เล่มที่ 6 บทที่ 153 คนที่ใกล้ตาย
“สามพันหินิญญางั้นหรือ?” เจียงหลีที่ยังตกตะลึงไม่หาย พอได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะสะดุ้งสุดตัวเลยทีเดียว
“ทำไมถึงขายแค่สามพันเองเล่า?”
“อื้อ แค่สามพันก็พอแล้ว” หลินเฟยไม่คิดจะอธิบายต่อให้มากความ ก่อนจะหยิบกระบี่เล่มที่สองโยนเข้าไปในค่ายกล
“ไม่ใช่ คือว่า…” เจียงหลีเดินวนรอบหลินเฟยด้วยความร้อนใจ
“ขนาดข้ายังดูออกว่ากระบี่เล่มนี้ไม่ธรรมดา แม้จะมีมนต์สะกดแค่เก้าสายเท่านั้น แต่มันก็ไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆ สามพันจะถูกไปไหม?”
“เดี๋ยวเ้าก็รู้เอง…”
หลินเฟยส่ายหน้าน้อยๆ ไม่คิดจะพูดอะไรอีก
เจียงหลีรออยู่นาน พอเห็นหลินเฟยไม่เปลี่ยนใจ จึงอุ้มกระบี่ออกไป…
จากนั้นเจียงหลีก็รู้ว่าตนเองคิดมากไปจริงๆ…
ตอนที่เจียงหลีออกมานั้นคือเวลาเที่ยงพอดี กระทั่งพลบค่ำแล้ว เขาก็ยังยืนเร่ขายกระบี่ท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บ
“ศิษย์พี่ท่านนี้ มาดูกระบี่นี้ก่อนสิ แค่สามพันหินิญญาเองนะ ข้าไม่ได้โม้นะ พลังของมันเทียบเท่ากระบี่ัพยศของสำนักกระบี่หลีชานเลยทีเดียว…”
“ประสาท!”
“ไสหัวไป!”
“แค่มนต์สะกดเพียงเก้าสายเท่านั้น แต่กลับคิดขายสามพัน แถมยังมีพลังเทียบเท่าัพยศของสำนักกระบี่หลีซานอีก บ้าเอ๊ย สามสำนักใหญ่ไม่คัดกรองคนขายบ้างเลยหรือไง?”
ไม่มีใครเชื่อเลยสักคน…
อาวุธที่มีมนต์สะกดแค่เก้าสายถือว่าธรรมดามาก หากอยู่ในพิภพหลัวฝูก็อาจจะหลอกมนุษย์ทั่วไปได้ แต่ที่นี่คือที่ไหน? ที่นี่คือพิภพซ่างจง ผู้บำเพ็ญส่วนมากก็อยู่ระดับขั้นมิ่งหุนทั้งนั้น หากไม่ใช่อาวุธขั้นหยางฝูละก็ ยังไงก็ไม่อยู่ในสายตาอยู่ดี มีหรือที่จะสนกระบี่ที่มีมนต์สะกดแค่เก้าสายเช่นนี้?
แถมยังมีพลังเทียบเท่าัพยศของสำนักกระบี่หลีซานอีกด้วย…
ัพยศคืออะไรน่ะหรือ?
ัพยศถือเป็หนึ่งในสมบัติประจำสำนักเลยทีเดียว เป็ศาสตราวุธที่มีมนต์สะกดสามสิบหกสายแต่กำเนิด ยิ่งผ่านการหลอมจากปรมาจารย์กระบี่อู๋อีกสามร้อยปี เกรงว่าใกล้จะเกิดเป็มนต์สะกดเทียนกังสายที่สองเต็มทีแล้ว ถือเป็หนึ่งในยอดกระบี่แห่งเป่ยจิ้ง แล้วกระบี่ที่มีมนต์สะกดแค่เก้าสายเช่นนี้จะเทียบได้อย่างไร?
นอกจากนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายใช้วิธีอะไร จึงทำให้กระบี่ที่มีมนต์สะกดอ่อนด้อยกลับมีกระแสความโเี้เข้มข้น พวกต้มตุ๋นสมัยนี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวใช่ย่อย!
ั้แ่เที่ยงจนพลบค่ำ มีผู้บำเพ็ญจำนวนมากเอาแต่นินทาเจียงหลี บางคนถึงขนาดคิดผดุงคุณธรรม เรียกศิษย์ที่ลาดตระเวนเมืองของสามสำนักใหญ่มาเลยทีเดียว เจียงหลีโกรธมาก เอาแต่ก่นด่าพวกเขาใจในว่ามีตาหามีแวว…
พอฟ้ามืดเจียงหลีก็อุ้มกระบี่อย่างเศร้าสร้อยเดินอยู่ในตรอกคนเดียว คิดในใจว่า ‘หากรออีกหนึ่งเค่อแล้วยังไม่มีใครซื้อ เขาก็จะถอดใจกลับร้านแล้ว…’
ทว่ายังไม่ถึงหนึ่งเค่อก็มีคนเดินมาพอดี
คนที่มาใหม่เป็ผู้บำเพ็ญหนุ่มที่ดูอายุประมาณยี่สิบกว่าปี คิ้วขมวดแน่นราวกับมีเื่กลุ้มใจตลอดเวลา ใบหน้าก็เคร่งเครียด หากเป็เวลาปกติเจียงหลีจะไม่สนคนเช่นนี้เลย เพราะส่วนมากคนที่มีเื่กลุ้มใจมักจะอารมณ์ไม่ดี ดีไม่ดีนอกจากขายไม่ได้แล้ว ยังจะถูกพาลด่าเปิงอีก
แต่ครั้งนี้เจียงหลีรีบร้อนอยากกลับไปจะแย่แล้ว
จึงไม่สนว่าอีกฝ่ายจะมีเื่กลุ้มใจหรือไม่ พอเห็นมีคนผ่านมาก็ะโขายทันที
“ศิษย์พี่ ซื้อกระบี่สักเล่มไหม!”
“หื้อ?”
หวังหยวนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา ตนเองใกล้จะตายแล้วแท้ๆ ยังมีคนคิดจะขายกระบี่ให้อีก เอาเถอะ ถึงอย่างไรก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน หินิญญาในตัวก็เอาไปไม่ได้ ถือว่าทำบุญช่วยเหลือผู้อื่นก่อนตายแล้วกัน ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังเร่ขาย คงจะลำบากไม่น้อยเลย
คิดได้ดังนั้นหวังหยวนก็หยุดยืนตรงหน้าเจียงหลี ก่อนจะมองกระบี่ที่อีกฝ่ายกอดอยู่แนบอก
“ราคาเท่าไหร่หรือ?”
“สามพันหินิญญา”
“…” หวังหยวนได้ยินเช่นนั้นก็อยากจะเดินหนีทันที ‘คิดจะล้อเล่นหรือไง ถึงจะอยากทำความดีก่อนตายแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้เป็ไอ้โง่ที่ใครๆก็หลอกได้ กระบี่นั่นแค่ดูก็รู้แล้วว่ามีมนต์สะกดอย่างมากแค่เก้าสายเท่านั้น หากวางขายในร้านหลอมอาวุธแล้วละก็ เกรงว่าตั้งราคาแค่ร้อยเดียวก็ยังไม่มีคนซื้อเลยด้วยซ้ำ แต่เ้านี่กลับตั้งราคาตั้งสามพันหินิญญา’
ทว่าหลังจากเดินได้เพียงสองก้าว ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจ จู่ๆก็ดันคิดถึงเื่หลายสิบปีที่ผ่านมา ตนเองลำบากลำบนทำทุกอย่างเพื่อสำนัก ตั้งใจบริหารจัดการสำนักไป๋เหอในพิภพซ่างจงอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง แต่สุดท้ายกลับต้องเผชิญเคราะห์หนัก ทุกอย่างกำลังจะพังทลายลงไปในคืนเดียว
เมื่อสามวันก่อนมีปีศาจขั้นห้าบุกเข้าไปที่สำนักไป๋เหอ มันไม่ทำร้ายใครและไม่กินคน แต่มันกลับวางค่ายกลเพื่อสูบเืทุกหยดของศิษย์นับร้อยในสำนักไป๋เหอ เพียงเพื่อปลุกปีศาจขั้นเยาหวังที่หลับใหลขึ้นมา นับว่าสำนักไป๋เหอถึงกับล่มสลายภายในคืนเดียว วันนั้นหวังหยวนที่เป็ผู้าุโของสำนักไม่อยู่ที่สำนัก จึงรอดชีวิตมาได้…
ทะเลอูไห่แห่งนี้นอกจากมีสามสำนักใหญ่แล้ว ยังมีสำนักเล็กๆอีกนับร้อย แม้แต่สำนักเล็กจ้อยยิ่งกว่าสำนักหลิงติ่งก็มี และสำนักไป๋เหอก็เป็หนึ่งในนั้น สำนักเล็กๆเช่นนี้จึงดูไร้ค่ามากในทะเลอูไห่ อีกทั้งยังมีสำนักเล็กๆเช่นนี้ล่มสลายมากมายภายในคืนเดียวอยู่บ่อยๆอีกด้วย
เพราะในพิภพซ่างจงเอง สำนักเล็กๆเช่นนี้ก็อ่อนแอราวกับมดปลวก หากไม่ถูกมารปีศาจจับไปกิน ก็มักจะถูกสำนักใหญ่กดข่มจนโงหัวไม่ขึ้น ชีวิตของพวกเขาจึงไร้ค่าไม่มีใครสนใจ
แต่สำหรับหวังหยวนนั้น…
สำนักเล็กๆที่เขาทุ่มเทมานับสิบปีก็เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างของเขา
พอรู้เื่ก็เร่งรีบกลับสำนักทันที
แม้จะรู้ดีว่ากลับไปยังไงก็ต้องตาย และไม่อาจช่วยใครได้อยู่ดี เพราะสำหรับสำนักไป๋เหอแล้ว ปีศาจขั้นห้าก็ไม่ต่างอะไรกับศัตรูที่ไม่อาจเอาชนะได้…
แต่ถ้าไม่กลับ จะไปไหนได้อีก?
กลับพิภพหลัวฝูอย่างนั้นหรือ?
จากนั้นก็ขอโทษทุกคน บอกว่าคนที่อยู่พิภพซ่างจงถูกปีศาจขั้นห้าสูบเืเอาไปปลุกปีศาจขั้นเยาหวังจนตายหมดแล้ว พอสู้ไม่ได้ จึงถอยกลับมาตั้งหลักอย่างนั้นหรือ?
คำพูดเช่นนี้น่ะ หวังหยวนไม่สามารถพูดออกมาได้จริงๆ…
‘ช่างเถอะ สามพันก็สามพัน ระวังตัวมาทั้งชีวิต สุดท้ายก็เจอเคราะห์หนักอยู่ดี’
“ข้างในมีประมาณสามถึงสี่พัน เ้าเอาไปเถอะ” พอพูดจบ หวังหยวนก็ล้วงเอากระเป๋าเฉียนคุนที่ดูเก่าแก่ใบหนึ่งออกมา ดูแล้วคงจะผ่านการใช้งานมานาน และหินิญญาด้านในก็คือสิ่งที่หวังหยวนเก็บหอมรอมริบมานับสิบปี
หากเป็เวลาปกติ เพียงหยิบออกมาก้อนสองก้อน หวังหยวนก็จะนับแล้วนับอีกให้แน่ใจ แต่วันนี้หวังหยวนกลับยื่นให้เจียงหลีทั้งถุง โดยไม่คิดนับแม้แต่น้อย…
------------------------------------------------------------------------------------------
