เคอโยวหราน “...?”
นั่นเป็ถึงชุดที่เปื้อนเืของนางเชียว! บุรุษผู้นี้ ช่างอบอุ่นเกินไปแล้ว!
ต้วนเหลยถิงเอนตัวนอนลงข้างกายเคอโยวหราน โอบนางเข้าสู่อ้อมแขนพร้อมกับห่มผ้าเพื่อรักษาความอบอุ่นให้นาง
มืออีกข้างยังคงทาบลงบนท้องน้อยของเคอโยวหรานเช่นเมื่อวาน ความอบอุ่นค่อยๆ แทรกซึมเข้าภายในร่างกายอย่างแ่เบาเพื่อช่วยบรรเทาความเ็ปบริเวณท้องน้อยของนาง
เคอโยวหรานอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของต้วนเหลยถิง หัวใจทั้งดวงของนางถูกห่อหุ้มไว้ในโถน้ำผึ้งเสียแล้ว เฝ้าหวังเหลือเกินว่าชั่วชีวิตจะเป็เช่นนี้ตลอดไป สุขสงบชั่วกาล
อาจเป็เพราะต้วนเหลยถิงอ่อนโยนเกินไป หรืออาจเป็เพราะร่างกายของเคอโยวหรานรู้สึกไม่สบายจนอ่อนล้ามากเกินไป
ไม่นานนักหนังตาของเคอโยวหรานก็เริ่มต่อสู้กันและจมเข้าสู่แดนนิทราอย่างช้าๆ
......
ณ จวนสกุลเคอแห่งหมู่บ้านเถาหยวน
ั้แ่เช้าตรู่ เคอเจิ้งหนานเช่ารถม้าหนึ่งคันรีบร้อนเดินทางกลับจวน
หลังก้าวเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นหลินสืออู่ที่ถูกทุบตีจนจมูกช้ำหน้าบวม เขาก็แทบจะจำมิได้ ยังนึกว่ามาผิดที่เสียด้วยซ้ำ
ครั้นหันไปเห็นต้นกุ้ยฮวา [1] ภายในลานเรือนก็มั่นใจว่ามิได้มาผิดที จึงเอ่ยด้วยความสงสัยว่า “สืออู่? คือเ้าหรือ?”
“ฮือ...ฮือๆ...” หลินสืออู่พลันโผเข้าหาอ้อมกอดของเคอเจิ้งหนานและร้องไห้ออกมาด้วยความปวดใจเหลือแสน
หากหลินสืออู่เป็แม่นางน้อยอายุเพียงสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี ทันทีที่ดอกสาลี่ต้องหยาดฝนร่ำไห้ออกมาเช่นนี้ เคอเจิ้งหนานคงใจเหลวดั่งสายน้ำในวสันตฤดูเป็แน่แท้
ทว่ายามนี้นางคือสตรีวัยกลางคนที่รูปร่างอ้วนท้วมแล้ว ทั้งใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวอีกด้วย
ทันทีที่ร้องไห้ พลันทำเอาเคอเจิ้งหนานแทบจะอาเจียนอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะออกมาเสียแล้ว
เคอเจิ้งหนานพยายามระงับอาการพะอืดพะอมของตน ผลักหลินสืออู่ออกพลางเอ่ยว่า “นี่เ้าเป็อันใดไป? ผู้ใดทุบตีเ้าจนกลายเป็เช่นนี้?”
หลินสืออู่ปาดน้ำตา ท่าทางราวกับหาแกนหัวใจพบ รีบเปิดปากเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานราวกับเทเมล็ดถั่วลงถาดให้เคอเจิ้งหนานฟังรอบหนึ่ง
เคอเจิ้งหนานเบิกตากว้าง ประคองไหล่ทั้งสองข้างของหลินสืออู่พลางเอ่ยด้วยความตื่นตระหนกว่า “เ้าบอกว่าเสี่ยวหรูตั้งครรภ์หรือ? เ้ามั่นใจใช่หรือไม่? นางล้มไปเช่นนั้น เด็กเป็อันใดหรือไม่?”
หลินสืออู่ไม่ทันสังเกตว่าภายในน้ำเสียงของเคอเจิ้งหนานมีความร้อนรนระคนตื่นตระหนกอยู่บางส่วน
ยิ่งไม่มีทางสังเกตว่าเคอเจิ้งหนานไม่แม้แต่จะถามว่าหลินสืออู่ถูกทุบตีจนาเ็ร้ายแรงหรือไม่
นางปาดน้ำตาเอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “เมื่อวานข้าเชิญท่านหมอหลูมา ผลสุดท้ายยังไม่ทันจัดเทียบยาก็ถูกท่านแม่กับเคอก่วงเถียนก่อความวุ่นวายเสียก่อน ไม่รู้ว่ายามนี้เสี่ยวหรูเป็อย่างไรบ้างแล้ว ข้ากำลังจะไปเชิญท่านหมอหลูมาจัดเทียบยาเ้าค่ะ”
ขณะเอ่ยยังยกชายแขนเสื้อปาดน้ำตา “มิสู้ฉวยโอกาสขณะเด็กยังเล็ก เชิญท่านหมอหลูจัดเทียบยาขับเืเพื่อเอาเด็กออกเถิดเ้าค่ะ ด้วยร่างกายในยามนี้ของเสี่ยวหรู นางไม่เหมาะจะมีบุตรจริงๆ เ้าค่ะ”
“เ้าว่าอย่างไรนะ?” สายตาของเคอเจิ้งหนานพลันฉายแววดุดัน คว้าคอเสื้อของหลินสืออู่เอาไว้พลางเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า
“เ้าลองพูดให้ข้าฟังอีกรอบซิ? เด็กคนนี้มาได้เวลาพอดี ผู้ใดอนุญาตให้เ้าขับเด็กออกกัน?”
หลินสืออู่ไม่เข้าใจ นางมองเคอเจิ้งหนานด้วยสายตาอ่อนแรงพลางเอ่ยว่า “ขออภัย ขออภัยเ้าค่ะ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะรีบไปเชิญท่านหมอหลูมาประเดี๋ยวนี้ จะปกป้องบุตรของเสี่ยวหรูเอาไว้เ้าค่ะ”
ครั้นเคอเจิ้งหนานได้ยินเช่นนี้ก็วางใจ ปล่อยคอเสื้อของหลินสืออู่แล้วเอ่ยว่า
“สืออู่ เ้ารู้หรือไม่? สกุลต่งไม่เป็อันใด เมื่อวานนายท่านต่งยังไปที่หอชุนเฟิงกับใต้เท้าตำแหน่งใหญ่ที่มาจากเมืองหลวง ท่าทางกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาเช่นนั้น ราวกับได้รับผลประโยชน์บางอย่างมาอีกด้วย
สกุลต่งของพวกเขามีบุตรชายเพียงคนเดียวมาสามชั่วอายุคน ยามนี้เสี่ยวหรูตั้งครรภ์บุตรของต่งปี้อู่ หากมิใช้พิธีการสำหรับภรรยาเอก เช่นนั้นก็อย่าได้หวังว่าจะรับเสี่ยวหรูกับบุตรกลับไป”
หลินสืออู่เอ่ยด้วยความยินดี “จริงหรือเ้าคะ? เช่นนั้นข้าจะไปหาท่านหมอหลูประเดี๋ยวนี้ ครรภ์นี้ของเสี่ยวหรู ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปกป้องเอาไว้ให้จงได้เ้าค่ะ”
......
ภายในบ้านสวน เคอโยวหรานนอนหลับจนถึงเที่ยงวัน กระทั่งตัวนางเองก็ยังมิอาจเชื่อ นี่นางนอนเก่งถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน?
เคอโยวหรานที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของต้วนเหลยถิงพลันเอ่ยว่า “ซานหลาง มิสู้พวกเรากลับจวนกันดีหรือไม่เ้าคะ? บิดามารดาของข้ากับพวกท่านแม่สกุลต้วนน่าจะเป็ห่วงกันแล้ว ทั้งยังต้องกลับไปจัดการเื่ต้นกล้าอีกด้วยเ้าค่ะ”
ต้วนเหลยถิงกระชับกอดเคอโยวหรานให้แน่นกว่าเดิมเล็กน้อย “วางใจเถิด ข้าให้อิ่งเอ้อร์ไปบอกท่านแม่แล้วว่าระยะนี้พวกเรามีธุระที่ต้องจัดการ จะไม่กลับจวนเป็การชั่วคราว
ข้าทำตามวิธีการที่เ้าบอก ให้พี่รองเอาเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการแช่น้ำสระบัวและไม่จำเป็ต้องเพาะต้นกล้าส่งไปให้ผู้ใหญ่บ้านเฉินแล้ว ให้เขาช่วยแจกจ่ายออกไป
ส่วนข้าวเปลือกกับข้าวโพดที่จำเป็ต้องเพาะกล้า ข้าก็ให้พี่รองกับอิ่งซานจัดการเรียบร้อยแล้ว เ้าไม่ต้องเป็กังวล
รถม้าสั่นโคลงเคลงมากเกินไป เ้าไม่สบายกาย พักอยู่ในบ้านสวนสักสองสามวันเถิด รอจนกระทั่งเ้าหายดีพวกเราค่อยกลับไป”
เคอโยวหรานคลี่ยิ้มบางพลางโอบเอวแกร่งของต้วนเหลยถิง “ซานหลาง ท่านไม่คิดจะบอกท่านแม่กับพวกพี่ๆ เื่ที่ซื้อบ้านสวนหรือเ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงส่ายหน้า “บ้านสวนแห่งนี้คือสิ่งที่พวกเราแย่งมาจากปากสกุลต่ง พวกเราอาจถูกเปิดโปงว่าอยู่ใต้หนังตาของศัตรูได้ทุกเมื่อ
ข้าไม่อยากให้ท่านแม่กับท่านพี่ทั้งสองต้องเป็กังวลไปด้วย รอกระทั่งพวกเราทำงานหนักจนมีกองกำลังสักเล็กน้อยเสียก่อน ค่อยบอกหลังจากไม่มีเื่ให้ต้องห่วงหน้าพะวงหลังก็ยังทัน”
เคอโยวหรานใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “ซานหลาง ท่านเคยบอกว่าศัตรูแข็งแกร่งมาก เป็ศัตรูของท่านเพียงผู้เดียวหรือเป็ศัตรูของคนทั้งสกุลต้วนหรือเ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงจดจ้องผ้าม่าน ดวงตาลุ่มลึกเปี่ยมด้วยเื่ราวในอดีตและการผ่านโลกมาอย่างโชกโชน “คือศัตรูของทั้งสกุลต้วนของพวกเรา”
เคอโยวหรานเอ่ยยืนยันอีกครั้ง “หรือก็หมายความว่า ศัตรูผู้นี้ไม่เพียงคิดจะลงมือกับท่าน แต่ยังจะลงมือกับท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้อีกด้วย”
ต้วนเหลยถิงพยักหน้า นับได้ว่าเป็การยอมรับโดยนัย
เคอโยวหรานเอ่ย “ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็ไม่ควรปกป้องท่านแม่กับพวกพี่ชายและพี่สะใภ้มากจนเกินไป มีหลายเื่ที่ควรจะบอกพวกเขาเ้าค่ะ
ประการแรก เพื่อให้พวกเขาได้เตรียมพร้อมทางใจว่าพวกเราทำสิ่งใดไปแล้วบ้าง พวกเขาจำต้องให้ความร่วมมืออย่างไร ล้วนแต่ควรสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้นหากทุกคนพยายามไปคนละทิศทาง อาจทำให้เื่ราวยุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิมเ้าค่ะ
ประการที่สอง เมื่อเวลาล่วงเลยไป การปกป้องเกินจำเป็ของท่านไม่เพียงมิทำให้พวกเขาเข้าใจและซาบซึ้ง แต่กลับจะทำให้พวกเขาโกรธเคืองท่านได้ง่าย ตำหนิที่เหตุใดท่านถึงไม่บอกกล่าว มิได้เห็นพวกเขาเป็คนในครอบครัวเดียวกัน
ผลลัพธ์ของการปิดบังก็คือ พวกเขาจะไม่เชื่อใจท่านอีกเลย ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็ก้อนถ่วงขาบนเส้นทางแห่งการแก้แค้นในภายหน้าของท่านเ้าค่ะ
ประการที่สาม ในเมื่อเป็ศัตรูของคนทั้งครอบครัว เช่นนั้นพวกเขาก็ควรจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้พวกเขาได้ลิ้มรสความสาแก่ใจที่ได้แก้แค้นและขจัดความกลัดกลุ้มภายในใจเถิดเ้าค่ะ”
เมื่อเคอโยวหรานกล่าวจบ ต้วนเหลยถิงพลันจมดิ่งสู่ความเงียบสงัด เขาขมวดคิ้วจดจ้องผ้าม่านพลางคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง
หลังผ่านไปเนิ่นนาน ต้วนเหลยถิงก็เอ่ยว่า “โยวหราน หนึ่งวาจาของเ้าปลุกผู้ที่กำลังหลับใหลอยู่ในความฝันได้จริงๆ ขอบคุณเ้า ข้ารู้ว่าควรจะทำอย่างไรแล้ว”
หลายวันหลังจากนั้น เคอโยวหรานพลันใช้ชีวิตไม่ต่างอันใดกับหมู เรียกได้ว่ากินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กินอย่างแท้จริง ถูกต้วนเหลยถิงเลี้ยงดูอย่างดียิ่งนัก ร่างกายฟื้นฟูได้รวดเร็วเป็อย่างยิ่ง
ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของต้วนเหลยถิง ในที่สุดประจำเดือนของเคอโยวหรานก็สิ้นสุดลงเสียที
เคอโยวหรานแช่น้ำพุร้อนอย่างผ่อนคลาย คนทั้งสองพาหมาป่าน้อยอาบน้ำ จากนั้นออกเดินทางกลับสู่หมู่บ้านเถาหยวน
ครั้งนี้เคอโยวหรานอยากดูการไถพลิกหน้าดิน รวมถึงการหว่านเมล็ดพันธุ์บางชนิด
คนทั้งสองมิได้ใช้เส้นทางสายเล็กทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ทว่าผ่านทางเข้าหมู่บ้านที่ทุกคนใช้กันตามปกติ
ขณะยังอยู่ทิศไกล ไม่ทันเข้าหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งภายในทุ่งนาด้านหน้าเสียแล้ว
อาจเพราะเอาแต่อุดอู้อยู่ในบ้านสวนนานเกินไป เคอโยวหรานที่เดิมทีไม่ชอบความวุ่นวายกลับชะโงกหน้าออกจากรถม้า เอ่ยกับอิ่งเอ้อร์ที่กำลังบังคับรถม้าว่า “ไปดูสักหน่อยเถิดว่าเกิดเื่ใดขึ้น?”
“ขอรับ ฮูหยินน้อย” อิ่งเอ้อร์ขานรับ ก่อนเปลี่ยนทิศทางรถม้าเพื่อมุ่งหน้าไปทางต้นตอของเสียง
ระยะทางยังอีกยาวไกล พลันมีน้ำเสียงหยามเหยียดของเคอเจิ้งซีดังเข้ามา “เคออู่ฝู ทั้งที่เ้าเป็คนสกุลเคอ ทว่านอกจากไม่ยอมต่อต้านการเพาะปลูกแบบใหม่ร่วมกับคนอื่นในสกุลเคอ กลับยังไปทดลองเองเสียก่อน ทำเช่นนี้คงอยากถูกขับออกจากสกุลเคอใช่หรือไม่?”
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ต้นกุ้ยฮวา 桂花 หมายถึง ต้นหอมหมื่นลี้
