ไป๋หยุนเฟยจับจ้องไปยังศัตรูทั้งคู่ที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ในมือพวกมันถือมีดจันทร์เสี้ยวที่มีลักษณะเช่นเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน ชายหนุ่มขมวดคิ้วพลางยกมือขึ้นลูบคลำาแขนาดเล็กที่เกิดจากคมมีดของศัตรู
“อาวุธที่วกกลับได้? ไม่ใช่... แง่มุมที่ย้อนกลับแปลกพิสดารเกินไป ราวกับว่า... มีคนควบคุมอยู่... หรือเป็เพราะมีดจันทร์เสี้ยวอีกเล่ม? นั่นเป็วัตถุิญญาประเภทใดกัน กลับไม่เคยพบเห็นมาก่อน!” ไป๋หยุนเฟยเขม้นมองฝ่ายตรงข้ามทั้งสองพร้อมกับใช้ความคิดอย่างเร่งร้อน
“หึ หึ! เ้าเด็กน้อย นับว่าไม่เลว น้อยคนนักที่จะสามารถหลบรอดจากการจู่โจมของ‘มีดคู่จันทร์เสี้ยว’โดยไม่ทราบความสามารถของมันมาก่อน...” ซูเซี่ยมองดูสีหน้าประหลาดใจของไป๋หยุนเฟยก่อนจะกล่าวด้วยความลำพอง
“อย่าพร่ำไร้สาระ ลงมือ!” ร่างถังย่าปรากฏแสงสีเขียวโดยรอบก่อนจะพุ่งกายเข้าหาเพื่อชิงจู่โจมใส่ไป๋หยุนเฟยอีกครั้ง
หลังจากต่อสู้กันอีกหลายสิบกระบวนท่า ไป๋หยุนเฟยก็กลายเป็ผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ภายใต้ความร่วมมือของคู่ต่อสู้ทั้งสอง ผู้หนึ่งจู่โจมอีกผู้หนึ่งก็คอยคุ้มกันทั้งยังคอยหาโอกาสซัดมีดจันทร์เสี้ยวใส่ให้อีกคนควบคุมเพื่อลอบโจมตี และทุกครั้งที่ไป๋หยุนเฟยฉวยโอกาสที่ศัตรูซัดมีดพยายามจู่โจมใส่ ก็จะถูกอีกฝ่ายอาศัยพลังธาตุลมอันว่องไวหลบหลีกได้ทุกครั้ง จากนั้นมีดโค้งก็หมุนควงกลับมาอยู่ในมือและพร้อมจะต่อสู้กับไป๋หยุนเฟยอีกครั้ง เหตุการณ์วนเวียนเช่นนี้อยู่ราวชั่วน้ำเดือดไป๋หยุนเฟยกลับไม่อาจสร้างาแให้แก่ศัตรูได้แม้แต่แผลเดียว ตรงกันข้ามแขนซ้ายของมันกลับปรากฏาแลึกถึงกระดูกเพิ่มขึ้นมาแผลหนึ่ง
ไป๋หยุนเฟยอึดอัดคับข้องใจยิ่งนัก ถังย่ากับซูเซี่ยเองก็ร้อนใจไม่น้อย ที่จริงแล้วการควบคุมมีดที่ซัดออกไปนั้นกลับไม่ง่ายดายดังที่เห็น อีกทั้งไป๋หยุนเฟยที่ใช้ท่าเท้าเหยียบคลื่นก็คล่องแคล่วพิสดาร ทุกครั้งที่คล้ายจะพลาดท่ากลับสามารถหลบรอดการโจมตีได้ตลอด เื่นี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ทั้งคู่ยิ่งนัก
ถังย่าดูออกว่าไป๋หยุนเฟยจงใจถ่วงเวลาเพื่อบั่นทอนพลังิญญาของฝ่ายตน แม้จะไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายสามารถยืนหยัดได้นานกว่าพวกตน แต่ถังย่าก็ไม่คิดจะสิ้นเปลืองพลังอีกต่อไปแล้ว ขณะรวมตัวกับซูเซี่ยจึงกระซิบบอก “บัดซบ! ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว ใช้ท่านั้นเถอะ!”
……
ไป๋หยุนเฟยสะบัดควงทวนเปลวอัคคีเบาๆเพื่อเตรียมรับมือกับท่าโจมตีของอีกฝ่าย แต่ครั้งนี้แทนที่จะบุกมาจากด้านข้างเช่นเดิม พวกมันกลับล่าถอยออกไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่ถอยหลังไปนั้นร่างของทั้งคู่ก็ปรากฏแสงสีเขียวปะทุขึ้นพร้อมกับที่พลังิญญาอันรุนแรงทะลักออก จากนั้นพลังธรรมชาติแห่งฟ้าดินก็หมุนวนขึ้นห่อหุ้มรอบตัวของทั้งคู่กินพื้นที่รัศมีหลายสิบวา
ไป๋หยุนเฟยเพ่งตามองก็พอจะทราบว่าศัตรูคิดจะใช้ท่าไม้ตายออกมา มันจึงไม่ลังเลรีบกระชับทวนพุ่งเข้าไปขัดขวาง
ไป๋หยุนเฟยเคลื่อนที่รวดเร็ว แต่ศัตรูก็ไม่ชักช้า ระหว่างที่ล่าถอยพลังธาตุลมของทั้งคู่ยิ่งมาก็ยิ่งผสานกันเข้มข้นมากขึ้นขณะเดียวกันก็ห่อหุ้มร่างของทั้งสองเอาไว้ มีดจันทร์เสี้ยวในมือของทั้งคู่สาดแสงสีเขียวเจิดจ้าออกมาจนไม่อาจผู้คนไม่อาจจับจ้องได้โดยตรง เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยพุ่งเข้าหาทั้งสองคนก็ร้องออกมาเบาๆ แล้วพลังิญญาในร่างทั้งคู่ก็บังเกิดคลื่นกระเพื่อมอย่างประหลาด ขณะเดียวกันมีดจันทร์เสี้ยวในมือก็กรีดวาดอย่างพิสดารก่อนจะไขว้มีดทั้งสองแล้ววาดใส่ไป๋หยุนเฟยอย่างดุดัน
ยามที่ทั้งคู่ประสานไขว้มีดแล้วฟันออก พลังธาตุลมรอบตัวพวกมันก็กระโชกหมุนเป็วง เพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็ไต้ฝุ่นกว้างวาเศษสูงห้าหกวา!
มีดโค้งที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีเขียวก็หมุนวนอยู่ภายในพายุหมุนนั้น ทุกสิ่งที่ถูกดูดกระชากเข้าไปไม่ว่าจะเป็ก้อนหินหรือกิ่งไม้เพียงพริบตาเดียวก็ถูกปั่นจนกลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เคล็ดิญญาสอดประสาน ลมหมุนเมฆสลาย!!
นี่เป็ไม้ตายที่รุนแรงที่สุดของทั้งคู่ ด้วยรูปลักษณ์อันพิสดารของมีดจันทร์เสี้ยวประกอบกับการผสานพลังิญญาเป็หนึ่งเดียว พลังที่ปะทุออกนี้ ต่อให้เป็ผู้ฝึกปรือิญญาแห่งด่านบรรพิญญาระดับกลางก็ยังไม่กล้าดูแคลนการโจมตีในครั้งนี้!
ครั้งหนึ่งพวกมันทั้งคู่เคยใช้วิชานี้ต่อผู้ฝึกปรือิญญาธาตุน้ำที่เพิ่งจะบรรลุด่านบรรพิญญาระดับกลาง ผลก็คือคู่ต่อสู้ถึงกับถูกปั่นจนแหลกเป็ชิ้นๆ
เคล็ดิญญาสอดประสาน ตีความตามนามแล้วต้องใช้หลายคนร่วมประสานกันจึงจะใช้ออกด้วยเคล็ดิญญานี้ได้ เคล็ดิญญาประเภทนี้ยากจะพานพบ มิหนำซ้ำยังมีข้อจำกัดมากมาย ผู้ใช้ต้องสอดประสานกันอย่างรู้ใจ ไม่เช่นนั้นไม่เพียงแต่ใช้ออกไม่สำเร็จยังจะถูกพลังย้อนกลับมาทำลายตนเอง แต่ว่าหากสามารถใช้เคล็ดิญญาสอดประสานได้สำเร็จ พลังทำลายล้างของมันก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน แม้แต่ผู้ฝึกปรือิญญาที่มีพลังสูงกว่าผู้ใช้หนึ่งหรือสองระดับก็ยังไม่แน่ว่าจะรับมือได้
ลมหมุนกระโชกพัดจนเกิดเป็พายุไต้ฝุ่น สายลมพัดพาอย่างรุนแรงจนบังเกิดเสียงดังม้วนพัดเข้าใส่ไป๋หยุนเฟย ขณะเดียวกันก็หอบเอาก้อนหินดินทรายเข้ามาอย่างน่าหวาดหวั่น
ไป๋หยุนเฟยที่พุ่งเข้าหาถึงระยะห้าวาก็พลันชะงักร่างลง แก้วตามันหดลีบพร้อมกับล่าถอยไปด้านขวาอย่างเร่งร้อนหมายจะหลบเลี่ยงจากรัศมีการโจมตีจากลมไต้ฝุ่น
แต่มิคาดว่ายามล่าถอยเปลี่ยนทิศ พายุหมุนกลับสามารถเปลี่ยนทิศทางไล่ตามมาได้อีก ยามนั้นซูเซี่ยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เผยยิ้มเย้ยหยันออกมาด้วยความลำพอง
ไป๋หยุนเฟยเพ่งตามองพายุหมุนที่กำลังม้วนเข้าหา ยามก้าวถอยหลังดวงตามันก็ทอประกายวูบ เมื่อล่าถอยไปอีกราวห้าวาจู่ๆก็หยุดเท้าลง ไป๋หยุนเฟยไม่หลบหลีกล่าถอยอีก เพียงสะบัดมือขวาเก็บทวนเปลวอัคคีกลับเข้าสู่แหวนช่องมิติ
“เอ๊ะ? หึ หึ หรือว่าจะสำนึกตัวได้ว่าไม่อาจหลบเลี่ยงได้พ้นจึงถอดใจยอมรับชะตากรรม?” ซูเซี่ยเห็นท่าทีของไป๋หยุนเฟยจึงเอ่ยปากขึ้น “หรือคิดจะปะทะซึ่งหน้า? เฮอะ เ้าเด็กน้อยโฉดเขลา รอจนร่างเ้าถูกเฉือนเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเถอะ เ้าก็จะรู้เองว่าพลังทำลายล้างของมันมีเพียงใด!”
พื้นที่โดยรอบถูกพวกมันทั้งคู่สำรวจมาหมดแล้ว ก่อนหน้านี้ที่วางแผนล่อให้ไป๋หยุนเฟยมาที่นี่ก็ทราบแล้วว่าจุดนี้เป็ช่องลมของหุบเขา ซึ่งจะช่วยเสริมให้ไม้ตายของพวกมันมีพลังที่รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งคู่สามารถควบคุมพายุหมุนลูกนี้ในรัศมีห้าสิบว่าโดยปลอดโปร่ง ต่อให้ไป๋หยุนเฟยหลบหลีกได้รวดเร็วเพียงใดพวกมันก็ยังมีท่าตามหลังไว้คอยรับมือ แต่ทว่ายามนี้ ไป๋หยุนเฟยกลับหยุดอยู่กับที่ทั้งยังเก็บอาวุธในมือเอาไว้ ในสายตาพวกมันแล้ว นี่เป็การรนหาที่ตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ไป๋หยุนเฟยหลังจากเก็บทวนเปลวอัคคีแล้ว กลับไม่มีท่าทีแตกตื่นลนลาน เพียงใช้หางตาชำเลืองดูจากนั้นจึงชักเท้าขวาถอยหลังครึ่งก้าว ขณะเดียวกันก็ปรากฏแสงสีแดงห่อหุ้มรอบกายพร้อมกับะเิพลังิญญาอันรุนแรงออกมา พลังธาตุไฟที่ร้อนแรงลุกโชนรอบกายนั้นดูแล้วกลับไม่ด้อยกว่าพลังที่ถังย่ากับซูเซี่ยปลดปล่อยออกมาแม้แต่น้อย แล้วไป๋หยุนเฟยก็ยื่นมือขวาออกพร้อมกับร้องขึ้นเบาๆ พลังธาตุไฟรอบกายก็คล้ายกับถูกร้องเรียก พริบตาเดียวก็รวมรั้งเข้าสู่แขนขวาที่ยื่นออกไป ‘ปัง!’พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้น แขนเสื้อข้างขวาของไป๋หยุนเฟยก็พลันสลายเป็เถ้าถ่านแล้วมีดเพลิงยาวเจ็ดเชียะก็ปรากฏขึ้น!
มีดปีกเพลิง!
ไป๋หยุนเฟยแค่นเสียงเ็าพร้อมกับถีบเท้าขวาโดยแรงก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาพายุหมุนในทันที พริบตาที่จะกระทบถูกพายุหมุน มีดปีกเพลิงบนแขนขวาก็ขยายขึ้นก่อนจะฟันใส่พายุหมุนพร้อมกับเปลวเพลิงอันร้อนแรง
“อย่าเพิ่งลำพองใจไป! สลายไป...ให้แก่ข้า!!!”
“ปัง!!!”
หลังเสียงดังสนั่น เงาร่างของไป๋หยุนเฟยที่ถูกปกคลุมจากฝุ่นคละคลุ้งจากการะเิก็ค่อยๆปรากฏขึ้นท่ามกลางประกายแสงสีเขียวและแดงที่กระจายอยู่โดยรอบ
……
พลังธรรมชาติแห่งฟ้าดินที่ปะทะกัน หากไม่ใช่คุณสมบัติที่สะกดข่มกันแล้ว ก็เพียงวัดกันที่ปริมาณและคุณภาพ ขอเพียงมีพลังกล้าแข็งพอ เปลวเพลิงก็สามารถฟาดฟันลมพายุให้แตกสลายไปได้
ซูเซี่ยที่เมื่อครู่มีสีหน้าลำพองใจก็แปรเปลี่ยนเป็นิ่งงัน เนื่องเพราะที่มันเห็นเบื้องหน้า พายุหมุนขนาดใหญ่นั้นกลับถูกย้อมด้วยสีแดงในชั่วพริบตาก่อนจะแตกสลายออกกลายเป็ลมร้อนระอุพัดกระจายออกรอบทิศ สุดท้ายจึงค่อยเผยให้เห็นพลังสีแดงที่ห่อหุ้มเงาร่างคนผู้หนึ่งไว้
“นี่คือไม้ตายของพวกเ้าหรือ? ก็เท่านี้เอง...”
