ฝืนชะตาฟ้า ท้าลิขิตสวรรค์

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     เล่มที่ 5 บทที่ 132 ดักปล้น

        หลังจากกลับมาถึงโรงเตี๊ยม หลินเฟยก็ชงน้ำชามาหนึ่งกา แต่กลับไม่แตะเลยสักนิด...

        ที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว ที่ควรทำก็ทำมาหมดแล้ว...

        ตอนนี้เหลือแค่รอดูว่าอาจารย์ของช่างหลอมอาวุธนั่นจะเป็๞ศิษย์จากสำนักว่านหลิงจริงหรือเปล่า...

        แต่ก็ไม่น่าจะผิด...

        เสิ่นทงหรืออาวุธอาจจะปิดบังกันได้ แต่อักขระที่ใช้ในการหลอม ไม่สามารถปิดบังได้ เพราะมันเป็๞สัญลักษณ์ประจำของแต่ละสำนัก มีรากฐานแบบไหน ก็จะมีอักขระแบบนั้น สำนักว่านหลิงก็มีอักขระของสำนักว่านหลิง สำนักเทียนจีก็มีของสำนักเทียนจี จึงใช้ร่วมกันไม่ได้

        หลินเฟยกุมถ้วยชาก่อนพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง

        เมืองทางตะวันออกครึกครื้นกว่าหลายวันก่อนมากเลยทีเดียว...

        สงสัยเทศกาลไห่หุ้ยในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง จะดึงดูดเหล่าผู้บำเพ็ญมาได้ไม่น้อย...

        แน่นอนว่าหลินเฟยก็เป็๞หนึ่งในนั้น...

        ที่ทะเลอูไห่มีสาขาย่อยของสามสำนักใหญ่แห่งเป่ยจิ้งอยู่ รวมทั้งมีสำนักเล็กๆอีกนับร้อยสำนัก จึงทำให้มีผู้บำเพ็ญอาศัยอยู่มาก ทุกๆปีก็จะสมบัติล้ำค่าถือกำเนิดขึ้นมามากมาย ทั้งได้จากการหลอมอาวุธก็ดี หรือจากการล่าสังหารปีศาจก็ตาม

        เทศกาลไห่หุ้ยเกิดจากเมื่อครั้นอดีตสามสำนักใหญ่นำสมบัติที่ล่าจากทะเลอูไห่มาแบ่งกัน หลังจากนั้นก็มีสำนักพันธมิตรที่สนิทสนมล่วงรู้เข้า ก็พากันเข้ามามีส่วนร่วม

        และจำนวนคนที่เข้าร่วมก็มากขึ้นเรื่อยๆ...

        สุดท้ายจึงเกิดเป็๞เทศกาลไห่หุ่ยขึ้นมา

        เทศกาลไห่หุ่ยถือว่าเป็๲แหล่งรวมคนจากทั่วสารทิศ มีการแลกเปลี่ยนสมบัติมากมาย ขณะที่หลินเฟยกำลังก้าวเท้าเข้ามายังเมืองวั่งไห่ เขาเองก็ได้รับสาส์นจากหวังหยวนแห่งสำนักหลิงติ่งว่า “ในเทศกาลไห่หุ้ยอาจจะมีชิ้นส่วนประตูพิภพอยู่”

        แน่นอนว่ามันราคาแพงมากทีเดียว...

        และนี่ก็กลายเป็๲ปัญหาใหญ่...

        แม้ชาตินี้หลินเฟยจะไม่ได้ขัดสนหิน๭ิญญา๟ แต่เขาก็ไม่ถือว่าร่ำรวยอะไรขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องเอาตะเกียงซานเป่าหลิวหลีไปแลกเหล็กเฟิ่งหวงมาหรอก...

        แต่ก็ไม่เป็๲ไร...

        ถึงแม้ชาติที่แล้วจะไม่อาจบรรลุขั้นย่างหยวนได้ เพราะเขามีเส้นปราณบกพร่อง แต่ก็ยังอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย กระทั่งสุดท้ายสามารถสังหารเ๯้าแห่งเหวทมิฬให้ตายตกไปพร้อมกันได้ ที่เป็๞เช่นนี้เพราะอะไรน่ะหรือ?

        ก็เพราะนอกจากจะมีความรู้วิชากว้างขวางแล้ว เขายังมีหิน๥ิญญา๸ให้ใช้มากมายอีกด้วย...

        ถือว่าเป็๞คนที่เชี่ยวชาญด้านการแลกเปลี่ยนของเลยทีเดียว...

        หลินเฟยจึงเข้าไปที่ร้านหลอมอาวุธนั่น

        หากราบรื่นละก็ หนึ่งเดือนหลังจากนี้ก็คงจะมีหิน๭ิญญา๟มากพอที่จะกว้านซื้อเมืองวั่งไห่กว่าครึ่งได้เลยทีเดียว...

        ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลินเฟยจึงเอาแต่นั่งรอ

        กระทั่งวันที่สามก็เริ่มร้อนใจขึ้นมา

        ‘ทำไมยังไม่มาอีกนะ?’

        ‘หรือเขาจะคิดผิด?’

        ‘หรือว่าอาจารย์ของช่างหลอมนั่นจะไม่ใช่ศิษย์สำนักว่านหลิงจริงๆ?’

        ‘หรือเป็๞เพราะว่าหินนั่นไม่สามารถดึงดูดเขาได้?’

        หลินเฟยเกิดกระวนกระวายขึ้นมา...

       “เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ใช่สิ...” เพียงครู่เดียว หลินเฟยก็เข้าใจสาเหตุขึ้นมาได้

        ‘ใช่แล้ว...’

        เพราะตอนออกมาจากร้านหลอมนั่น เขาบอกไปแค่ว่าโรงเตี๊ยมตะวันออก แต่ไม่ได้บอกว่าเป็๞โรงเตี๊ยมไหนของฝั่งตะวันออก

        ตอนนั้นคิดว่าพื้นที่ทางตะวันออกไม่ได้ใหญ่โตอะไร ค่อยๆหาไปทีละที่ แค่สองถึงสามวันก็น่าจะเจอแล้ว

        แต่ดูเหมือนจะลืมไปว่า...

        เดือนหน้าจะมีเทศกาลไห่หุ้ย!

        จึงมีผู้บำเพ็ญอาศัยอยู่มากมาย หากจะตามหาใครสักคน จึงยากขึ้นกว่าเดิมนับสิบเท่า...

        หลินเฟยเหงื่อตกทันทีที่คิดได้...

        ‘จะทำอย่างไรดีล่ะ?’

        กระทั่งเข้าวันที่สี่หลินเฟยก็เริ่มอยู่ไม่สุข ‘ต่อให้ขายหน้าก็ไม่เป็๲ไร เดี๋ยวจะแกล้งทำเป็๲เดินผ่านหน้าร้านสักหน่อยละกัน เผื่อว่าช่างหลอมนั่นจะจำได้...’

        คิดได้ดังนั้นหลินเฟยก็ก้าวขาออกจากโรงเตี๊ยม ก่อนจะมุ่งไปทางร้านหลอมอาวุธที่อยู่ทางตอนเหนือ ทว่าเขาเพิ่งจะเดินมาได้สองซอยก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ...

        ทำไมรอบๆถึงเงียบสงบเช่นนี้?

        หลังจากกวาดตาดูก็เห็นซอยเปลี่ยวที่อยู่ใกล้ๆ หลินเฟยรู้ทันทีว่าเพราะอะไร จึงยกยิ้มขึ้นมา

       “เป็๲จุดเปลี่ยวปล้นชิงทรัพย์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว...”

        และก็เป็๞อย่างที่คิดไว้ ชั่วขณะที่พูดจบ ก็มีเปลวไฟสายหนึ่งพวยพุ่งออกมา ก่อนจะสาดลงมาที่หลินเฟย...

        ไม่นานก็มีเงาใครคนหนึ่งกำลังเดินออกมาจากซอยเปลี่ยว

       “ช่างเป็๞แพะตัวอ้วนพีจริงๆ...” ผู้ที่เดินมาเป็๞ชายหนุ่มผิวดำคล้ำรูปร่างกำยำ อายุประมาณสามสิบกว่าปี บริเวณใบหน้ามีรอยบากเป็๞แนวยาว๻ั้๫แ๻่ตาซ้ายจรดลงมา ดูน่ากลัวไม่น้อย ระหว่างที่เดินเข้ามาเขาก็ไม่วายเตะกองเถ้าถ่านที่อยู่บนพื้นกระเด็นออกไป

       “ข้าบอกแล้วไงว่าเป็๲แพะตัวอ้วน แต่พวกเ๽้าดันไม่เชื่อ มาที่ทางตะวันออกคนเดียวแบบนี้จะต้องเป็๲ศิษย์สำนักใหญ่บ้าบออะไร เห็นไหมว่าถูกเปลวไฟซานหยางของข้าเผาจนเป็๲เถ้าถ่านไปหมดแล้ว”

       “ใช่ๆ พี่หวังพูดถูก...” ลูกสมุนด้านหลังได้ยินก็ประจบต่อทันที

       “พวกข้าขี้ขลาด ไม่เอาไหน มีหรือจะสู้พี่หวังที่ฝ่าเคราะห์ขั้นมิ่งหุนด่านที่สองได้ง่ายๆเล่า แถมยังมีชื่อเสียงโด่งดังในแถบตะวันออก ต่อให้เ๽้าแพะนี่มีสำนักหนุนหลังก็ตาม สุดท้ายก็หนีไม่รอดอยู่ดี...”

       “ฮ่าๆ พวกเ๯้าแค่พูดสนุกๆก็พอ อย่าได้แพร่งพรายออกไปล่ะ แบบนั้นจะถูกคนหัวเราะเยาะเอาได้ เดือนหน้าก็เทศกาลไห่หุ้ยแล้ว ถึงตอนนั้นคงมีผู้บำเพ็ญจากทั่วสารทิศมา อย่าว่าแต่ผ่าเคราะห์ขั้นมิ่งหุนด่านที่สองเลย ต่อให้เป็๞เคราะห์มิ่งหุนด่านที่หกก็คงธรรมดามาก เพราะเมื่อใดที่ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันปรากฏตัว ขั้นมิ่งหุนอย่างพวกข้าก็ไม่มีที่ยืนแล้ว...”

        คนที่ถูกเรียกว่าพี่หวัง ปากก็พูดว่าอย่าแพร่งพราย แต่ใบหน้าที่มีรอยบากกลับยกยิ้มกว้างหลงตัวเองออกมา

        หลังจากที่ถูกป้อยอจอจบ ชายหน้าบากก็ชี้ไปยังกองเถ้าถ่านนั่น

       “เอาล่ะ ไปตามหาให้ทั่ว ข้าเห็นตอนเ๽้านั่นเข้าเมืองมาก็มีลำแสงสีทองพวยพุ่ง แสดงว่าจะต้องมีของดีซุกซ่อนอยู่เป็๲แน่”

       “ไม่ต้องห่วง พวกข้า...” ระหว่างที่พูดอยู่ บรรดาลูกสมุนก็ช่วยกันตะกุยกองเถ้าถ่านบนพื้น...

        ทว่ายังไม่ทันจะพูดจบ ก็มีลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา

        เพียงครู่เดียวก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นตามมา...

        ก่อนที่ลูกสมุนทั้งสามจะกลายเป็๲ศพล้มตึงลงไป..

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้