“หืม…พวกเ้าไม่พอใจข้อสุดท้ายของสัญญางั้นรึ?”
“...”
เฉินอ่าวถามขึ้น แต่ทุกคนก็รีบโบกมือปฏิเสธ
เพราะปกติ พวกเขาได้ส่วนแบ่งแค่ 1 ส่วนและอีก 9 ส่วนจะเป็ของเถ้าแก่และเ้าของกิจการ
แต่กิจการเตียงคั่งที่มีมูลค่ามากถึง 1 ตำลึงเงินหรือหนึ่งพันอีแปะ พวกเขาก็ยังได้ค่าแบ่งกลับมามากถึง 400 อีแปะ เรียกว่ายังเยอะจนไม่รู้ว่าจะเยอะไปไหน
ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ว่าเื่ดีๆ แบบนี้จะเกิดกับพวกเขาจริงๆ ตอนฟังข้อนี้จากในสัญญา ก็ยังตบหน้าสหายเพื่อเรียกสติอยู่หลายครั้ง มือที่ชาเล็กน้อยจากการตบหน้าเพื่อน ก็ค่อยพบว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป แต่เื่ค่าตอบแทนที่มากหลายร้อยอีแปะ ก็ยังทำให้เหลืออาการเหม่อลอยมึนงงถามตัวเองย้ำๆ ว่าจริงอะเปล่า?
เฉินอ่าวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่สนใจพฤติกรรมแปลกๆ ที่ตบหน้ากันเองของคนเหล่านี้
แต่ที่แน่ๆ ที่เขามั่นใจ คือลูกชายของเขามีมุมมองที่กว้างไกลเหลือเกิน!
“เอาละ ข้ารู้ว่าพวกเ้าดีใจ”
“ทุกคนเป็คนจน ต่างคนต่างพยายามหาเลี้ยงชีพอย่างยากลำบาก เตียงคั่งที่มีระบบทำความร้อนเหล่านี้ เดิมทีทำขึ้นเพื่อกันความหนาวเย็น”
“ตอนนี้หิมะตก อากาศก็ยิ่งหนาวขึ้นทุกวัน มีคนในเมืองจำนวนมากที่้าเตียงคั่ง ดังนั้นพวกเ้าต้องเรียนรู้ให้เข้าใจโดยเร็วที่สุด แบ่งกลุ่มเป็สองกลุ่ม กลุ่มละสี่คน ตามข้าและหยู่เจอไปเรียนรู้ อย่าให้เสียชื่อแก๊งดาวลูกไก่ เข้าใจหรือไม่?”
“เราเข้าใจแล้วขอรับ บอสเฉิน!!~”
^^
^^
ทุกคนตอบรับขานเสียงอย่างพร้อมเพรียง เฉินอ่าวก็พยักหน้าให้อย่างพอใจมากๆ ที่คนเหล่านี้ปรับตัวได้ไว เรียกเขาว่า “บอส” อย่างที่ลูกชายสุดที่รักกำหนด
จนในที่สุด พันธมิตรกิจการเตียงคั่งภายใต้ชื่อแก๊งดาวลูกไก่ ก็ถูกก่อตั้งอย่างเป็ทางการ สามารถเป็เสือนอนกินได้ไม่ต้องวุ่นวายอะไรที่ข้างนอกอีก
เฉินอ่าวเงยหน้ามองท้องฟ้า จ้องมองหิมะที่กำลังโปรยปรายตกลงมาอีกครั้ง ใบหน้าของเขามีสีหน้าสงสารสรรพชีวิต ถอนหายใจเบาๆ
“หืม..ข้าหวังเพียงว่าปีนี้จะไม่มีใครหนาวตายอีกละนะ”
เป็เพียงคำพูดที่ไม่ใส่ใจ แต่ในสายของซงฉีและคนอื่นๆ รู้สึกถึงแสงศักดิ์สิทธิ์ส่องประกายอยู่ตรงหน้า สว่างจ้าจนพวกเขาไม่สามารถลืมตาและไม่กล้ามองฉากนี้ตรงๆ
“โอ้ววว ดูนั่นสิ”
“วาจานี้ล้ำลึกกินใจข้ามาก”
ทั้งแปดคนมองไปยังบุคคลที่อยู่ตรงหน้าด้วยความชื่นชม ผู้ซึ่งเปล่งประกายเจิดจรัส จนหลายคนของกลุ่มเริ่มสาบานต่อ์ ว่าจะปฏิบัติตามกฎของแก๊งดาวลูกไก่ว่าจะสืบทอดกลุ่มเตาไฟต่อไปจนวันตาย!
“เอ่อ..พี่เหนียนอู่”
“ข้าก็ไม่ได้จะว่าอะไรหรอกนะ แต่แน่ใจรึว่าพลังจากรูนศรัทธาไม่ได้ส่งผลข้างเคียงอะไร?”
“…”
เฉินอวี๋ อดไม่ได้ที่จะหันไปพูดบางอย่างกับพี่สาวคนรอง เฉินเหนียนอู่ได้ยินก็หันขวับพองแก้มแดงๆ ด้วยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
“ทำไม พลังข้ามันน่าหัวเราะเยาะอีกอย่างนั้นเหรอ?”
นี่
ข้าไม่ได้ว่าสักหน่อย จะวีนใส่น้องชายตัวเองเพื่อ!!?
“…”
เฉินอวี๋ไม่คิด ว่าจะได้รับการตอบกลับจากพี่สาวเช่นนี้ เขาจึงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย แล้วพูดแก้ไขความใจผิดออกมาว่า
“ผู้ใดกล้าหัวเราะเยาะกัน เพียงแค่ข้าสงสัยถึงผลลัพธ์ ว่าแค่สัญลักษณ์ดาวลูกไก่ ทำไมถึงทำให้พวกเขายึดมั่นที่จะไม่หักหลังเราเื่เงิน?” เฉินอวี๋พยายามสอบถามถึงสิ่งที่เขาสงสัย ก่อนที่เฉินเหนียนอู่จะเชิดหน้าพูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่า
“ดาวลูกไก่ คือตัวแทนสัญลักษณ์ของเทพแสงผู้ศรัทธา แม้จะไม่มีตราเหล็กในมือ แต่ตราบใดที่สัญลักษณ์นี้ถูกประทับและบูชาด้วยเื พวกเขาจะไม่มีวันหักหลัง พวกเขาจะยึดมั่นต่อคำสาบาน พวกเขาจะนับถือในสิ่งที่ลั่นวาจา หากิญญาไม่สลาย แม้ตายไปแล้ว จิตของพวกเขาก็ยังยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลง มีอันใดจะสงสัยอีกหรือไม่?”
“…”
จากคำพูด ไม่นึกว่าแค่สิ่งเล็กๆ จะส่งผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง และเหมือนว่ายากที่จะปฏิเสธ เพราะเมื่อเฉินอวี๋หันไปมองยังกลางลานบ้าน ซึ่งพ่อของเขายืนเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่
เขาก็เห็นคนทั้งแปดคนในตอนนี้กำลังหลับตาคุกเข่า สองมือกุมไว้ที่หน้าอกราวกับกำลังนั่งอธิษฐาน โดยมีศูนย์กลางคือพ่อที่ใช้เป็เหมือนรูปปั้นบูชา
เมื่อมองดูพฤติกรรมที่ไม่เหมือนพิธีรับศิษย์ แต่เหมือนรับสาวกใหม่เปลี่ยนให้กลายมาเป็พวกคลั่งศาสนาแล้ว
มันก็ยากจะปฏิเสธจริงๆ
ว่าคำพูดของพี่สาว มันไม่มีอะไรผิดไปแม้แต่ข้อเดียวเลย
กลางลานบ้านที่เฉินอ่าวเงยหน้ามองหิมะตก มือซ้ายงอศอกเหนือสะดือมือขวาไขว้หลังเหมือนนักปราชญ์ ถูกสาวกพวกคลั่งศาสนาล้อมไว้ตรงกลาง มีเสียงอุทานเบาๆ รอบข้างเหมือนการสวดมนต์
“โอ้ววว”
“ช่างเป็แสงที่อบอุ่น”
“มันเป็ภาพที่บาดตาบาดใจข้ายิ่งนัก”
“เขาคือผู้สูงส่งที่มาโปรดมนุษย์อย่างพวกเราโดยแท้”
“ขอวิงวอน ผู้ศรัทธาอย่างพวกเราจะประพฤติตัวให้ดี”
“พระเ้าคุ้มครอง….”
“พระเ้าคุ้มครอง….อาเมน!!~~”
“…”
“…”
เกือบสองวันแล้วแม่ยังไม่กลับมา
แต่สมาชิกในบ้านก็ไม่ได้เป็ทุกข์หรืออดอยาก ด้วยพิธีรับสาวกเข้าศาสนา..เฮ้ย..ไม่ใช่
ด้วยพิธีรับลูกศิษย์เพื่อเรียนรู้การทำเตาคั่ง จึงมีเนื้อและสัตว์สำหรับค่าขึ้นครูมากพอให้ครอบครัวแซ่เฉินได้กิน
เฉินอวี๋ทำซุปปลาจากปลาอ้วนสองตัวของซงฉี ส่วนไก่ที่ของลุงหวู่ให้มาสามารถออกไข่ไว้กินได้ เฉินอวี๋มีแผนเื่ไข่อยู่แล้วจึงขอให้ท่านตาและพี่ชายสร้างเล้าไก่เพื่อเลี้ยงพวกมัน
แต่เป็ดและห่านที่เหลือค่อนข้างเลี้ยงยาก เพราะต้องหาแหล่งน้ำให้ว่ายเล่น จึงต้องนำไปฆ่าและแขวนไว้ข้างเตาผิงเพื่อรมควันเก็บไว้เป็อาหารสำรอง
เฉินเหนียนอู่เก็บขนเป็ดและขนห่านไว้เป็พิเศษเพื่อทำปากกาขนนก ในขณะที่ขนอ่อนเฉินอวี๋ก็ได้เก็บรวบรวมไว้เพื่อทำเป็ผ้าพันคอให้อิงเอ๋อ
และเหตุการณ์ทำนองนี้ก็มาไม่หยุด คือนับั้แ่เฉินอ่าวประกาศว่าจะรับลูกศิษย์ฝึกงานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบครัวแซ่เฉินก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเขตเมืองด่านนอกและเขตกลางเมือง
ทุกวันจึงมีคนมาที่บ้านของเฉินอวี๋เพื่อรอเป็ศิษย์ฝึกหัดอยู่เต็มเข้าแถวยาวสุดถนน ข้อแม้ก็เช่นเคย คือตราบใดที่พวกเขาสาบานว่าจะปฏิบัติตามกฎของวิชาชีพในใบพันธสัญญา ครอบครัวแซ่เฉินก็จะรับพวกเขาทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข ในเวลาเพียงสองวัน ทีมงานเตียงคั่งดาวลูกไก่จึงขยายใหญ่ออกมากถึง 10 สาขา
ศิษย์รุ่นแรก เช่น ซงฉี สามารถสอนแบ่งเบาภาระหัวหน้าใหญ่อย่างบอสเฉินได้ ชาวเมืองในเขตนั้นต่างดีใจกันมากที่ในที่สุดก็มีเตียงคั่งไว้ใช้เหมือนเขตย่านคนรวยสักที
ทุกวัน เ้าหน้าที่รักษาเมืองจะเห็นผู้คนจำนวนมากเดินเข้าออกเมืองด้วยมือเปล่า และกลับมาพร้อมโคลนสีเหลืองเต็มตัวประจำทุกวัน
เนื่องจากมีผู้คนสัญจรกระทั่งมีอาชีพขุดดินขึ้น คิดในราคาขนส่งแค่ 4-5 อีแปะ บริเวณประตูเมืองทิศตะวันตกจึงเต็มไปด้วยโคลนสีเหลือง คลองถูกเหยียบลอกไปตลอดสายจนแผ่นน้ำแข็งก็ยังกลัว
จนในวันนี้ เ้าเมืองเหลียงตง กำลังออกจากที่ทำการเพื่อกลับบ้าน ขณะนั่งอยู่บนรถม้า เขาก็เริ่มสังเกตว่ามีคนรวมตัวกันที่ทิศตะวันตกของเมือง
ปกติภายใต้สถานการณ์หิมะตก จะไม่มีใครออกมาจากบ้านเลย แต่เพียงมองผ่านถนนทิศตะวันตกในตอนนี้ กลับมองเห็นคนงานแบกโคลนสีเหลืองเดินไปมาจนลายตา
ท่ามกลางสายลมหนาว เ้าเมืองเหลียงตงดึงเสื้อคลุมขนสัตว์หนาของตนให้กระชับขึ้น จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกมาถึงสิ่งที่เห็นอยู่ด้วยความสงสัย
“คนพวกนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่รึ?”
“...”
