ไป๋หยุนเฟยยักไหล่ไม่นำพาต่อ‘คำประกาศศึก’ของจิ้งิเฟิง เพียงหันกายเตรียมออกไปจากตรอก
ทันทีที่เก็บก้อนอิฐเข้าใส่แหวนช่องมิติ ไป๋หยุนเฟยก็พลันหยุดชะงัก ขณะมองดูแหวนช่องมิติบนมือก็หรี่ตาเอ่ยปากขึ้น “ผิดท่าแล้ว ขณะที่ข้าชิงแหวนช่องมิติคืน มันกลับสวมไว้บนมือ! เช่นนั้นก็หมายความว่าจิ้งิเฟิงทราบพลังพิเศษของแหวนวงนี้แล้ว หากว่ามัน...”
ใคร่ครวญถึงเื่นี้อีกชั่วครู่ ไป๋หยุนเฟยก็สั่นศีรษะพึมพำกับตนเอง “คนผู้นี้ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับเฉิงเฟิง อีกอย่างเพียงคำพูดไม่กี่คำก็ทำให้คลุ้มคลั่ง ดูท่ามันจะเป็ผู้มีชะตาอันขมขื่น ทั้งตระกูลล้วนถูกสังหาร... อา ก็หมายความว่ามันตัวคนเดียวโดดเดี่ยวไม่ใช่หรือ? คนมากมายพยายามล่าสังหารเพื่อ่ชิงความลับที่มัน... เป็สถานการณ์เช่นเดียวกับข้าไม่มีผิด! มิน่าเล่าไฉนข้าจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อคนผู้นี้ ทว่าแม้มันจะทราบพลังพิเศษของแหวนช่องมิติแต่ก็ไม่อาจคาดเดาที่มาได้ ไม่ควรจะเป็ปัญหาอันใด ถ้าหากว่ามันมีความสนใจก็อาจใช้เื่นี้เพื่อแลกเปลี่ยนได้...”
ไป๋หยุนเฟยหันไปมองทิศทางที่จิ้งิเฟิงจากไป หลังจากใคร่ครวญอย่างหนักสองคิ้วก็ผ่อนคลายลงก่อนจะเดินออกจากตรอกไป
…………
อีกด้านหนึ่ง จิ้งิเฟิงเดินผ่านถนนไปอีกสองเส้นและเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอย่างระมัดระวัง หลังจากเช่าห้องพักก็เข้าห้องปิดประตูพร้อมกับสั่งผู้รับใช้ไม่ให้รบกวน
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ยับย่นออกจิ้งิเฟิงก็นำชุดยาวสีครามตัวใหม่ออกมา มันโบกมือขวาเรียกกระจกมาไว้ในมือ สีหน้ามันบิดเบี้ยวอย่างเ็ปขณะมองดูตนเองในกระจก จากนั้นจึงปรับกระจกให้สะท้อนเห็นดวงตาแล้วเพ่งสมาธิราวกับพยายามควบคุมบางสิ่ง
ครู่ต่อมารอยย่นบนใบหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็ปูดพองเคลื่อนที่อย่างพิสดารก่อนจะหยุดลง ขนาดและรูปจมูกเริ่มเปลี่ยนไป คางก็ขยายกว้างออก แม้แต่แก้มก็ตอบลง ปาก คิ้ว หน้าผากของมัน... ใบหน้าของจิ้งิเฟิงกลับค่อยๆแปรเปลี่ยนทีละน้อย
เพียงไม่นาน ชายชราในกระจกก็แปลงโฉมกลายเป็ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบ!
ยามมองดูใบหน้าคงแก่เรียนที่สะท้อนในกระจก จิ้งิเฟิงก็พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะกล่าวกับตนเอง “ไม่เลว ข้าจะใช้ใบหน้านี้ไปสักระยะ”
เมื่อเก็บกระจกเรียบร้อย จู่ๆมันก็พลันรู้สึกเหนื่อยล้าจึงเดินไปที่เตียง หลังจากล้มตัวลงก็ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะเหม่อหมองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่า
“ข้าคิดว่าพบเด็กน้อยที่เพิ่งออกเผชิญโลกเพื่อหาความสำเร็จ แต่ผู้ใดจะทราบว่าฝีมือมันกลับเหนือกว่าทั้งยังมีวิธีหาตัวข้าพบได้!” จิ้งิเฟิงนึกย้อนถึงยามเผชิญหน้าไป๋หยุนเฟยคราแรกด้วยสีหน้าครุ่นคิด “วิชา‘เร้นิญญา’และ‘แปรโฉม’ของข้านับว่าสมบูรณ์แบบ แม้แต่ผู้บรรลุด่านบรรพิญญายังไม่อาจมองออก แล้วมันหาข้าพบรวดเร็วปานนั้นได้อย่างไร?”
“บางที... ไม่ใช่ปัญหาจากตัวข้าเองแต่เป็... แหวนช่องมิติ?” สองตาจิ้งิเฟิงทอประกาย “ต้องเป็เช่นนั้นแน่ หลังจากพบตัวข้ามันก็คว้ามือซ้ายที่ข้าสวมแหวนทันที เห็นได้ชัดว่ามันทราบตำแหน่งแหวนอย่างชัดเจน น่าเสียดายที่ไม่ทันได้ตรวจสอบว่าภายในบรรจุอันใด ยังมี แหวนนั้น...”
คิ้วของจิ้งิเฟิงขมวดมุ่นราวใคร่ครวญคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้ “ยามที่ข้าสวมแหวนกลับให้ความรู้สึกอันพิสดาร ความรู้สึกของพลังอันเปี่ยมล้น? เสียดายที่ไม่มีโอกาสพิจารณาได้นาน ไม่เช่นนั้นคงทราบแล้วว่าความรู้สึกข้าผิดพลาดหรือไม่...”
“ยังมีก้อนอิฐที่ยากจะอธิบายนั้นอีก นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าเห็นผู้ฝึกปรือิญญาใช้ก้อนอิฐเป็อาวุธ และเห็นได้ชัดว่าก้อนอิฐนั้นไม่ใช่ก้อนอิฐธรรมดา นั่นไม่อาจนับวัตถุิญญา แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็กึ่งวัตถุิญญา! ข้าถูกส่งลอยละลิ่วออกไปอย่างง่ายดายมิหนำซ้ำบางครายังรู้สึกเวียนศีรษะ... อาจบางทีเคล็ดิญญาของมันจะใช้ได้กับเพียงก้อนอิฐเท่านั้น? ช่างน่าตลก จากประสบการณ์ที่ข้าเคยได้ยินได้เห็นมาทั้งมวล เมื่อเจอเื่เช่นนี้กลับกลายเป็ว่าข้ายังด้อยความรู้อยู่อีก?”
“ไป๋หยุนเฟย... เฮอะ! ข้าจะจดจำเอาไว้! เ้าล้อเล่นราวข้าเป็วานร ไม่ช้าก็เร็วเ้าจะได้ทราบว่าข้ามีโทสะแล้วจะเป็อย่างไร!”
จิ้งิเฟิงคำรามอย่างโกรธกริ้ว มันกลับไม่คิดว่าตนเองเป็ฝ่ายล่วงเกินไป๋หยุนเฟยก่อน จึงถูกชิงแหวนช่องมิติคืนจนต้องถูกทุบตีด้วยก้อนอิฐ...
หลังจากพักผ่อนชั่วครู่ จิ้งิเฟิงก็ออกจากห้องไปปะปนกับผู้คนที่คลาคล่ำนอกโรงเตี๊ยม ยามนี้ต่อให้เดินไปพบไป๋หยุนเฟย อีกฝ่ายก็ไม่อาจบอกได้ว่าคนผู้นี้เป็คนเดียวกับที่เคยขโมยแหวนช่องมิติของมัน
……
จิ้งิเฟิงแสร้งเป็เดินเตร็ดเตร่พลิกอ่านตำรับตำราโดยไม่ซื้อ ดูจากภายนอกดั่งบัณฑิตที่เดินรำลึกความหลัง แต่แท้จริงแล้วดวงตาอันเฉียบคมกลับกวาดมองทั้งถนนเพื่อเสาะหา‘เหยื่อ’รายต่อไป
“โอ แม้ที่นี่จะเป็เมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองที่สุดในมณฑลเป่ยเหยียนทั้งยังมีผู้ฝึกปรือิญญาอยู่มากมาย แต่ไฉนข้าจึงไม่พบผู้ใดสวมแหวนช่องมิติที่สามารถขโมยได้ง่ายแม้แต่ผู้เดียว?” จิ้งิเฟิงคร่ำครวญกับตนเองพลางสอดส่ายสายตาในฝูงชน “หากได้พบลูกหลานตระกูลใหญ่ชอบอวดสมบัติก็วิเศษ แหวนช่องมิติที่ได้จากนายน้อยสี่ตระกูลเฉินมีของมีค่าไม่น้อย ภายหลังค่อยนำไปเปลี่ยนเป็เงินทองและผลึกิญญา”
จิ้งิเฟิงสังเกตดูผู้ฝึกปรือิญญาสองคนท่าทางโอหังจากด้านข้างก็เบะปากเหยียดหยาม “แค่ตัวโง่งมที่ชอบอวดโอ่ต่อหน้าคน ด้วยท่าทีโอหังเช่นนี้ในโลกของผู้ฝึกปรือิญญา น่าประหลาดที่พวกมันยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้”
“คุณหนู นี่ก็ดึกแล้วแล้ว ใยพวกเรายังไม่กลับโรงเตี๊ยมก่อนแล้วค่อยกลับมาหาซื้อของที่จำเป็ที่เหลือวันพรุ่งนี้?”
จิ้งิเฟิงเพิ่งเดินผ่านร้านเสื้อผ้าก็มีเสียงสตรีวัยกลางคนก็แว่วเข้าหู เมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายกล่าววาจามันก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ผู้ฝึกปรือิญญา! มิหนำซ้ำยังฝีมือร้ายกาจยิ่ง!”
ภายในร้านอันกว้างใหญ่ มองเห็นร่างคนสองคนยืนอยู่ที่โต๊ะกั้น ดูจากภายนอกคนหนึ่งเป็สตรีวัยกลางคนท่าทางเข้มแข็งรูปร่างสูงเท่าเทียมกับจิ้งิเฟิง คล้ายเป็แม่บ้านที่ตรากตรำงานหนักในชนบท ทว่าจิ้งิเฟิงยังไม่กล้าดูแคลนนาง ยามที่มองดูผู้ฝึกปรือิญญาตรงหน้าก็พบว่าอย่างน้อยต้องบรรลุด่านภูติญญา นางกำลังใส่ถุงบรรจุสินค้าทั้งมวลลงในแหวนช่องมิติพร้อมกับสนทนากับสตรีอีกคนด้านข้าง
เมื่อเห็นชัดตา จิ้งิเฟิงก็อดไม่ได้ต้องตาเป็ประกาย --- ชุดยาวสีขาวและผมสลวยราวน้ำตก ใบหน้าผุดผ่องราวหิมะสะท้อนแสงเทียนแดงสดใส แม้จะมองจากด้านข้างจิ้งิเฟิงก็เชื่อว่านี่เป็สาวงามที่ตื่นตะลึงแน่นอน
หลังจากตะลึงงันไปชั่วขณะ จิ้งิเฟิงก็สั่นศีรษะหนักๆก่อนจะแสร้งเป็เดินผ่านอีกฝ่าย ยามที่มันเดินเข้าใกล้สตรีวัยกลางคนก็ตวัดสายตาเพ่งมาด้วยท่าทีระวังภัย แต่โชคดีที่นางไม่มีปฏิกิริยาใดเพียงปล่อยจิ้งิเฟิงผ่านไป
“คนตระกูลจิ้งไม่ขโมยของคนชรา สตรีและเด็ก ข้าจะไปหาเหยื่อรายอื่น” จิ้งิเฟิงครุ่นคิดในใจ หลังจากใคร่ครวญแล้วจิ้งิเฟิงก็เดินไปยังพื้นที่อื่นก่อนจะชะงักร่างราวกับฉุกคิดบางอย่างที่ทำให้ตามันเป็ประกายไม่หยุด
ครู่ต่อมา ยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ยึดครองใบหน้าที่เปลี่ยนเป็โกรธกริ้ว “ไป๋หยุนเฟย ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้แก้แค้นเ้าเร็วปานนี้ ข้าจะให้เ้าได้เข้าใจว่า‘มาไม่คาดคิดและร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา’หมายความว่าอย่างไร!”
……
หลังจากเดินผ่านถนนมาหลายเส้น ไป๋หยุนเฟยเลือกเข้าพักโรงเตี๊ยมที่ดูธรรมดา จากนั้นจึงนั่งบนเตียงปิดประตูเงียบ
“เมื่อครู่ไฉนข้ารู้สึกกังวล? ไฉนข้าจึงสังหรณ์ว่าจะมีเื่เลวร้ายเกิดขึ้น?”
ครุ่นคิดชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็สั่นศีรษะคำนึง “ข้าคงฟุ้งซ่านไปเอง ข้ายังไม่เคยล่วงเกินผู้ใดทั้งสิ้น...”
“คิดว่าจิ้งิเฟิงผู้นั้นก็สมควรจะไม่ยึดถือข้าเป็ศัตรู”
