เหยาหงรู้สึกปวดใจกับท่าทางน่าสงสารของฉู่เมิ่งเอ๋อร์ คิดในใจว่า หากนางเป็บุรุษ นางต้องดึงฉู่เมิ่งเอ๋อร์มากอดปลอบในอ้อมกอดเป็แน่ “อนุฉู่อย่าคิดมากเลยเ้าค่ะ ่นี้ซื่อจื่อแค่อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่านั้น ท่านเป็อนุเพียงคนเดียวของซื่อจื่อ เื่นี้ถือเป็เื่ดีนะเ้าคะ”
พูดถึงตรงนี้เหยาหงรู้สึกดีใจเป็ยิ่งนัก ั้แ่นางมาเป็หญิงรับใช้คนสนิทของฉู่เมิ่งเอ๋อร์ อนุเพียงผู้เดียวของซื่อจื่อ นางก็พลอยมีหน้ามีตาตามไปด้วย เป็ที่เกรงกลัวของข้ารับใช้คนอื่น ทว่าน่าเสียดายที่เหยาหงยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีพอ
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์เช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม มองต้นไผ่เขียวชอุ่มด้านนอกเรือน ตอนฤดูหนาวต้นไผ่ก็ยังเขียวชอุ่มเช่นนี้ ใบไม่เคยเปลี่ยนเป็สีเหลืองเลย หากชีวิตของนางเจริญงดงามเฉกเช่นต้นไผ่เหล่านี้จะดีสักเพียงใด
“แต่ซื่อจื่อไม่ชายตามองข้าเลยสักแวบเดียว!”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ส่องคันฉ่อง ภาพที่สะท้อนออกมาคือภาพนางที่มีดวงตาแดงก่ำ นางถอนหายใจพลางเอ่ย “สตรีผู้นั้นดึงดูดความสนใจของซื่อจื่อไปหมด!”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ยกมือลูบผิวของตัวเอง พบว่าแห้งกร้านกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อย จึงหันหน้าหนีจากคันฉ่องไปอีกทาง “อาชีพอย่างข้าล้วนพึ่งพาความสาวความสวย แต่ดูข้าตอนนี้สิ สภาพแย่กว่าก่อนหน้านี้มาก แล้วเยี่ยงนี้ซื่อจื่อจะชอบข้าได้อย่างไร”
“อนุฉู่ไม่ต้องกลัวไปเ้าค่ะ หากนำแม่นางหนิงมาเทียบกับท่าน เรียกได้ว่าคนหนึ่งเป็ฟ้าคนหนึ่งเป็เหวเลยก็ว่าได้”
หากเป็แบบนี้จริง ทว่าซื่อจื่อก็ยังไม่ชอบนางอีก ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
“หากซื่อจื่อคิดเช่นนี้ก็คงจะดี” ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ยิ้ม หยิบหวีขึ้นมาสางผมก่อนจะมวยผมแล้วปักด้วยปิ่นที่จ้าวซีเหอเคยซื้อให้ “เหยาหง เ้าว่าปิ่นอันนี้สวยหรือไม่”
เหยาหงรีบเอ่ยประจบ “ท่านสวยที่สุดเ้าค่ะ ท่านเป็อนุเพียงคนเดียวของตำหนักแห่งนี้ ไม่กี่วันก่อนบ่าวได้ยินคนพูดกันว่า คุณหนูแห่งจวนแม่ทัพอยากจะแต่งเข้ามาในตำหนักอ๋อง ทว่าซื่อจื่อไม่เห็นด้วยเ้าค่ะ”
“ฮึ หลี่อี้ชิวผู้ป่าเถื่อนหยิ่งผยองนั้นหรือจะคู่ควรกับตำหนักอ๋อง” ฉู่เมิ่งเอ๋อร์เอ่ยพร้อมกับนึกถึงก่อนหน้านี้ที่สตรีผู้นั้นดูถูกเหยียดหยามนางสารพัดก็ยกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน
ตอนที่นางยังเป็นางโลมในหอจุ้ยหง หลี่อี้ชิวเคยพาพรรคพวกมารุมด่านาง ทว่าโชคดีที่ได้จ้าวซีเหอช่วยเหลือนางเอาไว้
ใบหน้าเหยาหงฉายแววรังเกียจ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านลองคิดดูสิเ้าคะ เพื่อไถ่ตัวท่านกลับมาที่ตำหนัก ซื่อจื่อทุ่มเทความคิดลงไปตั้งมาก แสดงว่าในใจมีท่านอยู่เ้าค่ะ”
ทั้งหมดก็แค่ยั่วให้หนิงมู่ฉือโมโหเท่านั้น ฉู่เมิ่งเอ๋อร์หลุบตาต่ำด้วยความเศร้าสลด
ร่างกายซูเฟยหายดีแล้ว เวลานี้กำลังประทินโฉมอยู่หน้าคันฉ่อง นางหวีผมแล้วมัดเป็มวยก่อนจะปักปิ่นรูปหงส์หลากสีลงลงไป จากนั้นหยิบผงชาดมาทาที่แก้ม วาดคิ้ว แต้มปาก และทาเล็บด้วยสีแดงสด
องค์หญิงซีเยวี่ยมองซูเฟยด้วยรอยยิ้มคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ซูเฟยเห็นเช่นนั้นเหงื่อซึมไปทั้งตัว องค์หญิงซีเยวี่ยยิ้มพลางก้าวไปหาซูเฟย “วันนี้พี่สาวดูอารมณ์ดีจริง”
สีหน้าซูเฟยเปลี่ยนไปเล็กน้อย มององค์หญิงซีเยวี่ยด้วยแววตาหวาดกลัว ไม่ทันระวังจึงทำพู่กันที่เขียนคิ้วตกพื้น นางก้มมองด้วยความเสียดายครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน ทว่ากลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
องค์หญิงซีเยวี่ยยังคงเดินตรงเข้าไปหาซูเฟย
ซูเฟยยกมือปิดหู หลับตาแน่นพร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงเล็กแหลม “ทำอย่างไรเ้าถึงจะปล่อยข้าไป!”
องค์หญิงซีเยวี่ยมีสีหน้าใเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมามีสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิม ยิ้มพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่สาวไม่ต้องกลัว พี่สาวช่วยทำให้แผนข้าสำเร็จเมื่อใด ข้าก็จะเอาหนอนพิษพวกนั้นออกให้”
ซูเฟยตาโต แววตาคมปลาบดุดัน หากเพียงแค่ครู่เดียวแววตาก็ลุ่มลึกปนเปไปกับความตกตะลึง กระตุกยิ้มมุมปากพลางเอ่ย “เช่นนั้นเ้าให้ยาข้ามากกว่านี้หน่อยได้หรือไม่ ข้าทรมานจนจะรับไม่ไหวอยู่แล้ว”
องค์หญิงซีเยวี่ยมองโสมคนที่วางอยู่บนโต๊ะ หยิบขึ้นมาขยับเล่นพร้อมกับมองซูเฟยด้วยแววตาดูแคลน “ท่านก็รู้ว่ายิ่งท่านทานยามากเท่าใด ต่อไปมันก็จะยิ่งเ็ปมากขึ้น ข้าไม่อยากให้ท่านเ็ปจนตายไปเสียก่อน”
ใบหน้าซูเฟยเต็มไปด้วยความแค้นใจ เวลานี้เองที่ขันน้อยรายงานว่า “ฝ่าาเสด็จ”
ฝ่าาเสด็จ? ฝ่าาไม่ได้เสด็จมาตำหนักิฉือนานแล้ว ซูเฟยรีบลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ทำตัวให้ดูน่าสงสารที่สุด เพื่อที่ฮ่องเต้เห็นนางจะได้สงสารและเห็นใจ
ครั้นเห็นฮ่องเต้ในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองก้าวเดินเข้ามาในตำหนัก นางยิ้มอ่อน ค่อยๆ เยื้องย่างเข้าไปหา ก่อนจะยอบกายคำนับ “หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าาเพคะ”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเห็นซูเฟยดูไม่ได้มีท่าทางอ่อนแอเช่นที่ข้างนอกเขาลือกันก็ให้รู้สึกแปลกใจ เดินเข้าไปจับมือซูเฟยพร้อมกับเอ่ยถาม “เราได้ยินมาว่าหลายวันมานี้สนมรักสุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี เกิดอันใดขึ้นหรือ”
ซูเฟยรู้สึกทุกข์ทรมานใจนัก ดวงตาแดงเรื่อ อยากจะบอกเื่ที่นางเผชิญอยู่ออกไปใจจะขาด ทว่าสายตาเหลือบไปเห็นองค์หญิงซีเยวี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างเสียก่อนจึงต้องเงียบปาก ไม่อาจเอ่ยออกไปได้ “ฝ่าา หลายวันมานี้หม่อมฉันต้องลมหนาวทำให้ไม่ค่อยสบาย แต่วันนี้ดีขึ้นมากแล้วเพคะ”
ซูเฟยเอ่ยพร้อมกับเดินให้ดู ปิ่นรูปหงส์ที่ปักอยู่บนมวยผมส่งเสียงกรุงกริ๊งตามจังหวะการก้าวเดิน
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเห็นปิ่นปักผมรูปหงส์หลากสีที่ปักอยู่บนมวยผมซูเฟยก็รู้สึกไม่พอใจ ปิ่นปักผมรูปหงส์นี้มีแต่ฮองเฮาเท่านั้นที่จะใช้ได้
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเอ่ยออกมา “ปิ่นปักผมรูปหงส์หลากสีบนผมเ้าสวยงามยิ่ง แต่ปิ่นรูปหงส์มีเพียงฮองเฮาเท่านั้นที่จะใช้ได้ สนมรักทำเช่นนี้ถือว่าผิดกฎ”
ซูเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง ด้วยรู้ดีว่าประโยคของฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินมีความนัยแฝงอยู่ นางจึงรีบดึงปิ่นปักผมออกแล้วซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อ
“หลายวันมานี้เ้าไม่สบาย เราจึงมอบงานของวังหลังให้เสียนเฟย เหลียงเฟย แล้วก็เต๋อเฟยดูแลจัดการ แต่เสียนเฟยมีองค์ชายสี่ต้องดูแล เหลียงเฟยก็มีองค์ชายห้าที่ต้องดูแลเช่นกัน ข้าจึงมอบงานทั้งหมดให้เต๋อเฟยดูแล สนมรักพักผ่อนให้หายดีเถิด” ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเห็นซูเฟยดึงปิ่นปักผมรูปหงส์ออกจากมวยผมก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
ซูเฟยรู้ดีว่าฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน้าจะยึดอำนาจของนางคืนจึงรีบเอ่ยออกมาว่า “ฝ่าาตอนนี้ร่างกายหม่อมฉัน…”
ทว่ากลับถูกฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินโบกมือให้หยุดพูดเสียก่อน ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินดึงซูเฟยให้นั่งลงข้างกาย “สนมรัก อย่าปฏิเสธเลย ่นี้ร่างกายสนมรักยังอ่อนแอ จนต้องใช้การประทินโฉมช่วย เราดูออก หน้าเ้าซีดขาวอย่างกับอะไรดี งานต่างๆ ของวังหลังให้เต๋อเฟยดูแลนั้นแหละดีแล้ว”
ซูเฟยมีสีหน้าไม่ยินยอม เวลานี้เององค์หญิงซีเยวี่ยยิ้มพร้อมกับเอ่ยอย่างเห็นด้วย “ฝ่าาตรัสถูกต้องแล้วเพคะ ร่างกายพี่สาวยังไม่ค่อยจะแข็งแรงดีนัก ยังไม่เหมาะจะรับภาระหนักเช่นนั้น”
