บทที่ 161 ไฟหนานิหลี
เมื่อครั้นเสิ่นตานเจวี๋ยเอ่ยเตือนสติขึ้นมาเช่นนี้ ทุกคนก็พลันตระหนักได้ทันที ทว่าพวกเขากลับไม่นึกถึงครั้งที่เสิ่นตานเจวี๋ยเองก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ แต่กลับนึกว่าตระกูลลู่เป็เพียงผู้เดียวที่ใช้กลอุบายดังกล่าวอย่างแน่นอน
ท่านาาโอสถผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในเทียนตูหลายร้อยปี ยังปรุงโอสถวิเศษออกมาได้เพียงสามร้อยกว่าเม็ด แล้วเหตุใดนักปรุงโอสถขั้นห้าที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นได้ไม่นานกลับสามารถปรุงโอสถชนิดเดียวกันได้จำนวนมากกว่า ตรรกะเช่นนี้ไม่ว่าคิดอย่างไรก็ล้วนไม่สมเหตุสมผล
นักปรุงโอสถจำนวนมากในยามนี้มีสีหน้าตะลึงพรึงเพริดไม่ต่างกัน ความเคารพยำเกรงที่พวกเขามีต่อตระกูลลู่ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้! ถึงอย่างไรตระกูลลู่ก็มีรากฐานลึกล้ำ ถึงได้มีเตาหลอมโอสถที่ร้ายกาจเช่นนี้อยู่ด้วย ไม่แปลกแล้วที่จะสามารถปรุงโอสถออกมาได้มากมายถึงเพียงนั้น เทียนตูถึงได้มีโอสถหลากชนิดทุกระดับขั้นอยู่เกลื่อนกลาด!”
“ข้าว่าแล้วเชียว ท่านาาโอสถสายตาเฉียบแหลมยิ่งนักที่มองเื่นี้ออก ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดอยู่เลยว่าตระกูลลู่จะร้ายกาจสักเพียงใด ข้าคิดไว้แล้ว นักปรุงโอสถขั้นห้าที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นได้ไม่นานจะปรุงโอสถขั้นห้าออกมาเป็ร้อยเป็พันเม็ดได้อย่างไร นี่โอสถขั้นห้าเชียวนะ ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยได้พบเห็นด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับหาซื้อได้ง่ายดายเหลือเกิน!”
ประกายคมปลาบฉายผ่านดวงตาของลู่อวี่แวบหนึ่ง เสิ่นตานเจวี๋ยยอมใช้ความลับของตนเองเพื่อเล่นงานกันเลยหรือ? ช่างมีความพยายามเสียจริงๆ แต่กระนั้นสีหน้าของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ว่าจะมีเตาหลอมใบนี้อยู่หรือไม่ สำหรับเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการปักดอกไม้ลงบนผ้าที่มีลวดลาย[1] แต่ในเมื่อเขาหนิงชุยเฟิงคิดจะใช้ลูกไม้นี้กับตระกูลลู่ แปลว่าพวกเขาคิดจะกัดไม่ปล่อยแน่นอน แล้วเหตุใดเขาต้องยอมอ่อนข้อให้ด้วยเล่า?
“เสิ่นตานเจวี๋ย ในเมื่อท่านไม่เชื่อใจเตาหลอมโอสถของตระกูลลู่ เช่นนั้นแล้วท่านก็เอาเตาหลอมโอสถที่ท่านกับศิษย์พี่ของท่านใช้ร่วมกันในงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะออกมาสิ เท่านี้ก็น่าจะไม่มีใครติดใจสงสัยแล้ว!”
เสิ่นตานเจวี๋ยหน้าถอดสีเล็กน้อย พลันแค่นเสียงเ็าในลำคอ “หรือว่าตระกูลลู่ของเ้าไม่มีเตาหลอมโอสถใบอื่นแล้ว? เชื่อว่าอยู่ต่อหน้าสหายนักพรตมากมายเหล่านี้ ตระกูลลู่ของเ้าจะใช้ลูกไม้ใดก็ไร้ประโยชน์!”
คำบอกปัดปฏิเสธของเสิ่นตานเจวี๋ยสร้างความสงสัยขึ้นในใจของเหล่านักพรตในงาน ในเมื่อเสิ่นตานเจวี๋ยเป็คนประท้วงข้อข้องใจ อีกฝ่ายจะขอใช้เตาหลอมโอสถของเขาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ย่อมเป็เื่ปกติ แต่เขากลับบอกให้อีกฝ่ายไปเอาเตาหลอมโอสถใบอื่นมาเสียอย่างนั้น ดูอย่างไรก็ออกจะแปลกไปเสียหน่อย
คนที่มีไหวพริบว่องไวพอจะคาดเดาเื่บางอย่างได้รางๆ แล้ว แต่พวกเขากลับปิดปากเงียบ ตอนนี้ตระกูลลู่กดราคาโอสถวิเศษจนถูกมาก ทำให้พวกเขาทุกคนพลอยสูญเสียผลประโยชน์ไปด้วย ยามนี้จึงรู้สึกมีความสุขขึ้นมาไม่น้อยที่เห็นพวกเขาโชคร้าย
ลู่อวี่ทราบดีว่าหลังจากเสิ่นตานเจวี๋ยตั้งข้อสงสัยกับตนเองแล้ว ย่อมไม่มีทางเบี่ยงประเด็นเข้าหาตัวเขาเด็ดขาด แม้จะไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับเื่นี้มาก่อน แต่วันนี้เขาจะแสดงฝีมือที่แท้จริงให้คนเหล่านี้ได้ประจักษ์ ถึงจะไม่มีเตาหลอมโอสถระดับอาวุธวิเศษ การปรุงโอสถขั้นห้าก็ไม่นับว่าเป็อะไรได้
เขาเหลือบมองเสิ่นตานเจวี๋ยอย่างเ็า ก่อนจะโบกมือหนึ่งครา เก็บ ‘เตาหลอมเทียนซิง’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเวที เขาหลอมรวมอาวุธชิ้นนี้เข้ากับตัวเองนานแล้ว ดังนั้นจะเก็บหรือเรียกออกมาก็ทำได้ดังใจ ไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันแม้แต่น้อย หากเปลี่ยนเป็ผู้อื่น น้ำหนักหลายพันชั่งของเตาหลอมโอสถใบนี้คงทำให้นักพรตที่มีพลังยุทธ์ต่ำกว่าขั้นฟันฝ่าทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว
หลังเก็บเตาหลอมเทียนซิงแล้ว ลู่อวี่ก็ไม่คิดจะหยุดเพียงแค่นั้น เขาโบกมืออีกครั้ง แสงิญญาหกจุดพลันปรากฏออกมาและขยายใหญ่ในพริบตาเดียว กระจายตัวเป็วงกลมโดยมีลู่อวี่ยืนอยู่ตรงกลาง หลังจากพวกมันร่วงหล่นลงบนพื้นแล้วก็กลายเป็กระถางสามขาสีแดงชาดที่สูงกว่าตัวคน และมีลักษณะเหมือนกันทุกประการจำนวนหกกระถาง
ลู่อวี่สะกิดปลายเท้าเบาๆ และเหาะเหินเดินอากาศขึ้นมาราวกับหงส์ตัวหนึ่ง กระทั่งตัวเขาอยู่สูงเหนือเตาหลอมโอสถทั้งหกใบพอดิบพอดี จากนั้นจึงตวัดสองขาเข้าหากัน นั่งขัดสมาธิล่องลอยอยู่กลางอากาศ
เมื่อเห็นเตาหลอมโอสถทั้งหกใบเผยโฉมออกมาพร้อมกัน คนที่มีสายตาเฉียบแหลมมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเตาหลอมทั้งหกใบแม้จะเหมือนกันทุกประการ และทุกใบล้วนสร้างจากเหล็กกล้าอัคคีชาดที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง เพียงแต่คุณภาพของมันเป็เพียงอาวุธธรรมดาเท่านั้น หรือต่อให้เป็อาวุธระดับสูงสุด ก็ยังห่างชั้นกับอาวุธวิเศษอย่างเทียบไม่ติดฝุ่นอยู่ดี
“นายน้อยตระกูลลู่คิดจะทำอะไรน่ะ? เตาหลอมโอสถหกใบ อย่าบอกนะว่าเขาคิดจะปรุงโอสถพร้อมกันทั้งหกเตา? เล่นใหญ่เกินไปแล้ว!”
“น่าจะเป็เช่นนั้น มิเช่นนั้นคงไม่นำเตาหลอมพวกนั้นออกมา ศิษย์พี่ของาาโอสถสามารถปรุงโอสถได้มากกว่าหมื่นเม็ดในครั้งเดียว นายน้อยตระกูลลู่ถูกเสิ่นตานเจวี๋ยบีบคั้นจนไม่อาจใช้เตาหลอมโอสถระดับอาวุธวิเศษที่ดีที่สุดได้ เกรงว่าคงไม่สามารถปรุงโอสถออกมาได้มากมายถึงเพียงนั้นในคราเดียว จึงคิดจะปรุงโอสถด้วยเตาหลอมโอสถหกใบพร้อมกัน เช่นนี้ถึงจะปรุงโอสถได้ใบละไม่ถึงสองพันเม็ดก็ยังมากกว่าศิษย์พี่ของาาโอสถ!”
“หากเป็เช่นนั้นจริงก็น่าอัศจรรย์ใจเกินไปแล้ว การปรุงโอสถพร้อมกันด้วยเตาหลอมหกใบ ข้าไม่เคยพบเห็นเื่เช่นนี้มาก่อน ขอเพียงปรุงโอสถสำเร็จ ก็จะพิสูจน์ได้แล้วว่าวิถีการปรุงโอสถของนายน้อยตระกูลลู่เหนือกว่าาาโอสถและศิษย์พี่ของเขา”
แน่นอนว่าลู่อวี่ไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ และไม่คิดจะใส่ใจด้วย หลังจากเขาใช้เคล็ดวิชาสร้างเตาหลอมทั้งหกใบออกมาแล้ว ก็โยนวัตถุดิบที่เตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนหน้านี้ลงไปในเตาหลอมทั้งหกใบทันที วัตถุดิบเ่าั้ได้ถูกคัดแยกจัดการมาอย่างดีแล้ว เพราะหากเพิ่งจะมาจัดการวัตถุดิบเอาป่านนี้ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะจัดการได้สำเร็จ
หวันต่านเยวี่ยหันไปบอกเสิ่นตานเจวี๋ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ศิษย์น้อง นายน้อยตระกูลลู่ผู้นี้ดูเหมือนจะมีความรู้แตกฉานในศาสตร์การปรุงโอสถอยู่บ้างจริงๆ มิเช่นนั้นเขาคงไม่กล้าปรุงโอสถทีเดียวพร้อมกันหกเตาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ แต่เ้าไม่ต้องเป็กังวลไป ต่อให้เป็ท่านอาจารย์ที่มีพลังยุทธ์ในขั้นเกิดเทพเ้า ยังไม่สามารถปรุงโอสถขั้นห้าพร้อมกันหกเตาโดยการใช้อาวุธเวทธรรมดาเช่นนี้ได้ ตอนนี้ตัวเขาเป็เพียงนักปรุงโอสถที่มีพลังยุทธ์อยู่ใน่ปลายของขั้นฟันฝ่าเท่านั้น แต่กลับคิดจะปรุงโอสถพร้อมกันหกเตา ความเหนื่อยล้าจากการปรุงโอสถย่อมต้องเหนือกว่าที่คิดไว้แน่ หากเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิดก็จะล้มเหลวทันที ข้าอยากจะเห็นเหมือนกันว่านักปรุงโอสถที่ได้ชื่อว่าเป็อัจฉริยะผู้นี้ แท้จริงแล้วจะมีความสามารถยอดเยี่ยมดั่งคำเล่าลือ หรือเป็เพียงคำโอ้อวดเกินความเป็จริง!”
เสิ่นตานเจวี๋ยเผยสีหน้าดูแคลนออกมาเล็กน้อย พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ศิษย์พี่กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก หากเขาใช้เตาหลอมระดับอาวุธวิเศษในการปรุงโอสถ จะช่วยลดการสูญเสียพลังปราณและพลังเวทได้ไม่น้อย แต่การใช้เตาหลอมระดับอาวุธเวทปรุงโอสถเช่นนี้ เหอๆ เป็เพียงการดิ้นรนก่อนตายก็เท่านั้น หลังจากเขาปรุงโอสถล้มเหลว ดูสิว่าตระกูลลู่ยังจะมีปัญญาต่อกรกับเขาหนิงชุยเฟิงของพวกเราอีกหรือไม่! อีกอย่างศิษย์พี่ท่านสังเกตเห็นหรือไม่ว่าก่อนจะเริ่มปรุงโอสถ ลู่อวี่ผู้นั้นไม่ได้อุ่นเตาหลอมโอสถด้วยซ้ำ เกรงว่าจะโดนคำพูดของข้าปั่นป่วนจิตใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว!”
เสิ่นตานเจวี๋ยวางแผนการในใจไว้อย่างดิบดี หากลู่อวี่ปรุงโอสถล้มเหลวเมื่อไร เขาก็จะใช้เื่นี้เป็เหตุผลในการทำลายนายน้อยตระกูลลู่ ที่ถูกผู้คนยกยอปอปั้นเสียหนักหนาว่าเป็อัจฉริยะผู้นี้ให้ย่อยยับ เปิดโปงว่าชื่อเสียงด้านความอัจฉริยะของเขาล้วนได้มาเพราะคุณสมบัติพิเศษของเตาหลอมระดับอาวุธวิเศษระดับสูงใบนั้น ถึงตอนนั้นชื่อเสียงของตระกูลลู่ก็จะตกต่ำลงสู่ผืนธรณี โอกาสนั้นย่อมเหมาะจะใช้เป็หินปูทางสำหรับการผงาดขึ้นมาใหม่ของเขาหนิงชุยเฟิง
ลู่เหว่ยจุน ลู่หงิและลู่เหว่ยเฉินทางฝั่งตระกูลลู่ ยามนี้พากันหน้านิ่วคิ้วขมวดไปตามๆ กัน พวกเขารู้สึกเป็กังวลแทนลู่อวี่ที่อยู่บนผืนนภากลางเวที แม้พวกเขาจะเชื่อมั่นใจในฝีมือการปรุงโอสถของลู่อวี่ แต่การใช้เตาหลอมระดับอาวุธเวทปรุงโอสถพร้อมกันทีเดียวถึงหกเตา จะไม่ให้พวกเขารู้สึกกังวลใจได้อย่างไร ความยากของการทำเช่นนั้น แม้แต่ลู่เหว่ยจุนที่ไม่ใช่นักปรุงโอสถยังตระหนักได้ว่ายากเย็นเพียงใด!
ลู่เหว่ยเฉินเอ่ยอย่างแค้นเคือง “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเขาหนิงชุยเฟิงเป็พวกต่ำช้า เมื่อครั้งที่เสิ่นตานเจวี๋ยปรุงโอสถก่อนหน้านี้พวกเราน่าจะเปิดโปงเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย าาโอสถอะไรกัน เป็เพียงคนต่ำช้าคนผู้หนึ่งก็เท่านั้น!”
ลู่หงิที่รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนวัยกลางคนส่ายหน้าเบาๆ “ความคิดของเ้านั้นไม่เลวทีเดียว แต่ตอนนั้นเขาหนิงชุยเฟิงมีคนปรุงโอสถเพียงสองคนเท่านั้น อีกทั้งพวกเขายังมีชื่อเสียงมาเนิ่นนาน ต่อให้เ้าเปิดโปงพวกเขา ก็คงมีเพียงไม่กี่คนที่เชื่อคำพูดของพวกเรา อีกอย่างตระกูลลู่ของเรายังกดราคาโอสถจนต่ำมากเพื่อเล่นงานเขาหนิงชุยเฟิง แทบจะล่วงเกินนักปรุงโอสถทั้งหมดในเทียนตูแล้ว ดังนั้นถึงพวกเขาจะรู้ดีแก่ใจว่าเสิ่นตานเจวี๋ยใช้กลโกง ก็ไม่มีทางสนับสนุนเข้าข้างพวกเราอยู่ดี!”
ลู่เหว่ยเฉินได้ยินเช่นนั้นก็เดือดดาลทันควัน ลู่หงิจึงเอ่ยต่อว่า “แต่ว่าท่านประมุข พวกท่านไม่ต้องกังวลใจไปหรอก นายน้อยมีนิสัยอย่างไรพวกท่านย่อมรู้ดีมิใช่หรือ? พวกท่านเคยเห็นนายน้อยปรุงโอสถล้มเหลวมาก่อนหรือไม่? หากไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จ นายน้อยไม่มีทางทำเื่หุนหันพลันแล่นเช่นนี้โดยเด็ดขาด แม้เตาหลอมระดับอาวุธวิเศษจะหายาก แต่่ที่ผ่านมาตระกูลลู่ของพวกเรากลับรวบรวมมาได้ไม่น้อย ต่อให้ขนออกมาหกใบพร้อมกันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ที่นายน้อยไม่พูดถึงเตาหลอมเ่าั้ พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องกังวลใจโดยใช่เหตุ”
ลู่เหว่ยจุนแค่นเสียงเ็าในลำคอ “ท่านอาสิบหกกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ต่อให้ครั้งนี้ลู่อวี่จะปรุงโอสถล้มเหลวก็ตาม อย่างมากพวกเราก็เพียงสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้าขายโอสถเท่านั้น ในเมื่อเขาหนิงชุยเฟิงไม่รู้จักการเล่นตามกฎกติกา ตระกูลลู่ของพวกเราก็ใช่ว่าจะมีลูกไม้น้อยเสียเมื่อไร? คิดว่าพึ่งพาตำหนักมหาเทพได้แล้วจะปลอดภัยไร้กังวลอย่างนั้นหรือ ช่างไร้เดียงสาเสียจริง”
สืบเนื่องจากการที่บุตรชายถูกคนใช้กลอุบายเล่นงาน ลู่เหว่ยจุนที่เป็ถึงประมุขของตระกูลลู่ที่ถือเป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งเทียนตูมีหรือจะยอมอยู่เฉย น่ากลัวว่าอีกประเดี๋ยวคงจะเล่นงานเขาหนิงชุยเฟิงจนย่อยยับ
สถานะของตระกูลลู่ในยามนี้ไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อน พวกเขามีโอสถวิเศษสนับสนุน ยอดฝีมือที่ขอบเขตพลังหยุดชะงักจำนวนมหาศาลสามารถทะลวงผ่านได้คนรุ่นใหม่ก็มีผู้มากพร์ปรากฏออกมาไม่น้อย ไม่ว่าจะด้านขุมกำลังหรือความร่ำรวยก็แตกต่างไปจากเมื่อครั้งอดีต หากอาศัยรากฐานของตระกูลเก่าแก่นับพันปี เพียงเขาหนิงชุยเฟิงกระจอกๆ พรรค์นั้นตระกูลลู่ย่อมไม่เก็บเอามาใส่ใจอยู่แล้ว
งานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นของตระกูลลู่ตั้งอยู่ติดกับทะเลสาบเทียนอวิ๋น ย่อมไม่สามารถดึงเพลิงปฐีขึ้นมาใช้เป็พลังงานในการปรุงโอสถได้ จึงใช้ค่ายกลรวมเพลิงิญญาระดับสูงแทน
แต่ลู่อวี่ปรุงโอสถพร้อมกันทีเดียวหกเตา แปลว่าต้องใช้ค่ายกลรวมเพลิงิญญาหกแห่ง ทว่าตรงนี้มีไม่เพียงพอ ลู่อวี่จึงตัดสินใจไม่ใช่ค่ายกลรวมเพลิงิญญา และวาดฝ่ามือส่งลำแสงเพลิงสีชาดที่ยังเหลือของตนเองไปจุดเตาทั้งหกใบ
“นั่นคือไฟแท้ที่นายน้อยตระกูลลู่บ่มเพาะขึ้นมาเองอย่างนั้นหรือ? ได้ยินว่านายน้อยตระกูลลู่มีไฟวิเศษแห่งโลกา์ที่เรียกว่า ‘ไฟแท้หนิงคง’ นอกจากใช้ปรุงโอสถแล้ว ยังใช้จัดการศัตรูได้ด้วย ถือเป็สิ่งที่มหัศจรรย์ไม่น้อย แต่ว่า ‘ไฟแท้หนิงคง’ ไม่ได้เป็สีน้ำเงินหรือ แล้วเปลวไฟสีแดงตรงหน้านี้ก็เป็ไฟแท้ด้วยหรือ? คนผู้หนึ่งสามารถฝึกฝนไฟแท้สองชนิดพร้อมกันได้?”
เปลวไฟที่ลุกโชติ่ใต้เตาหลอมทั้งหกใบมีสีแดงชาด ร้อนแผดเผาแต่ไม่บ้าคลั่ง คนเกือบทั้งหมดไม่มีใครมองออกเลยว่ามันเป็เปลวไฟชนิดใด
แต่อย่างไรเสียก็มีคนที่รอบรู้สามารถมองออกอยู่บ้าง และหวันต่านเยวี่ยก็เป็หนึ่งในนั้น
“นั่นมัน ‘ไฟหนานิหลี’ อย่างนั้นหรือ? เป็ไปได้อย่างไร? ‘ไฟหนานิหลี’ กับ ‘ไฟแท้หนิงคง’ จะปรากฏอยู่ในร่างของคนคนเดียวกันโดยไม่ขัดแย้งกันเองได้อย่างไร?”
ไฟแท้หนิงคงกับไฟหนานิหลี หนึ่งหยินหนึ่งหยาง หนึ่งเย็นหนึ่งร้อน เป็เปลวไฟที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ไฟแท้ที่นักพรตทั้งหลายฝึกฝนจะยึดตามคุณสมบัติธาตุจากพลังปราณกับพลังเวทของตนเอง และเคล็ดวิชาที่ตนเองฝึกฝนเป็หลัก มีเพียงนักพรตจำนวนหนึ่งที่เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาเกี่ยวกับธาตุไฟ ที่สามารถกักเก็บเพลิงบางชนิดเอาไว้ในร่างกายได้จากนั้นก็ค่อยๆ ผสมผสานกับไฟแท้ของตนเอง ถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติไฟแท้ของตนได้ แต่ไม่มีทางกักเก็บไฟสองชนิดที่เป็ขั้วตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงเอาไว้ในร่างกายได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดผู้ย่อมต้องาเ็สาหัส และอย่างมากที่สุดผู้อาจธาตุไฟแตกซ่านจนสิ้นชีพ
[1] การแต่งเติมสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้งดงามหรือสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
