อีกครั้งที่ได้เข้ามาัักับชีวิตในมหาลัยแม้ว่าหลินลั่วหรานจะไม่ต้องไปนั่งฟังการสอนที่ห้องเรียนกับนักเรียนคนอื่นแต่ว่าขั้นตอนการเรียนของเธอเองก็ไม่ใช่น้อย
ตอนนี้เธอได้รู้จักกับตัวอักษรโบราณแล้ว จากประวัติศาสตร์นั้นอักษรกระดองเต่า อักษรโลหะ ต้าจ้วน เสี่ยวจ้วน อักษรแบบง่ายอักษรทาส...สิ่งเหล่านี้ต่างก็คือประวัติศาสตร์ความเป็มาของตัวอักษรและก็เป็การเปลี่ยนแปลงของตัวอักษรต่างๆ ด้วย แน่นอนว่าหากเป็ด้านของจุดตัดต่างๆไม่ว่าจะเป็อักษรพักส์ปาอักษรทรงเหลี่ยม อักษรตัวอักษรชะกะไต อักษรไทเปงอักษรไทยใต้คง อักษรนาซีตงปา อักษรต้ง อักษรเกอปามันมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วนราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
หากว่าคนคนหนึ่ง้าที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปของตัวอักษรเหล่านี้ให้รู้กระจ่างแม้ว่าจะเป็นักฝึกศาสตร์ที่มีชีวิตยาวนานกว่าคนทั่วไปก็คงจะต้องเสียเวลามากอยู่ดี ดังนั้นแล้วพวกนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ช่างน่าเคารพมากเหลือเกินพวกเขาใช้แรงใจเป็อย่างมากในการรวบรวมเอาตัวอักษรทั้งหลายมาทำเป็รูปเล่มและก็ยังเอามาเทียบกับอักษรในยุคปัจจุบัน ทำให้คนรุ่นหลังได้รับความสะดวกสบายขึ้นมามากในการเรียนรู้
ข้อดีที่หลินลั่วหรานมีก็คือ เธอมีความจำที่ดีกว่าคนทั่วไปมากตอนนี้ในเวลาอ่านหนังสือ ขอเพียงแค่เธอตั้งใจอ่านเธอก็สามารถใช้ความสามารถมองและไม่ลืมเลือนของตัวเองได้ดังนั้นเมื่อมาเรียนอะไรที่ต้องใช้ความจำแบบนี้ มันจึงมีประโยชน์มากทีเดียว
ตอนที่หลินลั่วหรานมาเรียนกับอาจารย์ชีนั้นโดยส่วนมากเธอก็จะท่องจำด้วยตัวเอง บางครั้งเมื่อการจำตัวอักษรก็น่าเบื่อจนเกินไปเธอก็จะนำเอาบัตรยืมหนังสือที่อาจารย์ชีช่วยทำให้ไปยังโซนหนังสือโบราณอันแสนห่างไกลของห้องสมุดชู่ต้าเพื่อหาหนังสือมาอ่าน
เป้าหมายของเธอก็คือ พวกตำนานประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็ทางการพวกที่คัดลอกจารึกลงมาพวกนั้นไม่ใช่พวกประวัติศาสตร์ที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงแล้ว เมื่อตั้งใจอ่านอย่างละเอียดเธอก็รู้สึกว่ามันดูน่าสนใจมากทีเดียว เธอเคยพบกับหรงตงหลินผ่านๆที่ห้องสมุดมาหลายครั้ง เขาเองก็เป็นักเรียนของอาจารย์ชีเช่นกันอาจารย์ชีบอกว่าหรงตงหลินเป็คนที่มีพร์มาก...เพียงแต่ด้วยสภาพทางบ้านของหรงตงหลินแล้วเวลาว่างส่วนมากของเขาต่างก็ใช้ในการทํางานเสริม ทำให้อาจารย์ชีได้แต่ถอนหายใจ
เมื่อพูดไปถึงสภาพทางบ้านของเขา หลินลั่วหรานก็นึกไปถึงเพื่อนร่วมชั้นของลั่วตงอย่างหวงเวยเจี้ยนขึ้นมา
เธอเคยคิดว่าเขาเป็เด็กที่ดูน่าประหลาดจึงได้ไปสอบถามเื่ของหวงเวยเจี้ยนมาจากคุณป้าหลิวตอนแรกเธอสงสัยว่าหวงเวยเจี้ยนจะเป็คนที่ใครสักคนส่งมาอยู่ข้างหลินลั่วตงแต่ว่ามันกลับผิดไปจากที่เธอคาดไว้เ้าของตึกบอกว่าหวงเวยเจี้ยนกับคุณปู่ของเขาพักอาศัยอยู่ที่ห้องสังกะสีบนดาดฟ้ามาเจ็ดแปดปีแล้วที่ผ่านมาก็ได้แต่พึ่งคุณปู่อยู่คนเดียว ตอนที่เพิ่งมาเขามีอายุเพียงแค่สี่ห้าขวบเท่านั้นคุณป้าหลิวนั้นเห็นเขาเติบโตมาด้วยตาของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก
คุณปู่ของหวงเวยเจี้ยนนั้นมักจะไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ หรือเก็บขยะเพื่อนำมาเลี้ยงดูหวงเวยเจี้ยนอยู่เสมอคุณป้าหลิวบอกว่า แม้ว่าเขาจะจน แต่ก็เป็คนแก่ที่มีจิตใจที่แข็งแรงดีแต่คุณปู่ที่ร่างกายแข็งแรงคนนั้นอยู่ดีๆ ก็หายตัวไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเสียเฉยๆ
สิ่งเดียวที่หลินลั่วหรานสงสัยก็คือ คุณปู่ของหวงเวยเจี้ยนไปเอาเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาจากที่ไหนอีกทั้งยังบังเอิญย้ายหวงเวยเจี้ยนเข้ามาที่โรงเรียนของหลินลั่วตงก่อนที่เขาจะหายตัวไปอีก เงินค่าการศึกษาของหลินลั่วตงนั้นเธอเป็คนไปจ่ายด้วยตัวเอง ทำให้เธอรู้ว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไปสำหรับคนทั่วไปแล้ว ก็นับได้ว่าเป็จำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียวดังนั้นอย่าได้พูดไปถึงคนที่ทำงานเล็กๆ น้อยๆ หรือเก็บขยะขายอย่างคุณปู่หวงเลย
จะเป็ไปได้ไหมว่าหลังจากที่คุณปู่หวงหายตัวไปหวงเวยเจี้ยนก็ได้พบกับอะไรบางอย่างเข้าโดยบังเอิญ?
เมื่อความคิดนี้ลอยขึ้นมา หลินลั่วหรานก็ต้องปฏิเสธมันไปทันที
เพราะขนาดคนที่มีพื้นที่ลึกลับอยู่ในมือภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือนก็ไม่สามารถมีระดับการฝึกศาสตร์เช่นเดียวกันกับหวงเวยเจี้ยนในตอนนี้ได้ใช่แล้วสิ่งที่ทำให้หลินลั่วหรานสนใจในตัวเพื่อนร่วมชั้นของหลินลั่วตงคนนี้มาตลอดก็คือเขาเป็นักฝึกศาสตร์ระดับฝึกลมปราณคนหนึ่ง
ถ้าหากว่าทุกๆ ที่ต่างก็มีของวิเศษอย่างพื้นที่ลึกลับโลกแห่งการศึกษาก็คงจะไม่ย่ำแย่ถึงขนาดนี้ พื้นฐานพลังของเป่าเจียก็ไม่ได้แย่ในตอนไร้ซึ่งการช่วยเหลือ ภายในระยะเวลาการฝึกศาสตร์ตลอดสามปีเธอก็ยังคงไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับฝึกลมปราณตอนต้นอย่างเป็ทางการเสียที...ดังนั้นหวงเวยเจี้ยนจะต้องเริ่มฝึกศาสตร์มาั้แ่เด็กแล้วถึงจะถูก
ปัญหาก็คือ ถ้าหากว่าคุณปู่ของหวงเวยเจี้ยนเป็นักฝึกศาสตร์คนหนึ่งแม้จะเป็เพียงแค่ระดับฝึกลมปราณก็ตาม แต่ทำไมถึงจะต้องไปทำงานหรือว่าเก็บขยะเพื่อใช้ชีวิตแบบนั้น? แถมตอนนี้ยังมาหายตัวไปอีก...
ช่างเถอะ ช่างเถอะ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวถ้าหากว่าใครสักคน้าที่จะส่งหวงเวยเจี้ยนมาอยู่ข้างกายของลั่วตงจริงนักฝึกศาสตร์ระดับฝึกลมปราณอายุสิบสองปี พร์ระดับดีมากแบบนี้จะต้องเป็คนระดับไหนกัน?
หลินลั่วหรานหัวเราะเยาะให้กับตัวเองให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไปแล้วหรือเปล่า
เมื่อกำจัดปัจจัยเหล่านี้ออกไปตอนนี้หลินลั่วหรานกลับรู้สึกสนใจในตัวของหวงเวยเจี้ยนเสียมากกว่า
วันนั้นเมื่อเห็นว่าเ้าของที่พักมาเร่งค่าเช่า เธอก็ได้ยินว่านักปราชญ์ตัวน้อยคนนี้พูดว่า้าจะหาเงินหลินลั่วหรานรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก ทุกๆวันหลังจากที่มารับหลินลั่วตงหลังเลิกเรียนแล้ว ทั้งสองก็จะ ‘สะกดรอย’ ตามเขามาบางครั้งเธอก็พาหลินลั่วตงกลับไปส่งก่อน แต่ก็ไม่เคยขาดเลยสักวัน
เวลาครึ่งเดือนได้ผ่านพ้นไปแล้ว หวงเวยเจี้ยนได้แต่กลับบ้านเย็นขึ้นทุกวันและก็เริ่มเก็บขยะนานขึ้นทุกวันเช่นกันหรือว่านักปราชญ์ตัวน้อยระดับฝึกลมปราณคนนี้บางทีอาจจะยังไม่พบถึงพลังของตัวเองก็ได้ ความจริงแล้วหากว่าเขาสามารถใช้พลังของตัวเองได้อย่างเหมาะสม เขาก็สามารถที่จะหาเงินได้ในแบบที่คนธรรมดาทั่วไปคาดไม่ถึงได้อย่างแน่นอนถ้าหากจะหาเงินให้ได้มากขึ้น มันก็ทำได้ง่ายขึ้นมากทีเดียว
แต่เพื่อนตัวน้อยหวงเวยเจี้ยนกลับรู้จักแต่การเก็บขยะหลินลั่วหรานไม่รู้จะบอกว่าเขาใสซื่อบริสุทธิ์ หรือว่าโง่ดีและบางทีก็อาจจะเป็เพราะจิตใจที่มั่นคงถึงทำให้เขากลายเป็คนที่อดทนเสียยิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก?
ด้วยระดับการศึกษาของหลินลั่วหรานในปัจจุบันเธอสามารถััได้ถึงพลังที่ขยับอยู่ภายในกระเป๋าผ้าใบนั้นของหวงเวยเจี้ยนแม้ว่าหวงเวยเจี้ยนจะไม่รู้จักพลังเวทของธาตุทั้งห้า แต่ของที่อยู่ด้านในนั้นก็มากพอที่จะขัดขวางไม่ให้พวกเด็กคนอื่นเข้ามารังแกเขาได้แล้ว
แต่ว่าหลินลั่วหรานตามติดเขามาตลอดครึ่งเดือนก็พบว่าเด็กคนนี้มีความสามารถเพียงแค่การเก็บขยะเท่านั้นถ้าหากว่าเขาเป็คนที่ใครส่งมาจริง...อย่างไรวันนั้นหลินลั่วตงก็เคยออกตัวช่วยเขาไปแล้วแต่เด็กคนนี้ก็ยังคงปฏิเสธคนอื่นและมีท่าทางสงบนิ่งราวกับเทือกเขาน้ำแข็งอยู่เหมือนเดิมจนหลินลั่วตงได้แต่อึดอัดใจ
เมื่อเห็นว่าหวงเวยเจี้ยนกำลังถือกระสอบเดินออกไปอีกครั้งลั่วตงก็หาวออกมา “พี่สาวทำไมเราถึงต้องมาตามหวงเวยเจี้ยนทุกวันด้วย?”
คำถามของเขาทำเอาหลินลั่วหรานนิ่งไป ใช่แล้วความจริงหวงเวยเจี้ยนก็ไม่ได้มีอะไรน่าสงสัยแล้ว แล้วเธอจะยังตามสะกดรอยเขาไปทำไม?
หลินลั่วหรานปัดมือไปมา “ไปเถอะพรุ่งนี้พวกเราจะไม่มาแล้ว”
ทุกๆ คนต่างก็มีการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ด้วยท่าทางปฏิเสธคนและห่างเหินของเสี่ยวหวงเขาก็ไม่้าให้ใครเข้าไปช่วยเหลือเธอเองก็ไม่ใช่คนดีถึงขนาดที่จะเป็ฝ่ายออกตัวจ่ายเงินค่าที่พักให้กับเขา
ส่วนลั่วตงนั้น แม้ว่าการมีเพื่อนที่นิสัยดีและเป็นักปราชญ์ที่มีพร์เป็เพื่อนก็ดี แต่หากว่าถ้าไม่มีก็ไม่ได้มีอะไรน่าเสียดาย
ตัวลั่วตงเองก็เป็ผู้มีความสามารถอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
พื้นฐานพลังธาตุดินเดี่ยว เอาไว้รอจนลั่วตงอายุครบสิบแปดปีเมื่อไรเขาก็สามารถเลือกมันได้แล้ว
เมื่อเทียบกันกับหวงเวยเจี้ยนที่อยู่ๆก็ปรากฏตัวมาอยู่ข้างกายหลินลั่วตงแล้ว เจิงเทียนผู้เป็เ้าของ ID ‘โลกวันวานอันแสนโหดร้าย’ ก็เต็มไปด้วยความลำบากใจ
ใช่แล้ว ั้แ่ที่เขาได้แลกยารวมพลังมาจากบ้านตระกูลหลินเดิมทีเขาก็ตั้งใจว่าจะหลบเข้าไปในป่าลึก แล้วเก็บตัวฝึกศาสตร์สักพักแต่ว่าเมื่อยารวมพลังเพิ่งจะย่อยสลายไปได้เพียงแค่เม็ดเดียวข่าวที่ว่าปู่ของเขาเส้นเืในสมองแตกก็ถูกส่งมา ตอนนี้ห้องและบ้านขายยากขึ้นทุกวันเพื่อที่จะมีเงินทุนในการใช้ฝึกศาสตร์ในอนาคตทำให้เจิงเทียนอดที่จะมาดูแลสำนักงานที่เมืองหรงเฉิงด้วยตัวเองในระยะหนึ่งไปไม่ได้
ตระกูลเจิงนั้นรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับคำว่าฝึกศาสตร์ของเจิงเทียนแม้ว่าจะไม่ได้บังคับเื่ที่เขาเอาเงินไปซื้อหยกจำนวนมากแต่ว่าพวกเขาก็ยังหวังให้เจิงเทียนเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยหากว่าการฝึกศาสตร์นั้นไม่สำเร็จอย่างน้อยเขาก็สามารถที่จะสืบทอดกิจการที่บ้านต่อไปได้
ดังนั้นแล้วคนที่หนีออกไปฝึกศาสตร์กลางป่าอย่างเจิงเทียนเมื่อถูกส่งไปยังบริษัทย่อยที่เมืองหรงเฉิงก็ถูกย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชู่ต้าคณะการบริหารปีสามด้วย...ตอนนี้เขาอายุยี่สิบห้าปีแล้วและเรียนมหาลัยมาทั้งหมดหกปี แต่ก็ยังจบเสียทีและนี่ก็เป็เพราะว่าเขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับโลกแห่งการฝึกศาสตร์
แน่นอนว่าในการฝึกศาสตร์ของเจิงเทียนก็เรียกได้ว่าเพิ่งัักับขอบประตูของโลกแห่งการฝึกศาสตร์เท่านั้นเขาก็รู้จักเพียงนักฝึกศาสตร์ระดับฝึกลมปราณตอนต้นเท่านั้น ทุกๆวันเขาก็จะตามคนพวกนั้นไปต้อยๆ พร้อมกับเรียกว่ารุ่นพี่ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับพลังเวททั้งหลาย
เจิงเทียนไม่ได้คุ้นชินกับเมืองหรงเฉิงมากนัก เขารู้เพียงแค่ว่าที่เขาชิงเฉิงมีผู้าุโระดับพื้นฐานอยู่สองคนดังนั้นการมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยชู่ต้า เขาจึงระมัดระวังตัวมาก
เมื่อนึกไปถึงยารวมพลังที่เก็บเอาไว้ เจิงเทียนก็สติหลุดลอยไป
หลังจากรายงานตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไปหาห้องพักแถวมหาลัยเก็บตัวน่าจะดีกว่า...การฝึกศาสตร์นั้นเป็เส้นทางหลักของเขาส่วนเื่มหาวิทยาลัย เฮอๆ ถ้าจะจบช้ากว่านี้ไปอีกสักสองปีก็ยังไม่สายนี่!
“ปึก” ด้วยแรงหยุดอย่างกะทันหัน ก่อนที่จะชนเข้าคนที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยอย่างเจิงเทียนก็เกือบจะพุ่งออกไปนอกหน้าต่างรถ
จิตใต้สำนึกที่มึนงงของเจิงเทียนััได้ว่า น่าจะเกิดรถชนขึ้นและเพื่อนที่นั่งขับรถอยู่ข้างกายของเขาก็เริ่มโมโหขึ้นมา หลังจากใ
คนที่ขับรถมาส่งเขาคือลูกของผู้จัดการบริษัทย่อยที่หรงเฉิงอย่างเฉาลี่หยางตอนเด็กๆ เขาเป็เพื่อนเล่นที่ดีของเจิงเทียนเมื่อเจิงเทียนมาเมืองหรงเฉิงในครั้งนี้ ทั้งสองก็นัดพบกันอีกครั้งและวันนี้เขาก็้าจะมาส่งเจิงเทียนรายงานตัว
เฉาลี่หยางเปิดประตูออกด้วยความโมโห เดิมทีด้านหน้ารถของเขาก็ต่ำอยู่แล้วดังนั้นเมื่อถูกชนแบบนี้ มันก็แตกละเอียดออกมาผู้กระทำความผิดตกลงมาจากรถจักรยานและกลิ้งอยู่บนพื้น เขามองไปยังรถที่ถูกชนพังก่อนจะเหม่อลอยออกไป หรงตงหลินต้องรีบไปเป็ติวเตอร์ทำให้เขาอดที่จะปั่นจักรยานให้เร็วขึ้นไม่ได้ แต่ว่าเหตุผลหลักก็เป็เพราะรถคันนี้ขับอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยด้วยความเร็วหรงตงหลินเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนขับรถแบบนี้ในมหาวิทยาลัยชู่ต้าดูเหมือนว่าจะหนีไปตอนนี้ก็คงจะไม่ทันแล้ว
“บ้าเอ๊ย!”
เฉาลี่หยางมองออกไปยังหน้ารถ ก่อนที่จะโมโหขึ้นมานี่เป็รถคันใหม่ที่เขาเพิ่งจะได้มาเพียงแค่เดือนเดียวเขาต้องขอร้องพ่อของเขาอยู่นานจนพ่อที่เป็ผู้จัดการที่บริษัทย่อยของเจิงชื่อรู้ว่าเพื่อนในสมัยเด็กของเขาอย่างเจิงเทียนจะมาเมืองหรงเฉิงเขาถึงได้ยอมซื้อให้
“นี่แกอยากตายเหรอ!” เฉาลี่หยางเต็มไปด้วยความโมโหก่อนที่จะใช้เท้าถีบไปยังรถจักรยานของหรงตงหลิน
หรงตงหลินไม่เคยพบกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน เมื่อเขายืนขึ้นสิ่งแรกที่เขาทำก็คือขอโทษ แม้ว่าเฉาลี่หยางจะใช้จักรยานของเขาในการระบายอารมณ์เขาเองก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร
เหยียนเฟิงเดินตามมาจากด้านหลัง เมื่อถามถึงเหตุผลอย่างละเอียดแล้วเขาก็โมโหขึ้นมา “นี่นายมันเป็เพราะว่านายขับรถเข้ามาในมหาวิทยาลัย แล้วไม่ลดความเร็วไม่ใช่เหรอ? เพื่อนฉันไม่เรียกค่ายากับนายก็ดีเท่าไรแล้วยังจะมาหาเื่กับคนที่สู้ไม่ได้อีกทำไม?”
‘ค่ายา?’ เฉาลี่หยางเองก็นับได้ว่าเป็เด็กหลังยุค 80 คนหนึ่ง โดยปกติแล้วเขาก็มักจะทำตัวก้าวร้าวเวลาอยู่กับเพื่อนหากไม่หาเื่ก็คงไม่เป็อะไร แต่เขาจะยอมให้คนอื่นมา ‘เอาประโยชน์’ แบบนี้ได้อย่างไร
เฉาลี่หยางมองไปยังหน้ารถของตัวเองก่อนที่จะถามชื่อชั้นของหรงตงหลินเอาไว้ พร้อมกับนำเงินออกมาโยนลงบนพื้น “นี่ค่ายา...ส่วนเื่ใบเสร็จค่าซ่อมรถ ฉันจะส่งมาให้ทีหลัง”
เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่สนใจเสียงของเรียกร้องของเหยียนเฟิงอีกก่อนจะเปิดประตูรถกลับเข้าไป แล้วเหยียบคันเร่งพุ่งออกไปทันที
เจิงเทียนรูปลงบนหน้าของตัวเอง “ฉันว่านายคงไม่ได้ตั้งใจจะไปเก็บเงินค่าซ่อมรถกับคนพวกนั้นจริงๆใช่ไหม...ดูท่าทางจะไม่ใช่เด็กที่มีเงินอะไร ช่างมันเถอะ ยังไงรถก็มีประกันนี่” การมาเมืองหรงเฉิงในครั้งนี้ทำให้เขาพบว่าเพื่อนสมัยเด็กของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่เจิงเทียนก็คิดว่าบางทีตัวเขาอาจจะคิดไปเองก็ได้
เฉาลี่หยางหัวเราะออกมา ก่อนที่จะรีบพูดปฏิเสธ “ก็แค่แกล้งให้ใเท่านั้นแหละ วันนี้พวกเราไปกินเหล้ากันไหม? เดี๋ยวฉันจะแนะนำบาร์ดีๆ ให้”
เจิงเทียนไม่พูดถึงเื่นั้นอีกและเปลี่ยนไปพูดถึงเื่ของมหาวิทยาลัยแทน
ความเกลียดประกายขึ้นในแววตาของเฉาลี่หยาง ไอ้เด็กจนๆ นั่นทำให้เขาต้องเสียหน้าต่อหน้าเจิงเทียน แล้วเขาจะยอมปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไร
ในสถานที่เกิดเหตุนั้น เหยียนเฟิงจัดการดึงรถจักรยานของหรงตงหลินขึ้นมาก่อนจะพูดขึ้น “นายนี่มันยอมคนอื่นเกินไปแล้วถูกเขาชนแถมยังพูดจาดูถูกเสียดสีแบบนั้น เ้าพวกคนรวยพวกนี้ทำอะไรก้าวร้าวจริงๆพวกเราจะยอมให้ไม่ได้หรอกนะ!”
หรงตงหลินฝืนยิ้มออกมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่ารถนั่นมีราคาแพงเท่าไรหากว่าเขาเป็คนที่เกิดมาจากตระกูลที่ร่ำรวยแบบเหยียนเฟิงเขาก็คงจะโต้เถียงออกไปได้ แต่ว่าในตอนนี้เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า เงินเพียงไม่ถึงหมื่นของเขาจะพอสำหรับค่าซ่อมรถหรือเปล่า
หรงตงหลินมองไปยังรถจักรยานที่ถูกชนจนกลิ้งอยู่บนพื้นพร้อมกับยิ้มเจื่อนขึ้นมา
ดูเหมือนว่าต่อให้จะเอาไปซ่อม ก็คงจะขี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้วล่ะ
