“นี่คุณเป็ใครกัน?” คุณย่าหลิวเอ่ยถามอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ น้ำเสียงกลับ “อ่อนโยน” ลงอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันชื่อฮวาเจา เป็ลูกสาวคนโตของจางกุ้ยหลาน” ฮวาเจาแนะนำตัวเองอย่างเป็ทางการ
คุณย่าหลิวและหลิวเซี่ยงเฉียนต่างก็ตะลึง จางกุ้ยหลานเล่าถึงฮวาเจาไว้เสียดิบดี ไม่ใช่แบบนี้สักหน่อย!
เธอบอกว่าฮวาเจาเป็เหมือนหมีดำต่างหาก!
แต่เด็กสาวตรงหน้า ต่อให้พวกเขาไม่อยากยอมรับ ก็ต้องเอ่ยชมว่าเธองดงามยิ่งนัก
เพียงแต่ว่านิสัยใจคอช่างน่ารังเกียจสมคำที่จางกุ้ยหลานกล่าวไว้ไม่มีผิด!
“พวกท่านมีธุระอะไรกันแน่ ก็บอกฉันมาเถิด” ฮวาเจาเอ่ยขึ้นอีก
เมื่อพวกหลิวสูญเสียความโอหังไป คำพูดบางอย่างก็ยากที่จะเอ่ยออกมา โชคดีที่พวกเขายังมีเหตุผลที่ฟังดูชอบธรรมข้ออื่น
คุณย่าหลิวชี้นิ้วไปที่หลิวชง “ดูสิว่าคุณทำร้ายหลานชายฉันเป็อย่างไร! มือหักไปถึงสามท่อน! หมอบอกว่าต่อไปมือนี้คงทำงานหนักไม่ได้! คุณต้องรับผิดชอบ!”
“ท่านว่าฉันเป็คนทำร้าย ก็ต้องเป็ฉันทำร้ายจริงหรือ? ท่านเห็นด้วยตาตัวเองหรือ?” ฮวาเจาปฏิเสธอย่างไม่ยอมรับเช่นกัน
“คุณ...คุณเมื่อวานยังยอมรับเองกับปากอยู่เลย!” คุณย่าหลิวโกรธจนควันออกหู
ฮวาเจาหันไปถามเหล่าแม่บ้านที่นั่งอยู่เต็มโต๊ะ “เมื่อวาน? มีใครได้ยินบ้างไหม?”
“ไม่มี!” ทุกคนต่างส่ายหน้าเป็แถว บางคนหน้าตาจริงจัง บางคนหัวเราะคิกคัก ไม่ปิดบังเลยว่ากำลังโกหก
“พวกคุณ...พวกคุณมันรังแกกันเกินไปแล้ว!” คุณย่าหลิวคาดไม่ถึงว่าจะเป็เช่นนี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ทำไมถึงสามัคคีกันนัก?
ฮวาเจาเองก็ชอบบรรยากาศในชนบทเช่นกัน ตราบใดที่วางความสัมพันธ์ให้ดี ก็เหมือนเป็ครอบครัวใหญ่ที่รักใคร่กลมเกลียวกัน เป็ความอบอุ่นที่หาไม่ได้
ในเมืองหลังจากนั้นอีกหลายสิบปี จะไม่มีทางเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกแล้ว บางคนอยู่บ้านตรงฉันมกันมาสิบกว่าปี ยังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร
“ฉันจะไปฟ้องพวกคุณ!” คุณย่าหลิวะโ “ฉันไม่เชื่อว่าพวกตำรวจจะไม่เชื่อคำพูดของคุณ!”
“พวกเขาเชื่อหลักฐานต่างหาก น่าเสียดายที่ท่านไม่มี” ฮวาเจาพูดพลางเคี้ยวเมล็ดแตงไปด้วย “อีกอย่างท่านลองไปสืบดูสิว่า ผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธเป็คนของใคร? สินสอดงานแต่งของฉัน เขายังส่งรถมาให้ถึงบ้านเลย”
ส่วนเื่สินสอดเ่าั้ถูกปล้นมาจากบ้านตระกูลฮวาซานนั้นเป็เื่ที่ซับซ้อนเกินไป ไม่จำเป็ต้องอธิบายให้พวกเขาฟัง
ฮวาเจามีความสัมพันธ์เช่นนี้จริงหรือ?
คนตระกูลหลิวลังเล พวกเขาไม่แน่ใจว่าเื่จริงหรือไม่ แต่เคยได้ยินคุณย่าจางพูดถึงว่า ปู่ของฮวาเจาเก่งกาจมาก ได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 50 หยวน เขาอาจจะรู้จักผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธก็เป็ได้
คนตระกูลหลิวเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่มีคนใหญ่คนโตในตระกูลเลยสักคน พวกเขาจึงเริ่มหวาดกลัว ไม่กล้าพูดถึงเื่ที่จะไปแจ้งความกับตำรวจอีก
หากอีกฝ่ายมีคนหนุนหลัง ถ้าเกิดถูกกล่าวหาว่าใส่ร้ายป้ายสีขึ้นมา พวกเขาจะทำอย่างไร?
ฮวาเจาเองก็ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะกลัวง่ายขนาดนี้ ดูเหมือนว่าพวกนี้จะเก่งแต่กับคนในบ้านเท่านั้น ในตอนนั้นหากจางกุ้ยหลานแข็งแกร่งกว่านี้สักหน่อย ก็คงไม่ถูกพวกนี้รังแกจนปางตาย
“เอ่อ...” คุณย่าหลิวพลิกแพลงคำพูด “กุ้ยหลานเอ๋ย หลิวชงจะว่าไปก็เรียกลูกว่าแม่ ตอนนี้เขาาเ็หนัก ทำงานไม่ได้ แถมหมอยังบอกว่าต้องบำรุงร่างกาย คุณมีเงินบ้างไหม เอามาให้เขาหน่อย ซื้อของอร่อยๆ ให้เขากิน”
ฮวาเจารีบถามจางกุ้ยหลาน “หลิวชงเคยเรียกว่าแม่ด้วยหรือ?” ดูจากท่าทีที่หยิ่งผยองของเขาแล้ว ไม่น่าจะเคยเรียกเลย
จางกุ้ยหลานส่ายหน้า
คุณย่าหลิวไม่ยอม “ทำไมจะไม่เคยเรียก? วันที่คุณแต่งเข้ามา เขาก็เคยเรียกอยู่ไม่ใช่หรือ!”
ฮวาเจา “....ก็แค่เรียกครั้งเดียวเท่านั้นเองหรือ?”
คุณย่าหลิวไม่มองเธอแล้ว มองแต่จางกุ้ยหลาน ทำท่าทางรอให้เธอควักเงินออกมา
จางกุ้ยหลานเหลือบมองฮวาเจา ฮวาเจาพยักหน้า เธอจึงล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมา ข้างในมีเงินอยู่ 4 หยวน
“นี่เป็เงินที่ได้จากการเพาะถั่วงอกใน่สิบกว่าวันที่ผ่านมา”
ถึงภายนอกฮวาเจาจะไม่ได้ดูแลเธอเป็พิเศษ แต่เธอก็เคยส่งถั่วงอกคุณภาพดีไปให้กองผลิตถึงสองครั้ง ครั้งละ 10 ชั่ง ได้เงินมาเท่านี้
ส่วนถั่วงอกที่เสียไปอีกหลายสิบชั่งนั้น เธอแอบเอาไปขายในตลาดมืด ได้เงินมาอีก 30 กว่าหยวน นั่นเป็ส่วนของเธอคนเดียว
ยังไม่ถึง 10 วันก็ได้เงินมา 30 กว่าหยวน จางกุ้ยหลานตื่นเต้นมาก
คนตระกูลหลิวเห็นเงิน 4 หยวน ก็หน้าเสีย 10 กว่าวันได้เงินมาแค่ 4 หยวน? เดือนหนึ่งจะได้เงินสักเท่าไร? นี่มันตัวไร้ค่า!
“ฉันเห็นคุณเอาผักกับแตงไปขาย!” หลิวชงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“นั่นฉันแค่เอาไปช่วยขาย” ฮวาเจาตอบ “ดูสิว่าในบ้านเธอมีอะไร นอกจากที่ดินโล้นๆ ไม่ได้ปลูกอะไรเลย จะเอาผักหรือแตงที่ไหนมาขาย?”
คุณย่าหลิวคว้าเงิน 4 หยวนมาใส่กระเป๋า แล้วหันไปพูดกับจางกุ้ยหลาน “ถ้าไม่มีก็ไปยืมมา หลิวชงก็ถือว่าเป็ลูกชายของคุณ” เธอเหลือบมองฮวาเจา “แถมยังเป็พี่ชายของเธอด้วย พี่ชายมีเื่เดือดร้อน จะไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร”
“เลิกมาอ้างเป็ญาติกันเสียที พี่ชายแบบนี้ ฉันไม่นับญาติด้วยหรอก” ฮวาเจาพูด
คนตระกูลหลิวเสียหน้าอย่างมาก หลิวเซี่ยงเฉียนจึงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากระชากต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ยที่ยืนเหม่ออยู่ข้างหลัง ผลักไปทางฮวาเจา
“นี่ลูกสองคนของแม่คุณ! คุณต้องรับไว้ใช่ไหม? ถ้ารับก็เอาไปเลย!”
“แม่ พวกเราไปกันเถอะ!” หลิวเซี่ยงเฉียนะโ
“จะไปไหน?” คุณย่าหลิวก็โกรธเช่นกัน ชี้นิ้วไปที่ต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ย แล้วพูดกับจางกุ้ยหลาน “รีบเอาเงิน 500 หยวนมาให้ฉัน! เอาไปรักษาแขนของชงชงให้หาย! ไม่อย่างนั้นต้าเหว่ยเสี่ยวเหว่ยก็ไม่ต้องกลับไปเรียนหนังสือในเมือง! พวกเขาอยู่ในชื่อของคุณแล้ว เอาไปเลี้ยงดูเสีย!”
“ย่า!”
“แม่!”
ต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ยร้อนใจขึ้นมาทันที แม้จะเพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมาคุณย่าคอยแต่ยุแหย่ แต่ความบาดหมางที่พวกเขามีกับจางกุ้ยหลานนั้นฝังรากลึกเกินกว่าจะแก้ไขได้ในวันเดียว
พวกเขาไม่อยากอยู่ที่ชนบท พวกเขาอยากกลับเมือง อยากไปเรียนหนังสือ!
จางกุ้ยหลานเองก็ร้อนใจ หันไปมองฮวาเจา เธอเองก็ไม่อยากให้ลูกชายสองคนต้องมาอยู่กับเธอ เด็กๆ ต้องไปเรียน ถ้าไม่ได้เรียน ก็เหมือนเป็พวกเร่ร่อน แล้วโตขึ้นจะไปทำงานหรือหาคู่ได้อย่างไร?
“ในกองผลิตของเราก็มีโรงเรียนประถมไม่ใช่หรือ?” ฮวาเจาหันไปถามเหล่าแม่บ้าน
“มีสิ มีสิ อยู่ในกองผลิตข้างๆ ไม่ไกลกัน ห่างไปห้าหลี่” คุณป้าหม่าตอบ
“งั้นก็กลับมาเรียนหนังสือที่นี่สิ” ฮวาเจาพูด
“มันจะเหมือนกันได้อย่างไร? โรงเรียนประถมในชนบทจะไปเทียบกับในเมืองได้อย่างไร?” หลิวต้าเหว่ยร้องไห้ออกมา
“จะต่างกันตรงไหน ก็ในเมื่อพวกคุณไม่รู้อะไรเลย อยู่ในเมืองก็รั้งท้าย กลับมาอยู่ชนบทบางทีอาจจะได้ที่หนึ่งก็ได้ ใครจะรู้” ฮวาเจาพูด
เธอเคยถามเื่การเรียนของต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ย จางกุ้ยหลานบอกด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่าคนหนึ่งได้ที่สามจากท้าย คนหนึ่งได้ที่ห้าจากท้าย
หลิวต้าเหว่ยกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จากที่รั้งท้ายจะกลายเป็ที่หนึ่ง?
ฮวาเจาผ่าแตงหวานออกเป็ซีก แล้วส่งให้ต้าฉินและเสี่ยวฉินคนละครึ่ง สองสาวน้อยก็เบิกบานใจขึ้นมาทันที
รสชาตินั้นหวานชื่นใจยิ่งนัก ต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ยไม่เคยได้กลิ่นแตงหวานขนาดนี้มาก่อน
“พวกคุณมาชนบทเป็ครั้งแรกใช่ไหม?” ฮวาเจาถามต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ย “ที่ผ่านมาคงได้ยินแต่คนพูดว่าชนบทไม่ดีใช่ไหม? จริงๆ แล้วพวกคุณถูกหลอก!”
เธอชี้มือไปที่สวนผักผลไม้ของตนเองที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร “ดูสิ ผักผลไม้ในสวนนั่นเป็ของฉันหมดเลย กินเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ฉันยังเลี้ยงหมูสี่ตัว เป็ดอีกสิบกว่าตัว ไก่อีกสิบกว่าตัว เนื้อ ไข่ พวกนั้นน่ะ กินทุกวันยังกินไม่หมด!”
ต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ยลืมร้องไห้ไปแล้ว ชีวิตที่นี่ดีขนาดนี้เลยหรือ?
“ไม่เชื่อก็ถามต้าฉินกับเสี่ยวฉินดูสิ?” ฮวาเจาพูด
ต้าฉินและเสี่ยวฉินพยักหน้าถี่ๆ อยู่ข้างหลังฮวาเจา ่นี้พวกเธอได้กินอาหารดีๆ มากจนเกินพอ คุณย่าบอกว่าสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกนั้นเรียกว่าอะไรนะ.... อ้อ สุขาวดี! คงไม่ดีไปกว่าที่นี่แล้ว!
ต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ยดูใบหน้าของน้องสาวที่ดูอวบขึ้นภายในไม่กี่วัน ก็เลิกร้องไห้ไปแล้ว
สำหรับเด็กที่ผลการเรียนรั้งท้ายอย่างพวกเขาสองคน ของอร่อยๆ มีแรงดึงดูดมากกว่าการไปโรงเรียนเสียอีก
