และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนก็อาศัยทิพย์จักษุข้างหนึ่งจนทำให้มองเห็นคนทั้งสอง และได้ยินคำพูดของพวกเขา
ทั้งสองคนนั้นอยู่ห่างไปประมาณพันเมตรและกำลังเดินด้วยความระมัดระวัง ทั้งยังคอยมองประเมินไปรอบด้านอยู่ตลอดเวลาราวกับกลัวว่าจะเจอกับพวกหม่าจิ่วแห่งเดือนดับ
“บังเอิญจัง เป็พวกเขาเองหรือนี่”
อาศัยทิพย์จักษุข้างนั้น คนสองคนที่เนี่ยเทียนเห็นก็คือคนที่เขาเพิ่งเคยเจอที่ห้องฝึกตนของกองบัญชาการกะโหลกเืเมื่อไม่นานมานี้
ตอนที่เขาเดินออกมาจากห้องฝึกตนสำหรับท้าย์และถูกสือชิงกับไช่เยว่กล่าวโทษ คนทั้งสองนี้เพิ่งจะเดินเข้ามาจ่ายหินวิเศษให้แก่สือชิง ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็เตรียมจะยืมใช้ห้องฝึกตนเช่นกัน
คนทั้งสองต่างก็มีตบะกลาง์่ต้น ตอนนั้นพวกเขายังใช้สายตาแปลกๆ มองมายังเขาคล้ายคิดจะทำอะไรบางอย่างกับเขา
การปรากฏตัวของคนทั้งสองแม้จะทำให้เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทว่ากลับไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก
ที่เขาสนใจอย่างแท้จริงก็คือบทสนทนาของคนทั้งสองนั่นต่างหาก
“เดือนดับกำลังล้อมโจมตีเผยฉีฉี! แม้แต่ไช่โยวก็ยังโดนมองเป็เป้าหมายไปด้วย?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วน้อยๆ รีบเพิ่มความเร็วเพื่อเข้าไปใกล้คนทั้งสอง
ไม่นานเขาก็มาโผล่พรวดอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง และขวางทางของพวกเขาเอาไว้
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าหม่าจิ่วแห่งเดือนดับกำลังไล่ล่าเผยฉีฉี? พื้นที่เคลื่อนไหวล่าสุดของพวกเขาอยู่ตรงไหน? แล้วอีกอย่างไช่โยวถูกเดือนดับมองเป็เป้าหมายได้อย่างไร? แล้วพวกเขาถูกเล่นงานทั้งคู่เลยรึ?” เพิ่งจะปรากฏตัวเนี่ยเทียนก็โยนคำถามที่เป็ความแคลงใจทั้งหมดของเขาออกไปรวดเดียว
“เ้าเองรึ?”
คนทั้งสองพอเห็นว่าเนี่ยเทียนที่โผล่ออกมากะทันหันก็คือเด็กร่ำรวยที่พวกเขาพบเจอโดยบังเอิญในกองบัญชาการกะโหลกเืดวงตาของพวกเขาก็เป็ประกาย
“ฮ่าๆ!”
คนทั้งสองมองตากันหนึ่งครั้ง ไม่ได้สนใจคำถามของเนี่ยเทียน แต่กลับหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
ดูจากท่าทางของพวกเขาแล้ว การเจอกับเนี่ยเทียนอย่างกะทันหันในเทือกเขาฮ่วนคงคล้ายเก็บสมบัติได้โดยไม่คาดคิด คล้ายได้เจอขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ที่ร่วงลงมาจากฟ้า
สายตาแบบนั้นของพวกเขาเนี่ยเทียนคุ้นเคยเป็อย่างดี
ตรงพื้นที่ที่เขาเพิ่งจากมา ตอนที่พี่น้องชิวซาน ชิวสือพบเจอเขาโดยบังเอิญก่อนหน้านี้ พวกเขาก็มีสายตาเช่นนี้เหมือนกัน
ตอนนี้ชิวซานและชิวสือถูกเขาสังหารได้อย่างง่ายดาย และตายไปอย่างไม่เหลือซากนานแล้ว
“มักจะมีพวกรนหาที่ตายแบบนี้เสมอ”
เนี่ยเทียนส่ายหัวและหัวเราะพรืดออกมา แล้วอยู่ๆ ก็ยื่นมือข้างหนึ่งมาชักนำปราณิญญาสกปรกในเทือกเขาฮ่วนคง
“อู้ๆๆ!”
เมื่อเขาใช้เวทลับกระตุ้น ปราณิญญาหนาแน่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็ไหลทะลักมาอยู่ที่มือข้างนั้นของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที ลูกปราณิญญาที่เป็สีเทาขมุกขมัวก็ก่อตัวขึ้นมากลางฝ่ามือของเขา
คราวนี้เวลาที่เขาใช้สร้างลูกปราณิญญาขึ้นมารวดเร็วยิ่งกว่าตอนที่เขาช่วยไช่โยวต่อสู้อยู่มาก
การฝ่าทะลุขอบเขตกลาง์ช่วยเพิ่มพลังในการสู้รบของเขาให้สูงขึ้น น้ำวนพลังงานหลายลูกที่แข็งแกร่งขึ้นทำให้ความเร็วในการชักนำปราณิญญาของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งระดับใหญ่
เดิมทีเขายังรู้สึกว่าวิธีการสร้างลูกปราณิญญาเช่นนี้ถือว่ามีข้อเสียใหญ่หลวงเพราะจำเป็ต้องใช้เวลาในการก่อตัว
ทว่าตอนนี้เมื่อรวบรวมลูกปราณิญญาได้เร็วขึ้น เขาก็รู้สึกว่าข้อเสียใหญ่ที่สุดของมันได้ถูกชดเชยไปแล้วเกินครึ่ง
ในลูกปราณิญญาสีเทาขมุกขมัวมีสิ่งสกปรกมากมายจากนอกอาณาจักรเจือปน สิ่งเจือปนเ่าั้เดิมทีกระจายตัวแยกกันอยู่ แต่ตอนนี้กลับถูกบีบให้มารวมกันในลูกปราณิญญาเล็กๆ จึงทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงทันที
แม้แต่เนี่ยเทียนที่เป็ผู้ร่ายเวทเองก็ยังไม่สามารถใช้พลังจิตของเขาไปทำให้ความพลุ่งพล่านในลูกปราณิญญาสงบลงมาได้
เขายังััได้ด้วยว่าถ้าเขาเก็บลูกปราณิญญานี้ไว้นิ่งๆ เป็เวลานาน เกรงว่าลูกปราณิญญานี้ก็คงะเิกลางฝ่ามือเขาอย่างแน่นอน
“ไปเลย”
เมื่อความคิดเคลื่อนไหว ลูกปราณิญญาสีเทาก็บินพุ่งเข้าไปหาคนหนึ่งในนั้น
รอยยิ้มบนใบหน้าของคนผู้นั้นยังคงเริงร่า ทั้งยังกล่าวว่า “โชคดีจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะเจอเนื้อแกะชิ้นใหญ่ในเทือกเขาฮ่วนคง หึ เ้านี่ก็ใจกล้าไม่เบา ไม่รู้ว่าใช้วิธีการใดถึงมาโผล่ที่นี่ได้ แต่ก็ถือว่ามาให้พวกข้าพี่น้องเชือดถึงที่”
“ปัง!”
ลูกปราณิญญาที่อยู่ห่างจากเขาไปประมาณห้าเมตรพลันะเิออกโดยไม่มีลางบอกเหตุ
หลังจากที่ลูกปราณิญญานั้นะเิออกมา สะเก็ดแสงหลากสีไม่ว่าจะเป็สีเทา สีเขียวอ่อน สีม่วงเข้ม หรือสีแดงเข้มต่างก็โปรยปรายลงมาราวกับฝนเม็ดเล็กละเอียด
พอััโดนสิ่งสกปรกจากนอกอาณาจักรที่ถูกเนี่ยเทียนชุบหลอมให้เข้มข้นและหดเล็กลงอยู่ในลูกปราณิญญา ม่านแสงพลังิญญาที่คุ้มกันกายคนผู้นั้นก็พลันแตกกระจาย
สะเก็ดแสงมากมายร่วงไปโดนร่างของเขาทันที เขาพลันร้องโหยหวนด้วยความเ็ปถึงขีดสุด เรือนกายที่ยืนตรงก็ค่อยๆ อ่อนยวบลงไปกับพื้นราวลูกหนังที่ถูกปล่อยลมจนฟีบแบน
เืสดไหลนองออกมาจากในกายของเขา อาบย้อมให้พื้นดินส่วนนั้นเป็สีแดงฉาน
การตายในชั่วพริบตาของคนผู้นั้นทำให้อีกคนสีหน้าโศกเศร้าราวกับสูญเสียบิดามารดา เขาจ้องเขม็งมาที่เนี่ยเทียนโดยที่ยังไม่หายตะลึง แล้วอยู่ๆ ก็พลันตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง “เ้าก็ฝ่าทะลุถึงขั้นกลาง์แล้วรึ?”
เนี่ยเทียนไม่ตอบทั้งยังถามกลับ “คำถามเมื่อครู่นี้ของข้า เ้าจะตอบข้ามาได้หรือยัง?”
“ต่อให้เ้าฝ่าทะลุสู่ขั้นกลาง์ เ้าก็อย่าได้หวังว่าจะอยู่รอดในเทือกเขาฮ่วนคงแห่งนี้! ในเทือกเขาฮ่วนคง นอกจากเดือนดับ เปลวอัคคีและกะโหลกเืแล้ว พวกเราก็ไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด!” คนผู้นั้นมีสีหน้าดุดัน แล้วก็หมุนตัวขวับห้อทะยานจากไปทันที “ฝากไว้ก่อนเถอะ เ้าฆ่าคนของพวกเราก็อย่าได้หวังว่าจะเดินออกไปจากเทือกเขาฮ่วนคง!”
ดูจากท่าทางของเขาแล้วแสดงว่าน่าจะมีคนของเขาอยู่ในบริเวณใกล้เคียงอีก
“ยุ่งยากจริงๆ” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วมุ่น
“ฟิ้ว!”
มีตบะกลาง์่ต้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากเนี่ยเทียนมีเรือนกายที่แข็งแกร่ง ปราณเืเนื้อเต็มเปี่ยม บวกกับที่ในมหาสมุทริญญามีคลื่นพลังงานต่างธาตุอย่างเปลวเพลิง พืชหญ้าและดวงดาว จึงทำให้ความเร็วของเขาเหนือกว่าคนผู้นี้
สิบกว่าวินาทีให้หลัง เนี่ยเทียนก็ตามคนผู้นั้นไปทัน
ลูกปราณิญญาที่ถูกสร้างขึ้นมาจำเป็ต้องหยุดอยู่กับที่ จำเป็ต้องใช้เวลาในการก่อตัว ดังนั้นจึงเอามาใช้ได้ไม่ทัน
เขาจึงควงหมัดแล้วกระตุ้นความเดือดดาล ใช้เพียงพลังงานหนึ่งส่วนห้าของมหาสมุทริญญาผสานรวมกับพลังของเปลวเพลิง พืชหญ้า ดวงดาวอีกเล็กน้อย แล้วก็บวกกับปราณเืเนื้อและพลังจิตอีกไม่กี่เสี้ยว ก่อตัวขึ้นมาเป็หมัดพิโรธ แล้วต่อยโครมลงไปที่หัวใจทางด้านหลังของคนผู้นั้น
“ตูม!”
พลังของหมัดรุนแรงดุจซัดใหู้เาถล่ม
หนึ่งหมัดกระแทกลงไป ม่านแสงป้องกันกายของคนผู้นั้นก็แตกกระจายออกตามเสียง
และที่แตกสลายไปพร้อมกันยังมีเรือนกายของคนผู้นั้นด้วย!
คนผู้นั้นที่กำลังเผ่นหนีสุดชีวิตพอโดนหมัดนั้นของเขาเข้าจังๆ เรือนกายก็ะเิทลายออกเป็เสี่ยงๆ
เนี่ยเทียนหยุดชะงัก สภาพศพที่หัวกับตัวขาดออกจากกันของผู้นั้นเอจอนาถเสียยิ่งกว่าคนที่โดนลูกปราณิญญาฆ่าตายเสียอีก
“ที่แท้ใช้พลังแค่หนึ่งในห้าส่วนก็มากพอที่จะสังหารคนผู้หนึ่งที่สูญเสียปณิธานในการต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย”
เนี่ยเทียนยิ้มเบิกบาน เก็บเอากำไลเก็บของที่อยู่บนร่างของคนทั้งสองมา ทว่าไม่ได้ตรวจสอบ แต่แยกทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้างออกไปตามหาเผยฉีฉีและไช่โยว
ทิพย์จักษุเจ็ดข้างคล้ายโคมไฟเจ็ดดวงที่มองไม่เห็นซึ่งลอยอยู่กลางนภาและกระจายตัวกันไปช้าๆ
ไม่นานเขาก็มองเห็นผู้ฝึกลมปราณขอบเขตกลาง์ที่สวมอาภรณ์ของเดือนดับสองคนจากทิพย์จักษุข้างหนึ่ง สองคนนั้นล้วนมีตบะกลาง์่ต้น อยู่ห่างกันประมาณสิบเมตร กำลังใช้หินวิเศษจัดวางค่ายกลคล้ายกำลังป้องกันอะไรบางอย่าง
ทิพย์จักษุเจ็ดดวง นับั้แ่ที่มองไปเห็นสองคนนั้นก็ทยอยกันมองเห็นผู้ฝึกลมปราณเดือนดับจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เขาก็มองเห็นเผยฉีฉีและไช่โยวผ่านทิพย์จักษุข้างหนึ่งในที่สุด
เผยฉีฉีและไช่โยวอยู่ตรงกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง
ในหุบเขานั้นแน่นขนัดไปด้วยรอยแยกห้วงมิติ รอยแยกห้วงมิติแต่ละเส้นแคบยาวเปล่งประกายแสงพร่างพราวตัดสลับกันไปมา อีกทั้งยังเคลื่อนไหวช้าๆ อยู่ตลอดเวลา
เผยฉีฉีและไช่โยวอยู่ตรงจุดที่มีรอยแยกห้วงมิติรวมตัวกันหนาแน่นที่สุด อาศัยรอยแยกห้วงมิติที่น่าหวาดกลัวเ่าั้ต่อสู้กับผู้ฝึกลมปราณขอบเขตต้น์สามคนของเดือนดับ
ผู้ฝึกลมปราณหนึ่งในนั้นมีตาเดียว ซึ่งก็คือหม่าจิ่วผู้รับผิดชอบเทือกเขาฮ่วนคงของเดือนดับ เขากำลังะโเสียงดังสั่งความผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ของเดือนดับที่โอบล้อมอยู่ภายนอก
ทิพย์จักษุเจ็ดข้างนั้นเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า สะท้อนภาพทิวทัศน์ที่อยู่รอบรัศมีสามลี้เข้ามาในสมองของเนี่ยเทียน
เมื่อใช้ทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้าง เนี่ยเทียนจึงเห็นสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
เขามองออกแล้วว่าพวกหม่าจิ่วสามคนจากเดือนดับได้แต่โรมรันพันตูอยู่กับเผยฉีฉีและไช่โยว ทว่ายังไม่ได้ออกแรงเต็มที่ ท่าทางก็ดูระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด
สามคนนั้นต่างก็มีตบะต้น์ ทว่ากลับหวาดเกรงรอยแยกห้วงมิติมากมายที่อยู่รอบกายเผยฉีฉี ไม่กล้าเข้าไปใกล้เกินไปนัก
เผยฉีฉีและไช่โยวก็อาศัยรอยแยกห้วงมิติเ่าั้ถึงทำให้ต่อสู้ยืดเยื้อกับหม่าจิ่วมาได้ถึงตอนนี้
เผยฉีฉีที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติเคลื่อนไหวไปตามรอยแยกห้วงมิติที่เล็กบางถี่ยิบ ไม่ได้ย่างก้าวออกมาจากพื้นที่นั้นแม้แต่ก้าวเดียว
นางและไช่โยวมีขอบเขตเท่ากัน ต่างก็คือกลาง์่ท้าย หากสูญเสียการปกป้องโดยธรรมชาติจากรอยแยกห้วงมิติเ่าั้ พวกเขาก็ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกหม่าจิ่วสามคนแน่นอน
บริเวณโดยรอบหุบเขามีผู้ฝึกลมปราณของเดือนดับยี่สิบกว่าคนซึ่งต่างก็มีตบะกลาง์
คนเ่าั้กระจายตัวกันโอบล้อมเผยฉีฉีและไช่โยวเป็วงกลม ขอแค่นางและไช่โยวกล้าออกมาจากบริเวณที่มีรอยแยกห้วงมิติหนาแน่น ผู้แข็งแกร่งของเดือนดับที่มีตบะกลาง์เ่าั้ก็จะล้อมเข้ามาสังหารพวกเขาทันที
หากออกมาจากการป้องกันของรอยแยกห้วงมิติ เผยฉีฉีและไช่โยวที่มีตบะกลาง์่ท้ายก็จะถูกต้านทานจากพวกเขา
แต่ที่พวกเขาสกัดขวางก็เพื่อไม่ให้เผยฉีฉีและไช่โยวหลุดพ้นไปจากขอบเขตนี้ ไม่ให้พวกเขาเดินออกไปจากหุบเขาเพื่อไปยังจุดที่มีรอยแยกห้วงมิติหนาแน่นยิ่งกว่า พื้นที่กว้างขวางยิ่งกว่า
พวกเขา้าเผาผลาญพลังของเผยฉีฉีและไช่โยวให้หมดสิ้นอยู่ในหุบเขา ให้พวกเขาตายอยู่ในนี้
เนี่ยเทียนที่อาศัยทิพย์จักษุเจ็ดข้างจนเห็นสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้
หุบเขานี้กว้างมาก พื้นที่ป้องกันที่เดือนดับจัดวางไว้ก็ห่างไกลกันอย่างถึงที่สุด
ขอแค่เขาระวังตัวให้มากหน่อย ไม่ไปมีเื่กับพวกหม่าจิ่วสามคนที่อยู่ตรงกลาง เขาก็สามารถลงมือกับพวกผู้แข็งแกร่งของเดือนดับที่ล้อมอยู่ภายนอกก่อน แล้วทำลายแนวป้องกันที่เดือนดับวางไว้ไปทีละนิด
ไม่นานเขาก็หาเป้าหมายที่เหมาะสมเจอ และค่อยๆ เข้าไปใกล้โดยใช้การนำทางจากทิพย์จักษุ
นั่นคือผู้ฝึกลมปราณตบะกลาง์่ต้นคนหนึ่งของเดือนดับ เขานั่งยองๆ อยู่กับพื้น มองไกลๆ ไปยังรอยแยกห้วงมิติที่รวมตัวกันอยู่ตรงกลางหุบเขา ใช้หินวิเศษที่มีธาตุต่างๆ มากมายมาสร้างค่ายกลง่ายๆ ให้กลายเป็ฉากกำบังชั้นหนึ่ง เพื่อสร้างความยุ่งยากให้แก่เผยฉีฉีและไช่โยวหากพวกเขาคิดจะฝ่าวงล้อมออกมา
“อู้!”
เรือนกายของเนี่ยเทียนพลันปรากฏพรวดขึ้นที่ด้านหลังก้อนหินก้อนหนึ่ง
เขาพกพาเอาสนามแม่เหล็กเข้าไปใกล้คนผู้นั้นในพริบตา คนผู้นั้นที่ถูกสนามแม่เหล็กปกคลุมร่างก็พลันสูญเสียการควบคุม อ้าปากหมายจะะโแจ้งข่าว
“กร๊อบ!”
ไม่รอให้เขาออกเสียง เนี่ยเทียนฉวยโอกาสที่พลังงานของคนผู้นั้นถูกบิดเบือนและมหาสมุทรจิติญญายุ่งเหยิงไม่เป็ระเบียบบีบไปที่ลำคอของเขา
จากนั้นเนี่ยเทียนก็ก้มตัวลงหยิบเอาหินวิเศษต่างๆ ที่คนผู้นั้นจัดวางเป็ค่ายกลขึ้นมา แล้วก็อำพรางร่างต่อไป
เนี่ยเทียนเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบอยู่ในวงล้อมนอกสุดของหุบเขาราวกับิญญาตนหนึ่ง
เขาพุ่งเป้าเล่นงานผู้ฝึกลมปราณของเดือนดับที่มีตบะกลาง์่ต้นโดยเฉพาะ ใช้ทิพย์จักษุเล็งตัวเป้าหมาย แล้วก็ซ่อนตัวอยู่ตามหินธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป จากนั้นค่อยลงมือสังหารอย่างฉับพลัน
ขณะที่หม่าจิ่วแห่งเดือนดับยังคงอยู่กลางหุบเขาเพื่อเผาผลาญพละกำลังของเผยฉีฉีและไช่โยว เนี่ยเทียนก็ใช้วิธีเดิมสังหารคนของเดือนดับไปได้แล้วถึงเก้าคน
หลังจากคนเก้าคนที่มีตบะกลาง์่ต้นถูกเขาปลิดชีพไปได้อย่างราบรื่น ในที่สุดเป้าหมายของเขาก็เลื่อนมาเป็ผู้ที่อยู่่กลางซึ่งฝีมือสูงกว่าเขาขั้นหนึ่ง
-----
