ัคะนองน้ำน้อยเป็สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ มีสายเืัอยู่ในตัว มีสถานะสูงศักดิ์ยิ่งยวด คลื่นพลังที่แผ่ซ่านออกมานั้นใช่สิ่งที่สัตว์อสูรชั้นต่ำอย่างงูลายครามจะต่อต้านได้อย่างนั้นหรือ?
ครั้นััได้ถึงคลื่นพลังจากัคะนองน้ำน้อย งูลายครามตัวสั่นสะท้าน ก่อนที่จะถูกัคะนองน้ำน้อยกัดหัวขาดในพริบตาเดียว
ัคะนองน้ำน้อยคาบศพงูลายครามมาวางตรงหน้าจูชิงพลางเอาหัวถูไถมือของเขาคล้ายกับอยากได้รางวัล
จูชิงดีดนิ้ว สมุนไพรดึกบรรพ์ต้นหนึ่งตกลงไปในปากัคะนองน้ำน้อย มันหลับตาพริ้มเคี้ยวสมุนไพรดึกดำบรรพ์ ลิ้มรสชาติหอมหวานทีละเล็กทีละน้อย
ดีของงูลายครามเป็หนึ่งในวัตถุดิบยอดนิยมที่ใช้สำหรับทำโอสถแก้พิษในขุนเขากระบี่เทียนหยวน ดีหนึ่งอันมีค่าสองร้อยค่าคุณูปการ
แม้ว่างูลายครามจะเป็สัตว์อสูริญญาขั้นหลอมกายา แต่เนื่องจากพิษของมันมีอันตรายยิ่งยวด กระทั่งจอมยุทธ์ขั้นสร้างลมปราณ หากเผลอพลั้งถูกฉกขึ้นมาอาจถึงตายได้ ดังนั้นสองร้อยค่าคุณูปการจึงไม่ถือว่าแพง
ซั่งกวานเหยียนหลานเก็บโสมสามใบอย่างระมัดระวัง นางห่อมันด้วยผ้าสีแดงแล้วเก็บใส่กระเป๋าของตัวเอง!
ถุงเอกภพมิใช่ของหายากในขุนเขากระบี่เทียนหยวน ศิษย์นอกสำนักส่วนใหญ่ล้วนมีติดตัวกันคนละใบ ทว่าสำหรับศิษย์สามัญแล้วนั้นมันคือสมบัติล้ำค่าที่มิอาจเอื้อมถึง
ตอนนั้นที่เย่หยางมีถุงเอกภพก็เพราะเข้าไปในเกาะหลัวโหว ซึ่งขุนเขากระบี่เทียนหยวนมอบให้เป็รางวัลพิเศษ มิฉะนั้นการที่ศิษย์สามัญจักมีถุงเอกภพเป็เื่ที่แทบเป็ไปไม่ได้เลย
พูดกันตามตรงศิษย์สามัญไม่นับว่าเป็ศิษย์ของขุนเขากระบี่เทียนหยวน พวกเขาไม่มีแม้แต่ค่าคุณูปการ หากไม่มีค่าคุณูปการย่อมไม่มีทางก้าวหน้าเติบใหญ่ได้ในขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ซั่งกวานเหยียนหลานที่เป็บุตรสาวของสามนตราชแห่งจักรวรรดิต้าฉี กระทั่งนางยังไม่มีถุงเอกภพ มีแค่พ่อของนางที่มี ทว่ามีพื้นที่อยู่เพียงยี่สิบกว่าลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างถุงเอกภพก็คือหินสุเมรุซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักต่างๆ แม้แต่จักรวรรดิยังยากที่จัก่ชิงหินสุเมรุมาจากนิกาย ดังนั้นถุงเอกภพจึงมีจำนวนเพียงไม่มาก
“ข้ามีถุงเอกภพอีกใบ จุของได้ไม่มากเท่าไหร่แค่ห้าสิบลูกบาศก์เมตร ถ้าเ้าไม่ถือสาก็เอาไปใช้สิ” จูชิงปลดถุงเอกภพใบหนึ่งจากเอวโยนให้ซั่งกวานเหยียนหลาน
ไม่รู้ว่ามีศิษย์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนกี่คนที่ตายบนเกาะหลัวโหว หนึ่งในนั้นมีหลายคนที่เป็ยอดอัจฉริยะ แน่นอนว่าถุงเอกภพที่พวกเขาใช้ล้วนแล้วแต่เป็ของชั้นยอด มีพื้นที่กว้างใหญ่ประมาณหนึ่งร้อยลูกบาศก์เมตรสามารถบรรจุสิ่งของได้มากมาย
จูชิงเจอถุงเอกภพหลายใบบนเกาะหลัวโหว ทว่าถุงเอกภพที่มีพื้นที่หนึ่งร้อยกว่าลูกบาศก์เมตรนั้นมีอยู่แค่สองใบ ใบหนึ่งแขวนอยู่ที่เอว ข้างในเต็มไปด้วยของล้ำค่าฟ้าดินที่ได้มาจากเกาะหลัวโหว
ส่วนถุงเอกภพใบที่เหลือที่มีพื้นที่แค่ไม่ถึงห้าสิบกว่าลูกบาศก์เมตรหาได้อยู่ในสายตาของเขาไม่
“ห้าสิบลูกบาศก์เมตรงั้นรึ?” ซั่งกวานเหยียนหลานใจสั่นสะท้าน ถุงเอกภพใบนี้มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าของบิดาของนางตั้งเท่าหนึ่ง แม้จะใช้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีก็ยังหาซื้อไม่ได้เลยกระมัง
“ขอบคุณมากเ้าค่ะนายท่าน!” ซั่งกวานเหยียนหลานยิ้มหวาน รับถุงเอกภพมาแขวนไว้ที่เอว ก่อนที่จะย้ายของทั้งหมดที่ใส่ไว้ในกระเป๋าใส่ลงไปในถุงเอกภพแทน
ซั่งกวานเหยียนหลานหยิบของเข้าๆ ออกๆ อยู่หลายครั้งโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยสักนิด
จูชิงเข้าใจดี ตอนเพิ่งได้ถุงเอกภพมาแรกๆ เขาก็ทำเช่นเดียวกันกับนาง ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะหายตื่นเต้น
ระหว่างที่จูชิงกำลังหาของล้ำค่ากับซั่งกวานเหยียนหลาน อีกด้านหนึ่งของเทือกเขามีศิษย์สามัญหลายคนรวมกลุ่มกันอยู่
“ศิษย์พี่ชวีออกคำสั่งแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจัดการเ้าจูชิงนั่นให้ได้” ศิษย์คนหนึ่งพูดเสียงหนักแน่น
“มันใช่เื่ง่ายเสียเมื่อไหร่ เ้าไม่เห็นจูชิงซัดหลินเวยหยวนกับซุนซาเหลียงหรือไง ถึงพวกเราทั้งหมดร่วมมือกันก็ใช่ว่าจักประมือกับเขาได้!” ศิษย์สามัญอีกคนส่ายหัว
“พวกเรามิใช่คู่ประมือของเขาก็จริง แต่ถ้าเป็ผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าล่ะ” ศิษย์คนนั้นทำหน้าเคร่งขรึม
“เ้าหมายถึง...” พวกศิษย์สามัญที่เหลือกวาดสายตามองไปยังแดนไกล แววตาฉายแววหวาดหวั่น
“เ้าคงมิได้คิดจักปล่อยเ้าพวกนั้นออกมาใช่หรือไม่ ถ้าเป็แบบนั้นแม้แต่พวกเราเองก็ต้องตายอยู่ที่นี่แน่” พวกศิษย์สามัญกล่าวเสียงสั่นในใจเปี่ยมล้นด้วยความกลัว
“แต่ถ้าพวกเราฆ่าจูชิงไม่ได้ พอออกไปก็ต้องถูกศิษย์พี่ชวีเล่นงานอยู่ดี ไม่ว่าจะทางไหนก็ต้องตาย ทว่าถ้าพวกเรายอมเสี่ยงแล้วเกิดทำสำเร็จ ศิษย์พี่ชวีจักต้องให้รางวัลอย่างงามแน่นอน!” ศิษย์สามัญคนนั้นยังยืนยันคำเดิม
ถึงเป็ศิษย์สามัญก็ยังรู้ว่าภายภาคหน้าชวีหลิงเฟิงจะต้องเป็ใหญ่ในขุนเขากระบี่เทียนหยวน อย่างไรเสียเขาก็เป็ศิษย์สืบทอด พวกเขารับใช้ผู้ที่ยิ่งใหญ่เฉกเช่นนี้มีแต่ได้กับได้
“แต่สัตว์ประหลาดพวกนั้นถูกขังอยู่ในเขตต้องห้ามมิใช่รึ” อีกคนหนึ่งเอ่ย
“ศิษย์พี่ชวีคิดเอาไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงมอบของสิ่งนี้ให้ข้า!” ศิษย์สามัญผู้นั้นหยิบของออกมาชิ้นหนึ่งลักษณะคล้ายกับเหล็กหมาด
“มันเรียกว่าเหล็กหมาดอักขระิญญา อุปกรณ์เฉพาะของนักหลอมอักขระ สามารถใช้ปรับเปลี่ยนอักขระิญญาได้ ถ้าพวกเราใช้เหล็กหมาดอักขระิญญาทำลายอักขระเขตแดนต้องห้าม ปล่อยสัตว์ประหลาดพวกนั้นออกมา ไม่ว่าอย่างไรจูชิงก็จะต้องตายอย่างมิต้องสงสัย!” ศิษย์สามัญผู้นั้นแสยะยิ้ม
“ความก้าวหน้าย่อมมาพร้อมกับอันตราย!” พวกศิษย์สามัญตัดสินใจแล้ว จะต้องฆ่าจูชิงให้ตายในการทดสอบให้ได้ ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องตายก็คือพวกเขา
ณ สำนักในขุนเขากระบี่เทียนหยวน
บุรุษรูปงามดั่งหยกสลักกำลังเล่นหมากล้อมอยู่กับชวีหลิงเฟิง
“ถึงกับให้ยืมเหล็กหมาดอักขระิญญาของข้า จอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเพียงคนเดียว เ้าต้องทำถึงขนาดนี้เชียวรึ?” ชายผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย
“มันไม่ใช่คนธรรมดา ตอนอยู่ที่เกาะหลัวโหวข้าเกือบตายด้วยน้ำมือของมัน ความเป็มาไม่ชัดแจ้ง ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่ยอมให้มันเข้ามาในขุนเขากระบี่เทียนหยวนเด็ดขาด” ชวีหลิงเฟิงเดินหมากดำ จิตสังหารท่วมท้นทะลักทลายครอบคลุมครึ่งูเา
“ปล่อยจิตสังหารรุนแรงเช่นนี้คงไม่ดีกระมัง ปกติเ้ามักจะถ่อมตัวเสมอมิใช่หรือ เหตุใดหลังจากกลับจากเกาะหลัวโหวเ้าถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้?” ชายผู้นั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินหมากขาว แก้อุบายซับซ้อนของหมากดำในการเดินเพียงหนึ่งตา
“ศิษย์พี่ไม่เคยเผชิญกับความน่ากลัวของเกาะหลัวโหวก็พูดได้สิ” ชวีหลิงเฟิงยิ้ม
ชายผู้นั้นยิ้มตอบ “ทำไมรึ อยากประมือกับข้าอีกคนหรือไร?”
“ศิษย์พี่ครองอันดับหนึ่งของอันดับัมาเนิ่นนาน ว่ากันว่าไม่มีศิษย์สืบทอดคนใดเอาชนะท่านได้ ข้าเลยอยากลองประลองกับท่านสักครั้ง!” เจตจำนงแห่งการต่อสู้ประจักษ์ในแววตาของชวีหลิงเฟิง
“เ้าก็รู้ว่าข้ามิได้ชำนาญเื่การต่อสู้เท่าใด คนที่แพร่ข่าวลือเป็พวกฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด ข้าเป็แค่ศิษย์ในอันดับัต่ำต้อย จักเทียบชั้นกับศิษย์สืบทอดที่ยิ่งใหญ่เฉกเช่นเ้าได้อย่างไร” ชายผู้นั้นยิ้มบางๆ
“ศิษย์พี่ถ่อมตัวเกินไป ลำพังเพียงแค่ตำแหน่งนักหลอมอักขระิญญาก็ไม่มีใครกล้าดูถูกท่านแล้ว อีกอย่างข้ารู้ว่าท่านแค่ไม่้า ไม่อย่างนั้นท่านคงเป็ศิษย์สืบทอดตั้งนานแล้ว” ชวีหลิงเฟิงกล่าว
ชายผู้นั้นส่ายศีรษะ “ช่างเถอะ อย่าลืมเอาเหล็กหมาดอักขระิญญาอันใหม่มาให้ข้าด้วยล่ะ”
“ศิษย์พี่หมายความว่าอย่างไร?” ชวีหลิงเฟิงหน้าเปลี่ยนสี
“ไว้เจอกันใหม่!” พูดจบชายผู้นั้นก็หายวับไปในพริบตา
ชวีหลิงเฟิงขมวดคิ้วเป็ปม สมกับที่เป็อันดับหนึ่งของอันดับั เขาครองอันดับหนึ่งของอันดับันานนับสิบปีแล้ว ระหว่างนั้นมีศิษย์อันดับัไม่น้อยเลื่อนขั้นปเป็ศิษย์สืบทอด แต่เขากลับไม่มีความคิดที่จะทำเช่นนั้นเลย
ผู้คนต่างฉงนสงสัย เขาสามารถกำราบศิษย์สืบทอดนับไม่ถ้วนได้ เหตุใดเขาถึงไม่ก้าวไปสู่ขั้นนั้นเสียที?
สำหรับศิษย์ในสำนักแค่อันดับพยัคฆ์ก็สูงเกินไขว่คว้าแล้ว ฉะนั้นอย่าได้กล่าวถึงอันดับัเลย เพราะศิษย์อันดับัอยู่เป็สองรองลงมาจากศิษย์สืบทอด
“จอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเพียงคนเดียวข้าต้องทำถึงขนาดนี้เชียวงั้นรึ?” ชวีหลิงเฟิงแค่นเสียง ถุยน้ำลายลงพื้น
โลหิตเปรียบดั่งไฟ กระดูกเปรียบดั่งหยก ไขกระดูกเปรียบดั่งน้ำแข็ง หลังจากออกมาจากเกาะหลัวโหว ชวีหลิงเฟิงสำเร็จเป็ขั้นหลอมลมปราณกลายเป็ผู้แข็งแกร่งบนเส้นทางแห่งยุทธ์!
“จูชิง ข้าไม่สนว่าเ้าจะเป็ใครมาจากไหน แม้เ้าจักรอดชีวิตจากการด่านทดสอบมาได้ ข้าก็จะทำให้เ้าตายไร้ที่กลบฝัง!” ชวีหลิงเฟิงเอ่ยปากเสียงเย็นเยียบ
ชายผู้นั้นมองแผ่นหลังของชวีหลิงเฟิงที่เดินจากไปพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “เขาผู้นั้นมีอะไรพิเศษกันแน่ เ้าถึงสนอกสนใจมากขนาดนี้?”
พระอาทิตย์ขึ้นและตก นับั้แ่เริ่มการทดสอบก็ผ่านไปสี่วันแล้ว เหล่าศิษย์เริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของเทือกเขานี้ได้ รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรแตะต้อง หากแต่กว่าการทดสอบจะสิ้นสุดยังต้องใช้เวลานานหลายวัน
“นายท่าน มันมาแล้ว เร็วเข้า เร็วเข้าสิ!” ซั่งกวานเหยียนหลานะโอย่างตื่นเต้นอยู่ริมทะเลสาบ
จูชิงใช้แรงทั้งหมดดึงปลาตัวเท่าคนจากทะเลสาบขึ้นมายังพื้นหญ้า!
จูชิงแล่ปลาอย่างชำนาญ ขอดเกล็ด คว้านเครื่องในออกแล้วนำไปย่างบนกองไฟ
“เนื้อปลาใบเขียวลายทางสดใหม่ดีจริงๆ กินทุกวันก็ไม่เบื่อ” จูชิงยิ้ม
“ข้าเห็นด้วย ในจักรวรรดิต้าฉียังไม่มีปลาอร่อยๆ แบบนี้เลย” ซั่งกวานเหยียนหลานยิ้มตอบ
ส่วนัคะนองน้ำน้อยเองก็กำลังแทะปลาใบเขียวลายทางอีกตัวอย่างเอร็ดอร่อย
พวกเขาพบทะเลสาบเล็กๆ แห่งนี้โดยบังเอิญ จูชิงคิดไม่ถึงว่าจะมีปลาล้ำค่าเช่นนี้อาศัยอยู่ ปลาใบเขียวลายทางหนึ่งตัวมีค่าหนึ่งร้อยค่าคุณูปการ แม้ว่าจะมิใช่สัตว์อสูร ทว่ารสชาติแสนอร่อยของมันนั้นทำให้จอมยุทธ์หลายคนติดใจจนหยุดกินมันไม่ได้
“เอาล่ะ แค่ทำลายอักขระิญญาเส้นนี้ เขตแดนต้องห้ามก็จักใช้งานไม่ได้ ถึงเพลานั้นเ้าสัตว์ประหลาดที่อยู่ข้างในก็จะออกมา!” พวกศิษย์สามัญจับจ้องมองอสูริญญาที่หลับใหลอยู่ในเขตต้องห้ามแล้วก็อดใจหายมิได้
