ซูอี้เฉิงลังเลเพียงเสี้ยววินาทีอย่างแเีจนลั่วเสี่ยวซีไม่อาจสังเกตเห็นก่อนจะผลักมือถือไปให้ลั่วเสี่ยวซี
“เธอจะลองเช็คดูไหมล่ะ”
ลั่วเสี่ยวซีหยิบมือถือขึ้นมากดดูอะไรเล็กน้อยและพูดว่า
“ถ้ามีความลับอยู่ในนี้จริงๆนายคงจะให้ฉันดูหรอกนะ”เธอโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยพลางมองลึกลงไปในั์ตาของซูอี้เฉิง“นายคงซ่อนไว้ในที่ที่ฉันหาไม่เจอมากกว่า”
ซูอี้เฉิงยิ้มเล็กน้อย“อย่างเช่นที่ไหนล่ะ?”
ลั่วเสี่ยวซีชี้ไปที่หัวใจของเขา“ที่นี่ไง!”
“เลิกเล่นได้แล้ว”ซูอี้เฉิงปัดมือเธอออก “รีบกินข้าวแล้วไปบริษัทเถอะ อ้อ เอากุญแจของที่นี่ให้ฉันชุดหนึ่งด้วย”
“ทำไมฉันต้องให้?” ลั่วเสี่ยวซีตอบอย่างไม่แยแส “ที่นี่มันบ้านฉัน ต่อให้ฉันชอบนายแต่ถ้านายคิดจะเข้ามาในอาณาเขตของฉันก็ควรรอให้ฉันตอบตกลงก่อน อีกอย่าง ทำแบบนี้มันไม่ยุติธรรม”เธอก็เป็ผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกันนะ อยู่ๆจะให้เอากุญแจบ้านให้ผู้ชาย มันไม่เป็กุลสตรีเลยสักนิด
ท่าทางไม่สะทกสะท้านของเธอทำให้ซูอี้เฉิงเกือบจะโมโหแต่เพราะประโยคสุดท้ายของเธอหยุดมันเอาไว้เสียก่อน
ซูอี้เฉิงหยิบกุญแจสำรองบ้านตัวเองออกมาวาง“แบบนี้ยุติธรรมหรือยัง?”
“หา?” ลั่วเสี่ยวซีมองพวงกุญแจตรงหน้าก่อนจะหยิบขึ้นมาเขย่าพลางมองซูอี้เฉิงอย่างแคลงใจ
“นี่นายเอาจริง?”
ตามตื้อซูอี้เฉิงมาตั้งนานเธอรู้ดีเื่ที่เขาไม่เคยพาผู้หญิงเข้าบ้านสักคน แต่ตอนนี้เขากลับยื่นกุญแจบ้านมาให้เธอเนี่ยนะ? เธออดใไม่ได้จริงๆ
“ฉันดูเหมือนกำลังล้อเล่นงั้นเหรอ?” ซูอี้เฉิงี้เีพูดย้ำ “ของเธอล่ะ?”
ลั่วเสี่ยวซีใช้ความคิดเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบกุญแจสำรองมาให้เขา
“ว่าแต่นายจะเอากุญแจบ้านฉันไปทำไม?”
ซูอี้เฉิงเก็บกุญแจก่อนตอบ“ฉันไม่อยากเคาะประตูเวลามาที่นี่อีก”
ลั่วเสี่ยวซีไม่เอะใจถึงความหมายแฝงในประโยคที่เขาพูดออกมาสักนิดเธอคิดเพียงแค่ว่า หากเขามาหา เธอก็จะมีมื้อเช้าแสนอร่อยให้กินซึ่งก็คงไม่ได้ขาดทุนนักจะว่าไปข้อเสนอนี้ก็ไม่เลว
หลังมื้อเช้าทั้งสองคนก็ลงไปที่ชั้นล่างด้วยกัน เสี่ยวเฉินได้มารออยู่ก่อนแล้ว ลั่วเสี่ยวซีจึงส่งยิ้มหวานก่อนเอ่ย
“ซูอี้เฉิงนายไปส่งฉันที่บริษัทหน่อยสิ”
“เธอก็มีรถไม่ใช่หรือไง?” ซูอี้เฉิงตอบ
“่เวลาเร่งด่วนแบบนี้จำนวนรถยิ่งน้อยยิ่งดีนะจะได้ช่วยโลกร้อนด้วย!” ลั่วเสี่ยวซีเอ่ยข้ออ้างที่เธอคิดว่าเลิศที่สุดออกไปแต่มันก็ไม่ได้ผลซูอี้เฉิงไม่ยอมพาเธอไปส่ง เขาแค่บอกให้เสี่ยวเฉินช่วยเรียกแท็กซี่ให้
“ใจแคบชะมัด”ลั่วเสี่ยวซีบ่นอย่างไม่พอใจก่อนจะเรียกเสี่ยวเฉินให้กลับมาและเดินไปเอารถของตัวเองที่ลานจอด
ขาเรียวยาวย่างก้าวอยู่บนส้นสูง7ซม.พร้อมกับผมลอนยาวสลวยน่าหลงใหล แต่เพราะเธอกำลังเดินด้วยความโมโหทำให้เมื่อมองจากด้านหลังยิ่งดูเหมือนเธอกำลังโกรธจัดเป็ทวีคูณ
เสี่ยวเฉินถามเ้านายอย่างไม่เข้าใจ“ทำไมไม่บอกเธอไปตรงๆเลยล่ะครับ”
“ถ้าเธอรู้ก็มีแต่จะก่อเื่วุ่นฉันไม่อยากให้เป็เื่ใหญ่”
ซูอี้เฉิงมองตามแผ่นหลังของลั่วเสี่ยวซีที่ค่อยๆเดินหายไปยังที่จอดรถชั้นใต้ดินจากนั้นเขาจึงขึ้นไปนั่งบนรถเพื่อมุ่งหน้าไปยังบริษัท
วันนี้ก็เป็เหมือนทุกๆวันอากาศเย็นเล็กน้อยตามสภาพอากาศของต้นฤดูใบไม้ร่วง ทุกวินาทีเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆโดยไม่มีใครรู้ตัว
มีเพียงเื่เดียวที่ต่างไปจากเมื่อวานนั่นก็คือวันนี้ลั่วเสี่ยวซีดูจะอารมณ์ดีเป็พิเศษระหว่างการฝึกซ้อม จนแคนดี้อดพูดแหย่ไม่ได้
“วันนี้มีข่าวดีอะไรหรือเปล่า”
ลั่วเสี่ยวซีไม่คิดจะแชร์ข่าวดีของเธอให้ใครรู้เธอแค่ยิ้มดูมีเลศนัยก่อนจะฝึกต่ออย่างขะมักเขม้น
ทางด้านซูอี้เฉิงเองก็อารมณ์ดีเช่นกันอาจเพราะเมื่อคืนเขานอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ทำให้สมองแล่นเป็พิเศษเมื่อลูกน้องเอ่ยทัก เขาก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มหายาก
บรรดาเลขาจึงพากันเมาท์ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับซูอี้เฉิงกันแน่จนกระทั่งหนึ่งในเลขาพูดขึ้น
“หรือว่าผอ.มีแฟนใหม่แล้ว?”
“เป็ไปไม่ได้”คนที่เป็เลขาของซูอี้เฉิงมานานที่สุดอย่าง Ada ค้าน“ฉันเคยเห็นผอ.เปลี่ยนแฟนมาตั้งหลายคน แต่เขาไม่เคยดูอารมณ์ดีเท่านี้มาก่อนเลยนะ”
แต่ละคนพากันเดาไปต่างๆนาๆว่าคงมีเื่ดีมากๆเกิดขึ้นเป็แน่
ก่อนเวลาเลิกงานซูอี้เฉิงก็ได้สั่งงานอย่างหนึ่งที่ทำเอาบรรดาเลขาสาวสวยหน้าห้องแทบตาถลน
เขาเขียนลิสต์รายการของที่้าก่อนจะบอกให้พวกเธอไปซื้อมาตามนั้นทั้งหมด
ถ้าในรายการมีแค่ของใช้ธรรมดาพวกเลขาคงไม่ตื่นเต้นขนาดนี้ แต่เพราะสิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้คือซอสเครื่องปรุงเนื้อวัว ผักสด ขิง กระเทียมต่างๆที่ใช้สำหรับทำอาหารอนี่สิ
“แม่เ้า”Ada ยกมือทาบอก “ผอ.ของพวกเราจะเปลี่ยนอาชีพไปเป็เชฟแล้วเหรอ?”
“หรือว่า...แฟนใหม่ของผอ.เป็คนชอบทำอาหาร?”เลขาอีกคนพูดขึ้นมาอย่างข้องใจ
อย่างไรก็ตามAdaก็สั่งให้คนไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตมาให้ครบก่อนจะนำไปเก็บในรถของซูอี้เฉิง
หกโมงตรงซูอี้เฉิงก็ออกจากบริษัท เมื่อคนขับรถถามเขาว่าจะไปไหน เขาก็เอ่ยที่อยู่ของอพาร์ทเมนท์ของลั่วเสี่ยวซีไป
คนขับรถไม่ได้รู้ใจซูอี้เฉิงเหมือนเสี่ยวเฉินเขานึกว่าตัวเองหูฝาดจึงนิ่งอึ้งอยู่สักพักก่อนจะสตาร์ทรถและมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย
ชั่วโมงเร่งด่วนหลังเลิกงานแบบนี้เลี่ยงไม่ได้ที่การจราจรจะติดขัด ครึ่งชั่วโมงให้หลัง พวกเขาก็มาถึงด้านล่างของอพาร์ทเมนท์ซูอี้เฉิงบอกให้คนขับมารับเขาที่นี่ตอนพรุ่งนี้เช้าก่อนจะหิ้วถุงใหญ่ๆสองใบขึ้นตึกไป
แม่บ้านได้เข้ามาทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมของห้องจนสะอาดเอี่ยมแล้วเรียบร้อยแต่ลั่วเสี่ยวซีก็ยังไม่กลับมา ซูอี้เฉิงเองก็ไม่คิดจะโทรหาเธอเขาเปลี่ยนเป็ชุดอยู่บ้านก่อนจะจัดเรียงของต่างๆที่ซื้อมาไว้ในห้องครัวสิ่งที่ควรแช่เย็นก็นำเข้าตู้เย็นเรียบร้อย จากนั้นเขาจึงลงมือหุงข้าวและเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำมื้อเย็น
ดูจากสถานการณ์ของลั่วเสี่ยวซีในตอนนี้เขาจึงเลือกทำอาหารแคลอรีต่ำเช่นพวกผักต่างๆ ก่อนจะต้มซุปกระดูกและนึ่งปลา
เมื่อทำอาหารเสร็จเขาก็ลงมือทำเก็บกวาด นี่ก็สองทุ่มกว่าแล้ว ทำไมลั่วเสี่ยวซียังไม่กลับมาอีกนะ?
ว่าแล้วเขาโทรศัพท์ไปหาลั่วเสี่ยวซี“เธอยังอยู่ที่บริษัทเหรอ?”
“ฉันกลับบ้านแล้ว”ลั่วเสี่ยวซีตอบ
กลับบ้านแล้ว?
ซูอี้เฉิงมองไปรอบๆห้องที่ว่างเปล่าก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ลั่วเสี่ยวซีย้ายกลับไปพักที่บ้านชานเมืองกับครอบครัวแล้วเมื่อคืนที่เธอมานอนค้างที่นี่ก็เพราะเลิกเทรนดึกเท่านั้น
“มีอะไรหรือเปล่า”ลั่วเสี่ยวซีถามอย่างสงสัย “มีอะไรจะคุยกับฉันงั้นเหรอ”
“เปล่า”น้ำเสียงของซูอี้เฉิงดูแข็งขึ้นเล็กน้อย
ลั่วเสี่ยวซีเริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ“ซูอี้เฉิง นาย...นายคงไม่ได้ไปหาฉันที่อพาร์ทเมนท์หรอกนะ?”
เธอนึกว่าที่เขาขอกุญแจเธอไว้แค่เผื่อนานๆทีจะมาหาใครจะไปรู้ว่าเขาจะไปหาเธอที่นั่นติดๆกันแบบนี้
“ฉันอยู่บ้านเป็เพื่อนพ่อ”ลั่วเสี่ยวซีพูดอย่างรู้สึกผิดเล็กๆ “ตอนนี้ฉันก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านแล้ว ที่นั่น...นานๆทีฉันถึงจะไปค้าง”
“ฉันรู้”
พูดจบซูอี้เฉิงก็วางสายเขามองอาหารที่จัดวางเอาไว้เต็มโต๊ะ ประกอบไปด้วยกับข้าวสี่อย่างกับซุปอีกหนึ่งถ้วยจู่ๆเขาก็รู้สึกไม่อยากอาหารเสียอย่างนั้น หลังกินไปได้ไม่กี่คำ เขาก็หยิบฟิล์มถนอมอาหารมาคลุมกับข้าวทุกจายก่อนจะเอาไปใส่ไว้ในตู้เย็น
ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเื่ที่เกิดขึ้นครั้งก่อนทำให้ลั่วเสี่ยวซีเปลี่ยนไปมากแค่ไหนเธอไม่ดื้อกับพ่อแม่อีกต่อไป กลายเป็ลูกสาวผู้น่ารักที่คอยอยู่เคียงข้างบุพการีอย่างเชื่อฟัง
เธอจะเชื่อฟังพวกเขาจนยอมแต่งงานกับฉินเว่ยเลยหรือเปล่านะ?
คิดได้ดังนั้นซูอี้เฉิงก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเขาเปิดโน้ตบุ๊กของลั่วเสี่ยวซีก่อนจะล็อกอินเข้าไปในอีเมลเพื่อทำงานต่อแต่หัวใจและความคิดของเขาก็ไม่สงบลงเลย
จนกระทั่งห้าทุ่มกว่าเขาจึงเอนนอนลงบนเตียงโดยไม่รู้สึกง่วงสักนิด
หมอบอกเขาว่าคนที่เป็โรคนอนไม่หลับควรจะหาวิธีการนอนที่เหมาะสมกับตัวเอง
เดิมทีเขาคิดว่าแค่มาที่บ้านลั่วเสี่ยวซีเขาก็จะสามารถหลับได้ตามปกติแต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่สถานที่ แต่เป็คนที่นอนอยู่เคียงข้างต่างหากนั่นก็คือลั่วเสี่ยวซี...
ท้ายที่สุดซูอี้เฉิงก็ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน
ในขณะเดียวกันคนที่อยู่ชานเมืองอย่างลั่วเสี่ยวซีกำลังใช้ชีวิตอย่างเป็สุขหลังกินข้าวเสร็จเธอก็นั่งเล่นหมากรุกกับพ่ออยู่หลายตาพอห้าทุ่มกว่าเธอก็กลับเข้าห้องเพื่อเตรียมเข้านอน
เช้าวันต่อมา
ลั่วเสี่ยวซีรีบตื่นแต่เช้าเธอบอกกับทุกคนว่าต้องรีบไปบริษัทจึงไม่ได้กินข้าวเช้า และขับรถมุ่งหน้าไปที่อพาร์ทเมนท์ใจกลางเมืองของตนทันที
เธอมาถึงจุดหมายตอนเจ็ดโมงกว่าเธอค่อยๆเปิดประตูอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเห็นเสื้อสูทของซูอี้เฉิงที่พาดอยู่บนโซฟาบนโต๊ะน้ำชามีโน้ตบุ๊กของเธอวางเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ได้กลับออกไป
เธออดดีใจไม่ได้จึงรีบถอดรองเท้าและย่องเข้าไปผลักประตูห้องนอนให้เปิดออกซูอี้เฉิงกำลังสวมผ้าปิดตานอนหลับสนิทอยู่บนเตียง
ใบหน้าของเขาตอนนี้ช่างน่าหลงใหลไม่ดูเ็าและเหินห่างเหมือนยามปกติ
ลั่วเสี่ยวซีพยายามหักห้ามใจไม่ให้เข้าไปกวนเขาก่อนจะตัดสินใจลงมือเตรียมอาหารเช้าให้เขาเพื่อเป็การปลอบใจเื่เมื่อคืน
ทว่าเมื่อเปิดตู้เย็นออกมาเธอก็ถึงกับเซอร์ไพร์สเรียวปากบางแย้มยิ้มบาง ขอบตาของเธอเริ่มร้อนขึ้น
ถึงอาหารตรงหน้าจะไม่ใช่อาหารชั้นหนึ่งที่เธอเคยพบเจอแต่มันทำให้หัวใจของเธออบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ใครจะไปคิดว่าหลังเลิกงานเขาจะรีบกลับมาทำมื้อเย็นแต่เธอดันไม่ได้กลับมากินแบบนี้?
เขาคงเสียใจมากแน่ๆ
ลั่วเสี่ยวซียกมือเช็ดหางตาก่อนจะเริ่มอุ่นข้าวสวย และนำอาหารออกมาจากตู้เย็น เธอจัดการเอาแกะฟิล์มถนอมอาหารออกก่อนจะนำกับข้าวเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ
เธอไม่ได้มีฝีมือทำอาหารแบบูเี่อันขนาดขนมปังยังปิ้งออกมาได้ไม่ดี ดังนั้นการอุ่นอาหารร้อนๆเพื่อเป็มื้อเช้าให้ซูอี้เฉิงคงจะเหมาะที่สุด
ไม่ถึงสิบนาทีอาหารทุกอย่างก็อุ่นเสร็จเรียบร้อยเหลือเพียงแค่ข้าวสวยที่ยังไม่ได้ที่ว่าแล้วลั่วเสี่ยวซีก็เดินกลับเข้าไปในห้องนอน
ซูอี้เฉิงยังคงนอนท่าเดิมลั่วเสี่ยวซีปีนขึ้นไปบนเตียงก่อนจะดึงผ้าปิดตาของเขาออก เธอหยิบขนนกบนหัวเตียงมาแตะใบหน้าเขาเบาๆแต่เขากลับไม่ตอบสนอง เธอจึงขยับมันลากผ่านไปตามริมฝีปากและลำคอ
ั้แ่วินาทีแรกที่เธอเจอเขาเธอก็มองสำรวจั้แ่หัวจรดเท้า ตอนนั้นเธอรู้สึกแปลกใจว่าบนโลกนี้มีคนที่หล่อไร้ที่ติแบบนี้อยู่ด้วยหรือ?
นี่ก็ผ่านมานานหลายปีเธอลองพิจารณาเขาระยะประชิดก็แล้ว แต่ก็ยังหาจุดบกพร่องไม่ได้
ลั่วเสี่ยวซีลอบบ่นในใจ์ช่างลำเอียงกับคนบางคนเหลือเกิน
คิดแล้วเธอก็เพิ่มแรงเล็กน้อยคนที่กำลังหลับฝันอย่างซูอี้เฉิงเริ่มขมวดคิ้วมุ่น เธอรู้สึกประสบความสำเร็จเล็กๆก่อนจะเพิ่มแรงขึ้นไปอีก สุดท้ายจึงเอื้อมมือไปจิ้มแก้มเขา และแล้วซูอี้เฉิงก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา
“ซูอี้เฉิงนายกำลังฝัน” เธอยกขนนกในมือโบกไปมาตรงหน้าเขาก่อนเอ่ย“นายกำลังฝันถึงลั่วเสี่ยวซี เธอกำลังนอนอยู่บนเตียงคุยกับนาย”
ซูอี้เฉิงหรี่ตาเล็กน้อยพลางจ้องหน้าเธออย่างลังเลว่าจะเชื่อดีหรือไม่ลั่วเสี่ยวซีเห็นดังนั้นก็ยิ่งได้ใจ เธอจึงพูดสะกดจิตเขาต่อ
“นายกำลังสงสัยว่าตัวเองไม่ได้ฝันทั้งๆที่กำลังฝันอยู่จริงๆนายเห็นลั่วเสี่ยวซีหรือเปล่า ไหนบอกสิว่าเธอสวยไหม? ”
นี่ถ้าเขาโดนเธอหลอกสำเร็จล่ะก็เขาคงไม่ใช่ซูอี้เฉิงว่าแล้วเขาก็รั้งตัวเธอให้ล้มลงมาทับอยู่บนตัวเขา ก่อนจะใช้มืออีกข้างโอบเอวบางเพื่อขังเธอไว้ในอ้อมแขน
ลั่วเสี่ยวซีเริ่มดิ้นขลุกขลักแต่ซูอี้เฉิงกลับพูดเสียงเนิบว่า
“นี่ฉันแค่ฝันไปงั้นเหรอ?”
