี้ต้องใช้คนจำนวนมาก ฉันคิดว่ามันต้องสำเร็จแน่หากเรามีแผนรับรองอีกหลายๆ แผน ทุกอย่างและทุกแผนการจะต้องสมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุด”
หยางเฉินคิดว่าแผนที่นั้นดูน่าเบื่อแต่เขาก็อยากจะรบกวนเฉียงเวยวางแผน ยิ่งเธอกำลังอารมณ์ดีจากการที่จะได้อิทธิพลเพิ่มในเขตอื่นของเมืองจงไห่แล้ว ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็จักรพรรดินีขึ้นมา หยางเฉินไม่อยากจะไปขัดความสุขนั้นของเธอ
หยางเฉินเลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อคุยกับเสี่ยวจ้าว ข้างๆ เขามีเฉินหรงนั่งอยู่ หยางเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวจ้าว นายทำใบขับขี่มาแล้วเหรอ ถึงมาขับรถได้ เราจะไม่หลงทางกันใช่มั้ย?”
“พี่ใหญ่หยางหายห่วงได้เลย ผมไปเรียนขับรถมาแล้ว ผมจะบอกพี่ให้ว่าหรงหรงน้อยบังคับให้ผมไปฝึกขับมา ไม่อย่างนั้นเธอจะตีผมไปเรื่อยๆจนกว่าจะขับเป็ ดูสิพี่ เธอเริ่มโหดตามบอสเฉียงแล้ว” เสี่ยวจ้าวอมยิ้มมองไปที่เฉินหรงที่นั่งอยู่ข้างๆ
เฉินหรงพยักหน้าอย่างภูมิใจ “หนูยังบอกด้วยว่าถ้าเขาเมามาก่อนขับรถจะโดนหนูตีอีก”
หยางเฉินยื่นมือไปขยี้หัวเสี่ยวจ้าวเบาๆ “ดูเหมือนนายจะหมดโอกาสได้เมาตอนอยู่ในบาร์อีกแล้วนะ"
“โอ้ พี่ใหญ่หยาง ที่พี่พูดมามันก็ไม่ถูกไปซะทั้งหมด ถึงผมจะหมดโอกาสเมาก่อนขับแต่ก็ยังกินได้ตอนที่อยู่ในบาร์ ยิ่งมีหรงหรงชงให้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอยู่ในพระราชวังเชียวล่ะ!”
“เพราะพี่จ้าวเป็ขันทียังไงล่ะ!” เฉินหรงเอ่ยขึ้นมาอย่างเงียบงัน
เสี่ยวจ้าวหงอยลงทันที เ้าตัวพึมพำออกมาเบาๆ ด้วยความเศร้าใจ
ในที่สุดทั้งหมดก็มาถึงจุดนัดหมายกับฟางจงผิงบริเวณแม่น้ำทานโข่ว ที่อยู่ใน่สี่แยก
รถฮัมเมอร์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาในบริเวณนั้นตามด้วยรถยนต์อีกสองคันที่มีหมายเลข 0001 ของรัฐบาล ดูเหมือนว่ามันจะเป็รถของตำรวจ
เฉียงเวยขณะนี้อยู่ในชุดกีฬาสีดำที่ดูเรียบง่ายกำลังก้าวเดินลงจากรถ แต่หยางเฉินี้เีเกินที่จะตามเธอไปจึงนั่งรออยู่ข้างใน แต่เขาก็ลดกระจกรถลงเพื่อดูสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปด้วยความสงบ
ฟางจงผิงมาที่นี่พร้อมกับไช่เอี๋ยน เมื่อเขาเห็นเฉียงเวยปรากฏตัวความตึงเครียดก่อนหน้าก็หายไป เขารู้มาก่อนว่าแก๊งหนามแดงและแก๊งตงซิ่งเป็ศัตรูกันในโลกใต้ดินของเมืองจงไห่ การที่รัฐบาลมาร่วมมือกับแก๊งใต้ดินนั้นอาจทำให้ภาพลักษณ์ดูแย่ลง
แต่สำหรับแก๊งหนามแดงและเฉียงเวยนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง พวกเขาไม่ค่อยเคลื่อนไหวในทางที่ผิดมากเหมือนกับแก๊งตงซิ่ง นั่นทำให้รัฐบาลสามารถประนีประนอมกับแก๊งหนามแดงได้มากยิ่งขึ้น
เฉียงเวยเอื้อมมือไปจับมือกับฟางจงผิงและไช่เอี๋ยน ทั้งหมดเริ่มต้นพูดคุยกันแล้ว
ฟางจงผิงเป็ตัวแทนของรัฐบาลและกองกำลังทหารติดอาวุธ แต่พวกเขาก็ยัง้าแผนการและการสนับสนุนของเฉียงเวย โดยจะต้องเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ในขณะที่ไช่เอี๋ยนนั้นเป็คนกลางคอยตรวจสอบความเรียบร้อยต่างๆ โดยไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนี่ง
หยางเฉินได้ฟังเนื้อหาที่ทั้งหมดกำลังวางแผนอย่างชัดเจน หยางเฉินหวังว่าหลังจากที่ฟางจงผิงขอยืมความแข็งแกร่งของแก๊งหนามแดงในการปะทะกับแก๊งตงซิ่งแล้วเขาจะไม่หักหลัง
ไช่เอี๋ยนมองมาที่หยางเฉินอย่างดุร้ายชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนว่าเธอเพิ่งจะรู้ว่าเขาก็มีส่วนร่วมในแผนการครั้งนี้ การที่ตำรวจสาวมองเขาอย่างดุร้ายทำให้หยางเฉินรู้สึกแปลกใจขึ้นมา ตำรวจหญิงเป็อย่างนี้ทุกคนหรือไม่? หรือเธอกำลังโกรธที่เขามาอยู่กับเฉียงเวย คงไม่ใช่ว่าเธอจะจับเขาเข้าคุกอีกครั้งหรอกนะ?
หลังจากนั้นประมาณยี่สิบนาที เฉียงเวยเละคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายกันกลับไปที่รถของตัวเอง
“สามีคะ คืนนี้จงไห่จะเป็ของเราเเล้ว” เฉียงเวยกล่าวด้วยความมั่นใจ
“เธอมั่นใจเหรอ? ถึงแก๊งตงซิ่งจะไม่รู้แผนการทั้งหมดนี่แต่มันก็มีโอกาสที่เราจะโดนโต้กลับได้” หยางเฉินกล่าว
ในขณะนั้นเฉียงเวยกะพริบตาขึ้นชั่วครู่ “แผนการทั้งหมดได้ถูกวางเอาไว้หมดแล้ว ที่เหลือก็แค่เดินไปตามแผนเท่านั้น...”
รถฮัมเมอร์แล่นออกไปยังถนนที่เต็มไปด้วยไฟนีออนอีกครั้ง ยานพาหนะบนถนนยามนี้มีอยู่น้อยมาก พายุสีดำกำลังก่อตัวอย่างช้าๆ บนผืนนภา ก่อนฟ้าสางของค่ำคืนนี้ คือาที่กำลังจะปะทุขึ้นไปทั่วเมืองจงไห่
