โม่เสวี่ยถงช่วยทุบไหล่ให้องค์หญิงิจู ในมุมที่นางยืนอยู่เห็นแววกรุ่นโกรธฉายวูบบนใบหน้าของเฟิงเจวี๋ยเสวียน ที่แท้ท่านอ๋องผู้สุขุมคัมภีรภาพผู้นี้ก็หาได้มีขันติธรรมสูงส่งดั่งคำร่ำลือ แค่ถูกเฟิงเจวี๋ยหร่านแตะถูกเื่จวนติ้งกั๋วกงก็โมโหโทโสเสียแล้ว
นางปรายหางตาไปยังบุรุษร้ายกาจที่ยั่วโทสะพี่ชายของตนเอง แล้วยังวางสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน นั่งเอนกายบนเก้าอี้สบายใจเฉิบ ดวงตาทรงเสน่ห์ราวกับปีศาจเป็ประกายวับวาวดุจลูกไฟเล็กๆ ที่กำลังเริงระบำภายใต้แสงตะเกียง ทว่าลึกล้ำจนยากหยั่งถึง คล้ายเห็นทุกอย่างเป็เื่สนุก และไม่นำพาต่อสิ่งใดในโลก
ชายหนุ่มรูปงามมีเสน่ห์ดึงดูดร้ายกาจเช่นนี้จะมีสติปัญญาโง่งมได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเท่าที่โม่เสวี่ยถงได้ััมา ยิ่งไม่อาจเชื่อว่าเซวียนอ๋องผู้นี้หาได้ตั้งใจหยั่งเชิงฝ่ายตรงข้าม จึงไม่วายกลอกตา แต่ใครจะคิดว่าบุรุษผู้นั้นกลับหันมองผ่านมาพอดี นางไม่แน่ใจว่าตนเองมองผิดไปหรืออย่างไร ที่เห็นความขุ่นเคืองฉายวูบออกมาจากก้นบึ้งดวงตาสงบนิ่งคู่นั้น
ผู้ใดไปยั่วอารมณ์ท่านอ๋องปีศาจอีกแล้วล่ะ?
เห็นได้ชัดว่าเ้านายพระองค์นี้กำลังมองหาที่ระบายโทสะ
โม่เสวี่ยถงย่อมไม่ยินดีรับชะตากรรมเป็ปลาในบ่อรอหายนะ ได้แต่เห็นใจผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องรองรับอารมณ์ของเขาอยู่เงียบๆ เซวียนอ๋องเป็คนจิตใจคับแคบนัก อารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทั้งยังเ้าคิดเ้าแค้น ใครไปทำสิ่งใดให้เคืองใจอีกเล่า หากเขาไร้ความสุข ผู้เคราะห์ร้ายคงไม่ได้มีแค่คนเดียว และคงถูกเล่นงานจนน่วมแน่นอน ช่างน่าสงสารยิ่งนัก!
แม้โม่เสวี่ยถงจะเห็นใจผู้อื่นเพียงใด แต่ก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน เมื่อเห็นสายตาวับวาวกวาดมองมาก็รีบเบนศีรษะหนี แสร้งทำเป็มองไม่เห็น ตั้งหน้าตั้งตาทุบไหล่ให้องค์หญิง
เฟิงเจวี๋ยเสวียนควบคุมอารมณ์อย่างรวดเร็ว เผยรอยยิ้มงามสง่าพร้อมซ่อนแววตาดำทะมึนกลับลงไป “น้องแปดช่างมีอารมณ์ขันนัก จวนติ้งกั๋วกงเป็ตระกูลฝ่ายมารดาของฮองเฮา จะหมายตาพวกเราสองพี่น้องได้อย่างไร พี่ไม่คิดจะแต่งสตรีสกุลสูงศักดิ์ที่มีอำนาจมากล้น ขอเพียงได้อยู่กับคนที่พึงใจก็เพียงพอแล้ว จึงไม่มีใจอยากผูกสัมพันธ์กับคุณหนูจวนกั๋วกงเ่าั้ ฮองเฮาทรงสนับสนุนน้องสาม ครานี้ก็คงเลือกชายาให้เขากระมัง อีกอย่างการแต่งงานก็เป็เื่ใหญ่ เสด็จพ่อย่อมจัดการด้วยพระองค์เอง พวกเราจะพูดมากไปไย”
คำกล่าวนี้ดูเหมือนเป็การบอกผู้อื่นให้เข้าใจความรู้สึกของตนเอง แม้ว่าคล้ายเป็การพูดหลีกเลี่ยง แต่กลับเหมาะสมและดูสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของเฟิงเจวี๋ยเสวียน ไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกผิดสังเกต หรือรู้สึกว่าเป็การเสแสร้ง แสดงความคิดแบบตรงไปตรงมา มีใจเพียงเสาะหาสตรีในฝัน ไม่ร้องขอสิ่งใดนอกเหนือไปจากนี้
เพียงแต่... ไม่มีสิ่งใด้าร้องขอจริงหรือ และไยต้องเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ต่อหน้าองค์หญิงิจู
จวนติ้งกั๋วกงแล้วอย่างไร ฮองเฮาแล้วอย่างไร เหตุใดจึงต้องมาสืบถามเบื้องลึกกันที่นี่
เฟิงเจวี๋ยหร่านลุกขึ้น ให้ไป๋หลิงยกน้ำชาถ้วยใหม่มาให้ หลังจากรับมาแล้วก็ก้าวเข้าไปหาเฟิงเจวี๋ยเสวียน กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เสด็จพี่กล่าวได้ถูกต้อง ใต้หล้ากว้างใหญ่ต้องให้เสด็จพ่อเป็ผู้ตัดสินพระทัยถึงจะเหมาะสมที่สุด เช่นนั้นคืนนี้พวกเรามาร่วมถวายพระพรให้เสด็จพ่อกันเถิด อันที่จริงบุรุษอย่างพวกเราควรฉลองกันด้วยสุรา แต่ที่นี่เสด็จอาทรงไม่อนุญาตให้ดื่ม น้องชายจึงขอใช้น้ำชาต่างเมรัย คารวะเสด็จพี่หนึ่งจอก” กล่าวจบก็ยกน้ำชาให้เฟิงเจวี๋ยเสวียนด้วยความนอบน้อม ริมฝีปากผลิยิ้มเบาบาง
เห็นอีกฝ่ายแสดงมารยาทถึงเพียงนี้ เฟิงเจวี๋ยเสวียนไม่อาจปฏิเสธน้ำใจ ลุกขึ้นยิ้มกล่าว “ขอบใจน้องแปดมาก รอถึงยามชวด[1] พวกเราไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ ถวายพระพรด้วยสุราให้ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน”
“แน่นอนอยู่แล้ว วันนี้คุณหนูรองจวนติ้งกั๋วกงก็อยู่ในวังหลวง ได้ยินว่านางเลื่อมใสในตัวเสด็จพี่มานานแล้ว อีกอย่าง... เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าอีกประเดี๋ยวคุณหนูรองติ้งกั๋วกงจะมาถวายพระพรเสด็จอาที่นี่ ขากลับจะได้ไปพร้อมกันกับเสด็จพี่พอดี เสด็จพ่อเห็นแล้วจะต้องรู้สึกยินดีเป็แน่” พลันหันไปกวักมือเรียกไป๋หลิงซึ่งรอปรนนิบัติอยู่มาถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูหลิงแจ้งว่าจะมาเมื่อไร”
เฟิงเจวี๋ยเสวียนเพิ่งยกชาขึ้นดื่มได้เพียงครึ่งคำได้ยินเช่นนั้นก็สำลัก น้ำชาพ่นพรวดออกจากปาก สีหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ
“เมื่อครู่ฮองเฮาทรงส่งคนมาแจ้ง ก็คงใกล้ถึงแล้วล่ะเพคะ” ไป๋หลิงครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เฟิงเจวี๋ยเสวียนนั่งอยู่ด้านข้าง ใบหน้าหล่อเหลางามสง่าบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ดำทะมึน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนเทศกาลฉลองส่งท้ายเหมันตฤดู แม้ไม่นับว่าเป็เื่อื้อฉาว แต่พี่ชายอยู่กับหญิงงามเพียงลำพัง แล้วมีน้องชายตามมาอยู่ด้วยอีกคน ผู้พบเห็นมิได้มีเพียงคนเดียว...
จะว่าไปแล้ว เฟิงเจวี๋ยเสวียนก็ไม่ได้ตกหลุมรักหลิงเฟิงเยียนแต่อย่างใด แค่คิดหลอกใช้เล็กน้อยเท่านั้น แต่ในความเป็จริง หลิงเฟิงเยียนกลับเป็ตัวสร้างปัญหามากกว่าจะเป็กำลังสนับสนุน หากจักรพรรดิทรงเห็นว่าพระโอรสองค์โตมีความคิดเป็อื่นกับสตรีที่เป็คู่เหมยเขียวม้าไม้ไผ่กับพระอนุชาของตนเอง ก็คงตำหนิว่าเขาไม่มีน้ำใจต่อพี่น้อง
ฮองเฮาทรงอยู่ข้างจวนติ้งกั๋วกง ย่อมอยู่ฝ่ายเฟิงเจวี๋ยเหล่ย แม้หลิงเฟิงเยียนจะมีรูปโฉมงดงาม แต่ไม่มีประโยชน์ต่องานใหญ่ของตนเอง และหากเกิดปัญหาใดขึ้น ก็ไม่อาจทอดทิ้งได้ง่ายๆ การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนางจึงหาใช่การตัดสินใจที่ฉลาด
ดังนั้นสาเหตุที่เฟิงเจวี๋ยเสวียนมาที่นี่ เพราะมีเหตุผลอื่น และหลีกเลี่ยงการพบหน้ากับหลิงเฟิงเยียนที่พระตำหนักของฮองเฮา แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาถวายพระพรพระมาตุจฉาของเขาถึงพระตำหนักิจู ดวงตาอ่อนโยนพลันกรุ่นโทสะ ฮองเฮาทรงมีพระประสงค์ให้หลิงเฟิงเยียนผูกมัดเขาให้ได้นั่นเอง
หากคิดใช้แผนหญิงงาม ก็ควรทำให้ตนเองรู้สึกหวั่นไหวด้วยถึงจะถูก สายตาพลันเลื่อนไปยังดวงหน้างดงามอ่อนช้อยดั่งดอกฝูหรงที่อยู่ตรงข้าม รอยยิ้มพราวพร่างประหนึ่งบุปผางามยามวสันตฤดู ดวงตาหวานหยาดเยิ้มภายใต้แสงเทียน ทำให้เขามิอาจละสายตา
“ทูลองค์หญิง คุณหนูรองสกุลหลิงขอเข้าเฝ้าถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนเดิมวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนเพื่อรายงาน
“เชิญเข้ามาเถิด” องค์หญิงิจูมุ่นคิ้วแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกรำคาญ “วันนี้ตำหนักของเปิ่นกงมีดีอันใดนักหนา ใครๆ ต่างก็มารวมตัวกันที่นี่ คึกคักยิ่งกว่าปีก่อนเสียอีก”
“ตำหนักของเสด็จอาเป็สถานที่มงคล หลานๆ ย่อมมาถวายพระพร คืนนี้เป็วันฉลองรับปีใหม่ ควรต้องมาคารวะด้วยน้ำชา ขอให้เสด็จอาทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง” เฟิงเจวี๋ยเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ปรกติที่นี่เงียบเหงานัก วันนี้มีคนมากันครึกครื้น น่าจะเป็เื่ดีมากกว่า ได้ยินมาว่าคุณหนูรองสกุลหลิงถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในเหย้าเรือนไม่ค่อยมีผู้ใดได้พบเห็น แต่ได้ชื่อว่าเป็ยอดหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง วันนี้หลานมีโอกาสได้ยลโฉมยอดพธู ก็ด้วยอาศัยพระบารมีของเสด็จอา นับว่าเป็ของขวัญชิ้นพิเศษที่ทรงประทานให้ทีเดียว” น้ำเสียงเอ้อระเหยเจือไปด้วยความเกียจคร้านของเฟิงเจวี๋ยหร่าน ทุ้มนุ่มน่าหลงใหล ประหนึ่งเสียงพิณประโลมใจผู้คน
หลิงเฟิงเยียนที่เพิ่งเข้ามาถึง ได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ก็ลอบช้อนตามองอย่างอดใจไม่ไหว สายตาจึงประสานกับดวงเนตรสีนิลคู่งามเข้าพอดี ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม อาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงปักดิ้นทองลายัโผทะยานทำให้บุรุษตรงหน้าคล้ายมิใช่มนุษย์ จมูกโด่งเป็สันรับกับริมฝีปากแดงชาดเงางาม คางโค้งมนเป็มุมสวยไร้ที่ติ ท่วงท่าผึ่งผายงามสง่ายากจะหาไหนเปรียบปาน
เนตรหงส์ปรือน้อยๆ นิ้วมือเรียวดังแท่งหยกขาวกระจ่างถือถ้วยชาอยู่ในมือ แววตาระยิบระยับคล้ายถ่ายทอดความรู้สึกลึกซึ้ง เผลอสบตาเพียงแวบเดียวก็เสมือนถูก่ชิงจิติญญา
วันนี้หลิงเฟิงเยียนมาตำหนักิจูด้วยพระบัญชาของฮองเฮา จากการสอบถามได้ความว่า เพราะฉู่อ๋องมาที่นี่นางถึงตามมาด้วย จึงมาช้ากว่าเล็กน้อย วันนี้นางต้องแสดงบทบาทเป็สตรีที่ตกหลุมรักและรู้สึกเสน่หาในตัวเขาอย่างลึกซึ้ง ฮองเฮาทรงเตรียมการไว้พร้อมแล้ว หลิงเฟิงเยียนย่อมไม่อาจเพิกเฉย หลังออกมาจากตำหนักฮองเฮาก็ตรงมาที่นี่อย่างรีบร้อน
แต่การที่เฟิงเจวี๋ยหร่านปรากฏตัวอยู่ที่นี่คือสิ่งที่นางคาดไม่ถึง
หลังจากพบกันวันนั้น นางก็จดจำเขาไว้ในใจ แม้จะรู้สึกว่าตนเองไม่ชอบบุรุษเ้าสำราญที่ใช้ชีวิตเสเพลไม่เป็โล้เป็พาย แต่ผู้ที่มักปรากฏในความฝันตลอดมากลับมิใช่เฟิงเจวี๋ยเหล่ยหรือเฟิงเจวี๋ยเสวียน
ดังนั้นเมื่อพบกันอีกครั้ง ก็ตื่นเต้นจนเกือบควบคุมความรู้สึกไว้ไม่อยู่ โชคดีที่นางได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างเข้มงวด จึงสามารถควบคุมอารมณ์ได้ นางขบริมฝีปากระงับความตื่นเต้นจนนิ่งสงบ แล้วให้สาวใช้ประคองเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าแช่มช้อยจนมาถึงหน้าพระพักตร์องค์หญิง แล้วคุกเข่าถวายบังคมเต็มพิธีการ “เฟิงเยียนถวายพระพรองค์หญิง ขอทรงพระเกษมสำราญ พระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง”
ทุกก้าวย่างของนางดูงดงามอ่อนช้อยปานหลิวลู่ลม น้ำเสียงอ่อนหวานตรึงใจ ผนวกกับท่วงท่าทางการแสดงออกที่แช่มช้อย ทั้งการเดิน การทอดสายตา การคุกเข่าถวายบังคม เห็นได้ชัดว่าได้รับการอบรมมาเป็อย่างดี และฝึกฝนหน้ากระจกมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง จนมั่นใจว่าทุกอิริยาบถของตนเองสามารถมัดใจคนได้อยู่หมัด
แต่หารู้ไม่ว่าในสายตาผู้อื่นกลับดูเป็การเสแสร้ง ที่นี่ไม่มีผู้ใดรู้สึกดีกับนางสักคน แล้วจะเกิดความรู้สึกเมตตาสงสารได้อย่างไร
โดยเฉพาะเฟิงเจวี๋ยเสวียนที่ยามนี้คิดอยากจะเชิญนางไปอยู่ให้ไกลเสียด้วยซ้ำ ฮองเฮาทรงมีความคิดเช่นไร แม้ไม่ต้องบอกก็รู้ได้
เขาไม่้ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องใดๆ กับสตรีผู้นี้ จึงจงใจทำเมินเฉยคล้ายมองไม่เห็น
เฟิงเจวี๋ยหร่านซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งกลับมองพิจารณาคุณหนูรองสกุลหลิงั้แ่หัวจรดเท้าอย่างอุกอาจ แล้วก็ส่ายหน้าอยู่ในใจ รู้สึกว่าทั้งรูปร่างหน้าตา ลักษณะท่าทาง การวางตัวที่ดูเสแสร้ง แม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้าก็จอมปลอมยิ่งนัก... นี่น่ะหรือ หญิงงามอันดับหนึ่ง สู้ถงเอ๋อร์ของตนเองไม่ได้แม้แต่ปลายเส้นผม ดูดวงตากลมโตที่ถลึงใส่อย่างดุร้ายคู่นั้นสิ ช่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวา โมโหมากเท่าไรก็แสดงออกมาเท่านั้น สตรีที่เหมือนท่อนไม้สวมหน้ากากตลอดเวลาหรือจะมาเทียบได้
โม่เสวี่ยถงเห็นเฟิงเจวี๋ยหร่านมองหลิงเฟิงเยียน แล้วชำเลืองมาเปรียบเทียบกับตนเอง สีหน้าเริ่มดำทะมึนขึ้นเรื่อยๆ พลางถลึงตาดุใส่คนไม่มีมารยาท แต่บุรุษผู้นั้นก็มิได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย สุดท้ายจึงตัดสินใจเมินเขาเสีย หันหน้าหลบไปด้านข้าง บัดนี้อยู่ต่อหน้าองค์หญิงิจู นางไม่กล้าวางตัวเหิมเกริม
แต่ปฏิกิริยาของทุกคนย่อมอยู่ในสายตาขององค์หญิง นางลอบพยักหน้าอยู่ลับๆ สีหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ ดูทรงอำนาจ “คุณหนูรองสกุลหลิงลุกขึ้นเถิด ขอบใจมากที่มีน้ำใจมาเยี่ยมเยียนหญิงม่ายตัวคนเดียวอย่างเปิ่นกง มิทราบว่าคุณหนูมาที่นี่ เพื่อมาถ่ายทอดพระเสาวนีย์ใดของฮองเฮาหรือ”
หลิงเฟิงเยียนไม่เคยมาพระตำหนักิจู และที่มาครั้งนี้เพราะมีแผนการ องค์หญิงพระองค์นี้ทรงมีจิตใจดีงาม แต่ยามนี้ดูเหมือนจะลุโทสะอยู่หลายส่วน
ฮองเฮาจะสร้างปัญหาอันใด นางหาได้นำพา แต่ไม่จำเป็ต้องส่งใครมาตำหนักิจู หลังจากพระสวามีสิ้นไป ตนเองก็ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ แม้ว่าตำหนักิจูจะอยู่ใจกลางของวังหลวง แต่ทูลขอฝ่าาช่วยให้นางได้อยู่อย่างเงียบสงบ
หลิงเฟิงเยียนไหนเลยจะไม่เข้าใจความหมาย สีหน้าพลันขาวซีด ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อมีน้ำตารื้น ดูอ่อนแอน่าสงสารยิ่งนัก
“ทูลองค์หญิง หม่อมฉันมาที่นี่เพื่อมาอยู่พูดคุยเป็เพื่อนองค์หญิงแทนฮองเฮาเพคะ ดังนั้น...” วาจาที่กล่าวเต็มไปด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้นไม่ยอมลุกขึ้น
“ความหวังดีของฮองเฮา เปิ่นกงขอรับด้วยใจ เพียงแต่ในคืนแห่งการเฉลิมฉลองเยี่ยงนี้ ใครบ้างไม่อยากอยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เ้ารีบกลับบ้านไปเถิด จวนติ้งกั๋วกงจะได้ไม่ขาดธิดากตัญญูไปคนหนึ่ง” องค์หญิงิจูกล่าวเสียงเรียบ ทำเหมือนไม่เห็นสีหน้าน้อยอกน้อยใจของอีกฝ่าย เฟิงเจวี๋ยหร่านเอนกายบนเก้าอี้ในท่วงท่าเกียจคร้าน ชมเื่สนุกอย่างตั้งอกตั้งใจ
เฟิงเจวี๋ยเสวียนก้มหน้าหลุบตาลง สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
มีเพียงไป๋หลิง นางกำนัลประจำตัวขององค์หญิงิจูที่มองสตรีที่คุกเข่าอยู่สองสามครา เบื้องลึกแววตาคล้ายมีบางอย่าง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางกำนัลเพียงคนหนึ่ง แม้ว่าจะได้รับความโปรดปรานเพียงใดก็ไม่กล้าเอ่ยวาจา
จวนติ้งกั๋วกงขาดธิดากตัญญูไปคนหนึ่ง แต่สตรีผู้นี้กลับมาปรากฏตัวอยู่ในวังหลวง ทั้งที่หาได้สนิทสนม หรือมีความสัมพันธ์ต่อกัน แล้วคุณหนูผู้นี้ถือสิทธิ์อันใดมาปรากฏต่อหน้านาง นี่ไม่ใช่การปฏิเสธ แต่เป็การฉีกหน้าอย่างยับเยิน ครานี้ฮองเฮาแสร้งตีมึน ส่งหลิงเฟิงเยียนมาแสดงลวดลายถึงที่ ต่อไปยังจะเห็นความสำคัญของตนเองอีกหรือไม่
หลิงเฟิงเยียนหน้าแดงก่ำสลับขาวซีด ต่อหน้าท่านอ๋องผู้องอาจหล่อเหลาทั้งสองพระองค์
…………………………………………………………………………………………………………..
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ยามชวด หรือยามจื่อ หมายถึง่เวลา 23:00-1:00 น.
