เ่ิูในขั้นอาณาพิภพ สามารถมากพอจะประลองยุทธ์กับฉินอู๋ซวงที่เปิดจุดตันเถียนบุกเบิกตาน้ำพุบ่อน้ำิญญาได้ แล้วหลังจากก้าวข้ามเล่า?
น่ากลัวว่าแม้แต่ฉินอู๋ซวงก็ห่างชั้นเกินไป ไม่อาจเป็คู่ต่อสู้ของเขาได้อีกแล้ว?
แต่ว่าคราวนี้เ่ิูปั่นป่วนการท้าประลองสิบรายชื่อั้แ่ครั้งปฐมฤกษ์ ทำลายสังเวียนพังพินาศ ทำลายลำดับการของสำนัก เื่ไม่มีทางจบลงเช่นนี้หรอกกระมัง? ช่างหัวว่าเป็อัจฉริยะเถอะ ระเบียบและกฎเกณฑ์ของสำนักกวางขาวคงไม่เป็หมันไปหรอกนะ?
ยังไม่ได้เอ่ยถึงที่เ้าทุกข์ที่เ่ิูกระทำผิดนั้น คือกลุ่มศิษย์ชั้นสูงทั้งสำนักอีกด้วย!
คนมากมายผุดคิดในใจ ว่าสำนักกวางขาวได้ล่วงเข้าฤดูกาลแห่งการมีเื่เสียแล้ว!
...
กลางซากปรักหักพัง
ข่งคง เวินหว่าน หวางเยี่ยนสามชีวิตยืนอยู่กลางอากาศ ก้มหน้าลงมองเบื้องล่าง แววตาประหลาดใจมิใช่เบา
“เ้าเด็กคนนี้ เคลื่อนไหวอาละวาดไม่ใช่น้อยเลย!”
“หนึ่งเดือนก่อนหน้ายังเป็จริงเป็จังอยู่เลย ไฉนจู่ๆ เปลี่ยนนิสัยกะทันหัน เป็บ้าคลั่งขนาดนี้...”
“ฮ่าๆ ข้าคิดว่าแบบนี้แหละดีกว่า ใจวรยุทธ์แห่งเทพสังหารซิวลัวไม่อาจน้อยใจตนเอง ต้องทำตามที่ใจปรารถนา ถึงจักก้าวข้ามพลังได้!”
สองบุรุษหนึ่งสตรีว่าพลางหัวเราะพลาง
อารมณ์ปรีดาในสายตาเ่าั้ ชัดแจ้งจนน่าตำหนิ
“สมภาคภูมิที่มีชีพจรเฉกนั้น ความเร็วในการฝึกเร็วเป็ปีศาจเลยนะนี่” หวังเยี่ยนทอดถอนใจ “กลัวแต่ว่าพอผ่านพ้นสมรภูมินี้ไปแล้ว คนทั้งนครลู่ิจะจับตามองเด็กคนนี้เป็ตาเดียวได้นะ!”
“เื่นี้ทำดีแล้วล่ะ” เวินหว่านหัวเราะ “ตอนนี้ไม่เหมือนสี่ปีก่อน ข้าอยากลองดูเสียหน่อย ว่าในนครลู่ินี้จะมีใครกล้าทำอะไรเ้าเย่นี่บ้าง”
“ฮ่าๆ อันนี้ข้าเห็นด้วย” ข่งคงหัวร่อเป็พัลวัน
หวางเยี่ยนปรายตามองทั้งสองเยี่ยงดูแคลน นางว่า “พวกบุรุษป่าเถื่อนสองหน่ออย่างพวกท่าน รู้ทั้งรู้ว่ารุนแรง ยังจะมองเป็เื่สนุกได้อีก เื่เช่นนี้ในภายภาคหน้าต้องอย่าให้เกิดขึ้นมาอีกนะ”
พูดยังไม่ทันขาดคำดี
ตูม!
พลังอันน่าหวั่นหวาดเดือดพล่านมาจากพายุ มุ่งตรงสู่ทิศทางแห่งสำนักกวางขาว ทุกแห่งที่เยื้องผ่าน ดั่งเมฆทมิฬกดทับเมืองไว้ในอาณัติ ชวนให้คนตาดำๆ หายใจไม่ทั่วท้อง
พลังงานนี้หลั่งมาดุจน้ำหลาก แล่นเชี่ยวกรากเข้าใกล้สำนักกวางขาว
และแทบจะเพลาเดียวกัน กลางนครลู่ิพลันปรากฏพลังน่าครามครันหลายสายผุดขึ้นมาเป็ดอกเห็ด ราวกับว่าััได้ถึงของสิ่งเดียวกัน พวกมันหลั่งรวมเป็เนื้อเดียวแล้วดาหน้าสู่สำนัก
หรือหากกะระยะแม่นยำ ต้องเป็ลานที่เหลือแต่ซากปรักหักพังเป็แน่
“สำนักกวางขาวมีใครก้าวข้ามได้?” เสียงดุดันรุนแรงล่องลอยมาจากทางทิศอาคเนย์
หวังเยี่ยนสีหน้าเปลี่ยนน้อยๆ
ข่งคงกลับเลิกคิ้วคมดังดาบขึ้นสูง ั์ตามีจิตสังหาร เขากระแอมเสียงเย็น “ฮึ ผ่านมาก็หลายปี คนพวกนี้ยังอาจหาญยกตนข่มท่านอยู่อีก คิดว่าฉายา ‘ฆ่าโลหิต’ ของข้าเป็ของเล่นใช่ไหม?”
สุ้มเสียงเงียบงันลง
กระโจนทีเดียวลัดฟ้าเข้าหา รับหน้ากลุ่มพลังงานน่าครั่นคร้ามห่างไกลออกไป
“เ้าเศษเดนแซ่เย่ก้าวผ่านใช่ไหม? ฮึ มันมีพลังถึงขั้นนี้ ต้องเป็ฆาตกรฆ่าลูกหลิวเล่ยข้าแน่ รีบส่งตัวมันมาเดี๋ยวนี้!” อีกเสียงหนึ่งดิ่งลงมาอย่างเร่งร้อน
เวินหว่านยืดแขนยืดขา เสียงบิดข้อต่อดังกร๊อบ เขาหัวเราะพลางเอ่ย “ข้าก็ขอไปออกกำลังเอ็นกับกระดูกสักหน่อยล่ะ”
เสียงพูดเงียบลง ร่างคนก็มลายหายไปเช่นกัน
ปัง!
เป็พลังกระแทกมหาศาลน่าสะพรึงอีกแล้ว
เวินหว่านเองก็ประมือกับศัตรู
พลังกระแทกกระทั้นจู่โจมแตกต่าง ััเดียวแหวกเป็เสี่ยง กัมปนาทะเืเลือนลั่นเหมือนทะเลเมฆถาโถม เวหามีฟ้าแลบฟ้าร้องผลุบโผล่ คลื่นขึ้นๆ ลงๆ รังคนทั้งนครรู้สึกได้แจ่มแจ้ง นักยุทธ์ขั้นต่ำมากมายตัวสั่นงันงก
การสู้รบระหว่างยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งขั้นสูง อำนาจน่ากลัวยิ่ง ดั่งฟากฟ้าพิโรธ
“ผ่านมาก็ตั้งหลายปี หนุ่มสองคนนี้...เฮอะๆ ก็ยังเป็พวกบ้าพลังอยู่ดี” หวังเยี่ยนส่ายหน้าระอา สายตาทอดลงมองแนวพายุรูปัอีกครา อ่อนโยนลงโขนัก ริมฝีปากวาดเป็รอยยิ้ม นางเอื้อนเอ่ยกับตัวเอง “หนุ่มน้อยเอ๋ย ให้ข้าปกป้องเ้าเถิด เ้าเองก็รีบๆ เติบโตขึ้นเถอะนะ!”
หวังเยี่ยนแบมือครั้งเดียว ธงเล็กสีเหลืองสี่ผืนพลันปรากฏ
นางหว่านมือทันใด ธงทั้งสี่ร่วงร่วงเข้าครอบสี่ทิศของแนวลมนั้น ปกปักรักษาเ่ิูที่มีสายลมห้อมล้อมอยู่ใจกลาง คนนอกไร้หนทางจะเฉียดใกล้หรือสอดแนมได้อีก
...
...
เ่ิูนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดิน
ใจกลางแนววายุแห่งพลังชีพ บรรยากาศสงบเรียบรื่น ดั่งห้องบริสุทธิ์ตัดขาดจากโลกภายนอก
สายลมแผดร้องคลุ้มคลั่งอยู่รอบทิศ ดุจกำแพงสีขาวปิดกั้นทุกสิ่งอย่างมิให้กล้ำกราย
สายพลังใต้หล้าที่หลั่งไหลไม่ขาดสายรวมตัวกันสู่ใจกลางแนวลมนั้น ค่อยเป็ค่อยไปกระทั่งอากาศยังแน่นเหนียวราวของเหลวใส เ่ิูถูก ‘แช่’ อยู่ในขุมพลังบริสุทธิ์ผุดผ่องเหล่านี้
นี่คือบริเวณแห่งการก้าวข้ามที่นักยุทธ์นับไม่ถ้วนใฝ่ฝันและร้องเรียกหา
นักยุทธ์อาณาพิภพนั้น เมื่อดำเนินมาถึงจุดสูงสุดนี้แล้ว เวลาที่ประสิทธิ์พรแก่ดวงิญญา เข้าจิตลึกซึ้งถึงพลังแห่งใต้หล้า ก็จะเข้าถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ปลูกเมล็ดอัคคีไว้กลางจุดตันเถียนไร้ขอบเขต
กล่าวอ้างถึงทฤษฎีวรยุทธ์แล้ว โลกตันเถียนของเหล่านักยุทธ์ขั้นแรกเริ่มนั้น กว้างยาวไร้ที่สิ้นสุด ทว่ากลับเหมือนทะเลทรายแห้งขอดตัดขาดจากแดนอื่น มีเพียงต้องได้พลังใต้หล้าเข้าสิงสถิต อัดแน่นด้วยกล้าอัคคีแห่งพลัง หลังจากนั้นทะเลทรายนี้ก็จักบุกเบิกบ่อน้ำิญญาพลังบ่อแล้วบ่อเล่าขึ้นมา ให้น้ำจากบ่อนั้นนำความชุ่มชื้นสู่ทะเลทราย มอบชีวิตกระปรี้กระเปร่า ถึงจักกลับแปรสภาพ กลายเป็พลังระดับอาณาเนื้อฟ้า เพิ่มอายุขัยยืนยาว เพิ่มศักยภาพความแข็งแรงของร่างกายทุกสัดส่วน
และยามที่ก้าวข้ามนี้เอง อาจมีอุบัติการณ์แห่งใต้หล้าบังเกิดขึ้น
อุบัติการณ์นี้ จะว่าเหมือนกับเคล็ดวิชาลับก็ว่าเหมือน จะว่าไม่เหมือนก็ไม่เหมือน มีผู้บรรลุผ่านอาณาพิภพแล้วดึงดูดได้เพียงพลังใต้หล้าในขอบเขตสิบเมตรรอบด้านซึ่งหวาดกลัวเข้ามา แปรเป็ลมกรรโชก และมีผู้ได้มาซึ่งความบ้าคลั่งแห่งพลังในระยะหลายพันเมตร กลายเป็แนววายุ
สภาวะพลังอัดแน่นระดับสูงนี้ สำหรับผู้ฝึกฝนซึ่งก้าวผ่านแล้ว มีคุณประโยชน์มหาศาลครอบด้านเชียวล่ะ
สภาวะแวดล้อมรอบเ่ิูนี้ ระดับความเข้มข้นของพลังใต้หล้า เกือบจะอิ่มตัวเต็มที่แล้ว เรียกว่าเป็สภาวะก้าวข้ามที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดอย่างแน่แท้
พลังเดิมแห่งใต้หล้านับไม่ถ้วนดั่งของเหลว กำเนิดขึ้นมา ซึมซาบเข้าสู่ปาก จมูก ดวงตา ใบหู ริมฝีปาก หัวจรดเท้าไปในขนทุกเส้นไม่ว่างเว้นแม้สักวินาที
เขาเหมือนแช่อยู่ในของเหลวทั้งตัว
จุดสูงสุดของแรกเริ่ม กำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงที่อัศจรรย์เหลือคณา ทุกอณูของเืเนื้อเอ็นกระดูกกำลังดูดซึมพลังหอมหวานแห่งใต้หล้าอย่างบ้าคลั่ง
พลังไร้สิ้นกำลังแทรกเข้าไม่หยุดหย่อน
ตาเห็นจมูก จมูกเห็นใจ ใจโอบอุ้มจิติญญา สมองปลอดโปร่งโล่งสบาย เข้าสู่การฝึกฝนที่ไร้การรับรู้ซึ่งหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ตอนที่สู้กับฉินอู๋ซวงนั้น ในจิตของเ่ิูแวบวาบเข้ามา ถึงคาถาที่เด็กหญิงน้อย่เี่ิท่องเป็นกแก้วนกขุนทองกรอกหูเขา จากนั้นก็เริ่มต้นทำสิ่งที่ไม่อาจหวนกลับ ดึงดูดเรียกรวมพลังแห่งใต้หล้า
ฉินอู๋ซวงที่พลังในกายร่อยหรอไปเกือบหมด ถูกเ่ิูในสภาพสู้รบเกือบคลั่งเต็มพิกัดจู่โจมจนกระอักเื ไร้เรี่ยวแรงตอบโต้ได้อีก ถูกอาจารย์ข่งคงที่รู้ต้นสายปลายเหตุหิ้วออกไปจากสมรภูมิประลอง
เ่ิูผู้สิ้นคู่ประมือค่อยกระจ่างชัดขึ้นทีละน้อย ล่วงรู้ได้โดยธรรมชาติ ว่าการต่อสู้นี้กลับจับพลัดจับผลูเป็หัวเลี้ยวหัวต่อ ขัดเกลาเขาเป็ขั้นสุดท้ายแห่งอาณาพิภพ ทำให้ไม่ต้องฝึกก้าวนั้นไปโดยปริยาย
เมื่อรู้ถึงเวลาและโอกาสก้าวข้าม เ่ิูพลันเริ่มทำการ ‘แข็งพลัง’
ที่เรียกว่า ‘แข็งพลัง’ ก็คืออัดรวมกล้าอัคคีแห่งพลังนั่นเอง
มีเพียงแต่จะต้องอัดรวมมันเท่านั้น ถึงจักสามารถบุกเบิกบ่อน้ำิญญาในทะเลทรายแห่งโลกตันเถียน ทีละหยดทีละแต้ม ปลูกน้ำพุตาหนึ่ง เข้าสู่อาณาหลิงฉวน
นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของวรยุทธ์
ทุกกระบวนการและทฤษฎี เ่ิูล้วนอ่านผ่านตาจากหอสมุดสาธารณะมาหมดสิ้น จดจำขึ้นใจ ไม่จำเป็ต้องขอคำชี้แนะจากอาจารย์ของสำนัก บรรลุขั้นครอบจักรวาล
เวลาผ่านเลยไป
เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าพลังใต้หล้าที่ล่วงเข้าสู่กายเนื้อตนเอง ใกล้ถึงสภาวะอิ่มตัวแล้ว
และเมื่ออิ่มตัว ก็ถึงเพลาของการแข็งพลัง
ทว่าในตอนที่ไม่คาดคิด อัตราและจังหวะหายใจของเขา ก็เหมือนกับกลับไปวิชาลมหายใจไร้ชื่ออีกครา
ในสภาวการณ์เช่นนี้ ผลลัพธ์อันดีของการเกาะกลุ่มพลังเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
วิชาลมหายใจไร้ชื่อที่บิดาถ่ายทอดแก่เขาด้วยตัวเองนั้น ราวกับใช้ได้ร้อยแปดพันเก้า
เ่ิูควบคุมพลังใต้หล้าซึ่งไหลเวียนในร่าง ให้ไปเกาะกลุ่มแข็งตัวอยู่ที่จุดตันเถียน เนิบช้าค่อยเป็ค่อยไป
แม้ไม่ได้มีตาทิพย์มองเห็น ทว่ายังคงรู้สึกได้ด้วยใจ ว่าพลังใต้หล้าดังสายน้ำร้อนหยั่งลึกถึงทุกอณู ท้ายสุดก็เคลื่อนพลไปรวมพรรคกันที่จุดตันเถียนตามการนำของจิตใต้สำนึก
พลังใต้หล้าที่นับเวลาก็ยิ่งมีแต่จะเพิ่มพูน เกาะกลุ่มรวมกันอยู่ส่วนท้องน้อย
เ่ิูยึดแนวทางที่อ่านมาจากตำรารวมกับวิชาลมหายใจไร้ชีพ บีบอัดพลังใต้หล้าไว้ ขุมพลังธารร้อนมากมายขึ้นจนค่อยๆ ร้อนเสมือนนั่งทับกองไฟกระไรกระนั้น
เป็ความรู้สึกอันแปลกประหลาดยิ่ง
ดั่งเปลวเพลิงโชติ่อยู่ในจุดตันเถียน ความรู้สึกร้อนรุ่มนั้น ราวกับว่าทุกสิ่งกำลังถูกแผดเผามอดไหม้ แต่ร่างกายเ่ิูยังคงปกติดีไร้รอยขีดข่วน
พลังชีพแห่งใต้หล้าหลั่งรวมมิขาดสาย บีบอัดมิขาดตอน ในที่สุดก็หลอมรวมเป็กล้าอัคคีพลังในจุดตันเถียน
ขั้นตอนนี้ ทุกข์ทรมานไม่ใช่น้อยเลย
เหมือนถูกเปลวเพลิงเผาลุกท่วมร่าง
การฝึกฝนเดิมทีก็คล้ายเื่ราวที่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้อยู่แล้ว
เวลายังคงเดินต่อไป จากวินาทีกลายเป็นาที วนเวียนไร้จุดจบ
เม็ดเหงื่อหยดแล้วหยาดเล่าซึมซาบออกมาทางหน้าผาก
“ไม่เห็นถูกเลย ตำราบันทึกไว้ว่าแข็งพลังใช้เวลาแค่ชั่วเทียนไขต้นเดียวละลายก็สัมฤทธิ์ผลแล้ว...” เ่ิูฉงนสงสัย การแข็งพลังของเขาใช้เวลาไปตกชั่วสามเทียนไขแล้ว กลับยังไม่ลุล่วง หากแม้ไม่รู้สึกชัดเจนถึงพลังใต้หล้ากำลังรวมพรรคกันอยู่ที่จุดตันเถียน เด็กหนุ่มคงหลงคิดว่าการแข็งพลังของเขาล้มเหลว!
แต่ทำไมถึงได้นานกว่าสภาพการณ์ธรรมดาเยอะนักนะ?
เ่ิูฉงนหนัก ทว่ายามนี้ เขาไม่อาจปันใจไปครุ่นคิดได้มากนัก
ไม่รู้เมื่อใด ที่ร่างกายนั่งขัดสมาธิราบพื้นกลับล่องลอยขึ้นเหนือพสุธาเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ดั่งสูญเสียน้ำหนักไป ลอยกลางเวหา
รอบกายเขานั้น พลังใต้หล้าขุ่นข้นจนไหลท่วมโกรกเป็น้ำพุ!
แนวพายุัแห่งพลังยังแผดแสนยานุภาพ หมุนวนทอดยาวจากบนจรดล่าง
กำแพงลมสีขาวเงินเวียนวนเร็วรี่ ล้อมรอบเ่ิูไว้ศูนย์กลางราวเป็นายแห่งมัน ตัดขาดจากโลกภายนอกทุกสิ่งอย่าง มิให้กระทบกระเทือนต่อการก้าวข้ามของเด็กหนุ่มได้
เ่ิูค่อยๆ เสร็จสิ้นการแช่ในสภาพนี้
ความรู้สึกรุ่มร้อนแวบวาบในตันเถียนส่วนท้องน้อยนั้นยิ่งนานยิ่งรุนแรง เมื่อถึงท้ายสุด ความร้อนนี้เกือบลุกลามไปทั่วทุกอณูิญญา ทุกส่วนสัดราวกับห่อหุ้มไว้ด้วยลาวา่โชติ
เวลาผ่านเชื่องช้า ราวกับถูกหยุดยั้งลง
และไม่อาจล่วงรู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
เ่ิูฟื้นตื่นจากสภาวะแจ่มกระจ่างดุจนักพรตแก่กล้าช้าๆ ความคิดความอ่านเหมือนจะเริ่มกลับสู่ห้วงสมองใหม่อีกครั้ง เด็กหนุ่มค่อยเปิดเปลือกตา เมื่อมองอย่างละเอียด แนววายุัแห่งพลังใต้หล้าโดยรอบ ประดุจชั้นหิมะบางต้องแสงอาทิตย์ร้อน ละลายสิ้นไปอย่างแช่มช้า...
ความร้อนรุ่มในตันเถียน บัดนี้เสมือนถูกสายน้ำชะล้าง
“แข็งพลังสำเร็จแล้ว? ยังล้มเหลวอีกหรือ?”
ใทีหนึ่ง พริบตาต่อมา เื่ราวที่ไม่น่าพิสมัยก็ได้บังเกิดขึ้นโดยไม่มีเค้าลางใดๆ เลย
เ่ิูมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปรไปฉับพลัน...
โลกทะเลทรายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาไร้แม้นเศษเสี้ยวเลือนราง ปรากฏแก่ม่านตา
เป็โลกที่อัตคัดแห้งแล้งที่สุดเท่าที่จักนึกออก ทรายสีเหลืองคลุมทับช้าๆ ลมบ้าคลั่งโหมกระพือ มีแม้กระทั่งพายุสลาตันกลืนกินเม็ดทรายเหลืองอ๋อย เผยเนื้อดินดำทมิฬแข็งกระด้างดุจเหล็ก
ไม่มีต้นหญ้า!
ไม่มีชีวิต!