การทำ ‘แกงกะทิทรงเครื่อง’ ไม่ใช่เื่หมูๆ ต้องอาศัยทักษะความชำนาญ โชคดีที่ถังหว่านเคยฝึกปรือวิชาครัวจากน้าชายที่เป็เชฟใหญ่มาถึงสองปี ทำให้เธอรู้จังหวะจะโคนเป็อย่างดี ว่าผักชนิดไหนสุกช้าสุกเร็ว ควรใส่ตอนไหนถึงจะพอดี
เมื่อเช้าเธอซื้อเต้าหู้มาโลหนึ่ง หั่นเป็แผ่นบางๆ ทอดในน้ำมันจนเหลืองกรอบส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
ส่วนเส้นหมี่แห้งที่ได้มา เธอหักเป็ท่อนสั้นๆ ขนาดเท่านิ้วก้อย นำไปลวกน้ำเดือดจนนุ่ม แล้วคลุกเคล้ากับซีอิ๊ว เกลือ และผักชีในกะละมังใบใหญ่ ปั้นเป็ก้อนกลมๆ... นี่คือ ‘แป้งปั้น’ ทีเด็ดเคล็ดลับความอร่อยของแกงกะทิทรงเครื่องสูตรต้นตำรับ
เครื่องปรุงรสจัดหนักจัดเต็ม เพราะการเปิดร้านครั้งแรกสำคัญที่สุด ถ้าเปิดตัวไม่ปัง ครั้งหน้าคงยากจะดึงลูกค้ากลับมาได้
วัตถุดิบทุกอย่างถูกลำเลียงลงหม้อใบบัวั์... มันฝรั่ง มะเขือยาว เต้าหู้ทอด ถั่วฝักยาว บวบ ผักกาดขาว เส้นหมี่ แป้งปั้น และเห็ดหอมแห้งที่แอบจิ๊กมาจากบ้าน
ถังหว่านเหงื่อท่วมตัวขณะเร่งฟืนในเตา เปลวไฟสีส้มแดงเลียไล้ก้นกระทะเหล็กดำมะเมื่อม กลิ่นหอมของน้ำมันหมูผสมผสานกับกลิ่นผักและเครื่องเทศลอยฟุ้งไปทั่วลานบ้าน
“หอมไหมพี่รอง?” ถังหว่านปาดเหงื่อถามพี่ชายที่กำลังง่วนกับการเติมฟืน
“หอม หอมมาก” ถังเสี่ยวจวินเงยหน้าตอบเสียงดัง ฟังดูจริงใจสุดๆ
ถึงใครจะว่าพี่รองหัวช้า แต่เื่ความซื่อสัตย์ขยันขันแข็งนี่ต้องยกนิ้วให้ สั่งอะไรก็ทำไม่เคยบ่นอิดออด
“แหม... กลิ่นหอมทะลุไปถึงหน้าบ้านเชียวนะ”
ยายเ้าของบ้านทนกลิ่นยั่วยวนไม่ไหว เดินมายืนพิงกรอบประตู จ้องมองหม้อแกงั์ตาเป็มัน
ปากก็ชมเปาะ แต่ในใจแอบค่อนขอด... ‘เด็กหนอเด็ก... นี่มันหน้าร้อนนะ ไม่ใช่หน้าหนาว ทำมาซะเยอะขนาดนี้ ขืนขายไม่หมดตอนเย็นก็บูดเสียของหมด เสียดายแย่’
ถังหว่านมองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดยายแก แต่เธอก็ยิ้มรับอย่างใจเย็น
“คุณย่าคุณปู่คะ มื้อเที่ยงไม่ต้องลำบากทำกับข้าวหรอกค่ะ มาทานด้วยกันก่อนสิคะ หนูทำเผื่อไว้เยอะเลย”
พอได้ยินว่ามีของฟรี แถมยังมีเนื้อมีผักครบเครื่อง ยายแกก็ลืมเื่ที่แอบนินทาทันที ใบหน้าเหี่ยวย่นเปลี่ยนเป็ยิ้มแก้มปริ
“แหม... เกรงใจจัง งั้นเดี๋ยวป้าไปจัดโต๊ะนะ จะได้กินพร้อมหน้าพร้อมตากันสี่คน อบอุ่นดีออก”
ถังหว่านยิ้มบางๆ ไม่ได้ต่อความยาว “อ้อ... คุณย่าคะ เดี๋ยวหนูจะนึ่งหมั่นโถว ขอรบกวนยืมซึ้งนึ่งของย่าหน่อยได้ไหมคะ?”
ได้กินของเขาฟรี จะปฏิเสธก็กระไรอยู่ ยายแกพยักหน้าหงึกหงักอนุญาตทันที
แกงกะทิทรงเครื่องต้องกินคู่กับหมั่นโถวถึงจะเข้ากัน
ถังหว่านจัดการนวดแป้งเตรียมไว้ั้แ่เช้า ในยุคที่ยังไม่มียีสต์สำเร็จรูป ชาวบ้านจะใช้ ‘แป้งเชื้อ’ ที่เก็บจากครั้งก่อนมาละลายน้ำเป็หัวเชื้อหมักแป้ง
เธอไม่มีทุนพอจะใช้แป้งสาลีขาวล้วน จึงใช้สูตรประหยัด ‘แป้งผสม’ อัตราส่วนแป้งหยาบ 2 ส่วน ต่อแป้งขาว 1 ส่วน
เทคนิคสำคัญอยู่ที่การควบคุมเวลาและอุณหภูมิในการหมัก ถ้าทำได้ดี แป้งจะเหนียวนุ่มฟู หมั่นโถวที่ได้จะเนื้อเด้งสู้ฟัน
ปกติแป้ง 1 กิโลกรัมทำหมั่นโถวได้ 5 ลูก แต่สูตรแป้งผสมของเธอทำได้ถึง 8 ลูก
เมื่อถึงเวลาเคลื่อนขบวน...
เธอตักแกงแบ่งใส่ชามใบใหญ่ให้สองตายายเ้าของบ้าน แล้วหันมาสั่งการพี่รองให้เตรียมรถเข็น
หม้อแกงั์ที่เต็มไปด้วยน้ำซุป ผัก และเนื้อ หนักอึ้งเกือบ 80 กิโลกรัม ต้องใช้แรงยกขึ้นรถอย่างระมัดระวัง
ส่วนหมั่นโถวร้อนๆ จำนวน 95 ลูก ถูกจัดเรียงในกล่องโฟมบุผ้าขาวอย่างดีเพื่อเก็บความร้อน
ตลอดเช้าเธอยังไม่ได้จิบน้ำเลยสักหยด แต่ใจสู้เกินร้อย
“จะไปแล้วเหรอ?” ยายเ้าของบ้านมองดูสองพี่น้องขนของพะรุงพะรัง แล้วเหลือบมองกระทะใบหวงด้วยสายตาเป็ห่วง
ถังหว่านยิ้มหวาน ทัดผมทัดหูโชว์ลักยิ้มพิมพ์ใจ “คุณย่าคะ หนูตักแกงใส่ชามไว้ให้แล้วนะคะ รีบทานตอนร้อนๆ จะอร่อยที่สุด... พวกหนูต้องรีบไปทำมาหากิน คงอยู่ทานด้วยไม่ได้ค่ะ”
พอบอกว่าตักแบ่งไว้แล้ว ยายแกก็ยิ้มออก โบกมือไล่ส่งทันที “เออๆ รีบไปเถอะ ขอให้ขายดีเป็เทน้ำเทท่านะ... แล้วเย็นนี้อย่าลืมเอากระทะฉันกลับมาด้วยล่ะ”
ถังเสี่ยวจวินลากรถเข็นนำหน้าอย่างแข็งขัน ส่วนถังหว่านเดินประกบข้างหลัง คอยประคองหม้อแกงั์ประหนึ่งไข่ในหิน นี่คือสมบัติชิ้นเดียวที่จะพลิกชีวิต จะให้หกตกหล่นไม่ได้แม้แต่หยดเดียว
อากาศร้อนระอุ บวกกับไอความร้อนจากหม้อแกง ทำให้แผ่นหลังของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
แต่โชคดีที่ถนนในเมืองราดยางเรียบกริบ ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง สองพี่น้องก็มาถึงจุดหมาย
ถังหว่านยืนหอบหายใจ ใช้มือพัดวีหน้าคลายร้อน เงยหน้ามองป้ายชื่อโรงงานขนาดใหญ่เบื้องหน้า
‘โรงงานเหล็กหยงซิง’
“ที่นี่แหละ... ขุมทรัพย์ของเรา” เธอสูดหายใจลึก เรียกความมั่นใจ
สองพี่น้องช่วยกันจัดร้านแบบปูเสื่อ
กระดาษลังแผ่นหนึ่งเขียนตัวหนังสือโย้เย้ว่า ‘ขายหมั่นโถว’ ถูกตั้งวางล่อตา
เวลานี้เป็่พักเที่ยงพอดี ฝูงชนเริ่มทยอยเดินออกจากประตูโรงงาน บ้างก็เพิ่งเลิกกะ บ้างก็พักทานข้าว
พนักงานโรงงานเหล็กยุคนี้ถือเป็ชนชั้นอภิสิทธิ์ชน ส่วนใหญ่เป็คนในเมือง สวมชุดฟอร์มสีน้ำเงินเข้มดูภูมิฐาน บางคนเป็ระดับหัวหน้าสวมชุดเลนินโก้หรู เดินเข้าออกอย่างกระฉับกระเฉง
“พี่รอง... ถือถุงนี้ไว้นะ” เธอส่งถุงผ้าใบเก่งให้พี่ชายไว้เก็บเงิน ถังเสี่ยวจวินรับมากอดแนบอกแน่นพร้อมรอยยิ้มเขินๆ
“มาแล้วจ้า มาแล้วจ้า อาหารร้อนๆ อร่อยๆ แกงกะทิทรงเครื่องสูตรเด็ด ใครหิว ใครไม่มีเวลาทำกับข้าว เชิญทางนี้เลยจ้า ราคาไม่แพง กินแล้วมีแรงทำงานต่อ ไม่ลองไม่รู้นะจ๊ะ”
เสียงใสๆ ะโเรียกลูกค้าดังลั่น พร้อมกับมือที่เปิดฝาหม้อผาง
ทันใดนั้น... กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของแกงกะทิร้อนๆ ก็ะเิออก ลอยฟุ้งไปแตะจมูกฝูงชนที่กำลังหิวโซ
ภาพเด็กสาวหน้าตาสะสวยยืนะโขายของอย่างไม่อายใคร ดึงดูดความสนใจจากไทยมุงได้ชะงัดนัก ยิ่งเห็นสีสันของแกงในหม้อที่มีน้ำมันลอยฟูฟ่อง กลิ่นเนื้อหอมฉุย... ขาของใครหลายคนก็เริ่มก้าวเข้ามาโดยอัตโนมัติ
“ขายยังไงจ๊ะน้องสาว?” หญิงสาวถักเปียสวมชุดเลนินคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม
ถังหว่านยิ้มหวาน ตอบอย่างฉะฉานตามราคาที่ตั้งไว้ในใจ
“แกงกะทิทรงเครื่องชามละ 3 เหมาค่ะ ส่วนหมั่นโถว 2 ลูก 5 เฟิน ถูกและดีมีที่นี่ที่เดียวจ้า”
“โฮ้... ตั้ง 3 เหมาเชียวเหรอ? แพงไปหน่อยมั้ง”
เสียงบ่นพึมพำดังขึ้น ลูกค้าบางส่วนเริ่มลังเลและทำท่าจะถอย
ถังหว่านไม่หวั่นไหว เธอใช้ทัพพีอันใหญ่คนแกงในหม้อโชว์ คลี่คลายกลิ่นหอมให้กระจายไกลกว่าเดิม
“พี่ๆ จ๋า... หนูรู้นะคะว่าราคานี้ฟังดูอาจจะสูง แต่ลองคิดดูสิคะ ถ้าพี่ไปกินที่โรงอาหาร นอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังต้องเสีย ‘ตั๋วอาหาร’ อีกต่างหาก... แต่ของร้านหนู ‘ไม่ต้องใช้ตั๋ว’ นะคะ แถมเนื้อในหม้อก็เป็หมูสามชั้นแท้ๆ ชิ้นโตๆ เคี้ยวเต็มคำ ไม่ใช่เศษิญญาหมูแน่นอน”
ประโยคเด็ด ‘ไม่ต้องใช้ตั๋วอาหาร’ ทำเอาหูผึ่งกันเป็แถว
ในยุคที่ตั๋วอาหารมีค่ายิ่งกว่าทองคำ การได้กินของดีโดยไม่ต้องเสียตั๋วถือเป็ข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ
เธอย้ำต่อ “แถมตอนนี้ ข้าวผัดในร้านอาหารจานนึงก็ปาเข้าไป 2 เหมา 5 เฟินแล้วนะคะ... เพิ่มอีกนิดเดียวได้กินแกงกะทิทรงเครื่องเนื้อเน้นๆ ร้อนๆ กับหมั่นโถวนุ่มๆ คุ้มกว่าเห็นๆ ค่ะ”
ทุกคนเริ่มคล้อยตาม... จริงด้วยแฮะ ข้าวผัดจานละ 2 เหมาครึ่ง แพงหูฉี่... นี่ 3 เหมาได้กินแกงหม้อเบ้อเริ่มแถมไม่ต้องเดินไกล
หลายคนเริ่มล้วงกระเป๋าสตางค์... กลิ่นหอมของแกงตรงหน้ามันยั่วยวนจนเกินต้านทานไหว
